ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุสนาฬิชาดก
ชาดกที่ ๑๒๑ · เอกกนิบาตชาดก · กุสนาฬิวรรค

กุสนาฬิชาดก

ว่าด้วยประโยชน์ของการผูกมิตร

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๑ · บรรทัด ๘๐๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุสนาฬิชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภมิตรผู้ชี้ขาดการงานของท่านอนาถบิณฑิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กเร สริกฺโข ดังนี้. ความโดยย่อมีว่า พวกมิตรผู้คุ้นเคย ญาติพวกพ้องของท่านอนาถบิณฑิกะ ร่วมกันห้ามปรามบ่อย ๆ ว่า ท่านมหาเศรษฐีคนผู้นี้ไม่ทัดเทียมกับท่าน โดยชาติ โคตร ทรัพย์ และธัญญชาติเป็นต้น ทั้งไม่เหมือนท่านไปได้เลย เหตุไรท่านจึงทำความสนิทสนมกับคนผู้นี้ อย่ากระทำเลย ฝ่ายท่านอนาถบิณฑิกะกลับพูดว่า ธรรมดาความสนิทสนมกันฉันท์มิตร กับคนที่ต่ำกว่าก็ดี คนที่เสมอกันก็ดี คนที่สูงกว่าก็ดี ควรกระทำทั้งนั้น แล้วไม่เชื่อถือถ้อยคำของคนพวกนั้น เมื่อจะไปบ้านส่วย ก็ตั้งบุรุษผู้นั้นให้เป็นผู้ดูแลสมบัติแล้วจึงไป เรื่องราวทั้งหมด พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในเรื่องกาฬกรรณีนั่นแล แปลก แต่ว่าในเรื่องนี้ เมื่อท่านอนาถบิณฑิกะกราบทูลเรื่องราวในเรือนของตนแล้ว พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี ธรรมดามิตรที่จะเป็นคนเล็กน้อยไม่มี ก็ความเป็นผู้สามารถรักษามิตรธรรมไว้ได้เป็นประมาณในเรื่องมิตรนี้ ธรรมดามิตร เสมอด้วยตนก็ดี ต่ำกว่าตนก็ดี ยิ่งกว่าตนก็ดี ควรคบไว้ เหตุว่ามิตรเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ย่อมช่วยแบ่งเบาภาระที่มาถึงตนได้ทั้งนั้น บัดนี้ท่านอาศัยมิตรผู้ชี้ขาดการงานของตน จึงเป็นเจ้าของขุมทรัพย์ได้สืบไป ส่วนโบราณกบัณฑิต อาศัยมิตรผู้ชี้ขาด จึงเป็นเจ้าของวิมานได้ ดังนี้ อันท่านอนาถบิณฑิกะกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเทวดาที่กอหญ้าคา ในอุทยานของพระราชา ก็ในอุทยานนั้นแล มีต้นรุจมงคล อาศัยมงคลศิลา มีลำต้นตั้งตรง ถึงพร้อมด้วยปริมณฑลกิ่งก้านและค่าคบ ได้รับการยกย่องจากราชสำนัก เรียกกันว่าต้นสมุขกะบ้าง๑ เทวราชผู้มีศักดิ์ใหญ่ตนหนึ่ง บังเกิดที่ต้นไม้นั้นพระโพธิสัตว์ได้มีความสนิทสนมกับเทวราชนั้น ครั้งนั้นพระราชาเสด็จประทับอยู่ในปราสาทเสาเดียว เสาของปราสาทนั้นหวั่นไหว ครั้งนั้น พวกราชบุรุษพากันกราบทูลความหวั่นไหวของเสานั้นแด่พระราชา พระราชารับสั่งให้หาพวกนายช่างมาเฝ้า ตรัสว่า พ่อคุณ เสาแห่งมงคลปราสาทเสาเดียวหวั่นไหวเสียแล้ว พวกเจ้าจงเอาเสาไม้แก่นมาต้นหนึ่ง ทำเสานั้นไม่ให้หวั่นไหวเถิด พวกช่างเหล่านั้น กราบทูลรับพระดำรัสของพระราชาว่า ดีแล้ว พระ.เจ้าข้า แล้วพากันแสวงหาต้นไม้ที่เหมาะแก่เสานั้น ไม่พบในที่อื่น จึงเข้าไปสู่อุทยาน เห็นต้นสมุขกะนั้นแล้ว พากันไปสำนักพระราชา เมื่อมีพระดำรัสถามว่า อย่างไรเล่าพ่อทั้งหลาย ต้นไม้ที่เหมาะสมแก่เรานั้น พวกเจ้าเห็นแล้วหรือ ? จึงกราบทูลว่า เห็นแล้วพระเจ้าข้า ก็แต่ว่า ไม่อาจตัดต้นไม้นั้นได้ รับสั่งถามว่า เพราะเหตุไรเล่า ? พากันกราบทูลว่า พวกข้าพระองค์ไม่เห็นต้นไม้ในที่อื่น พากันเข้าสู่พระอุทยานในพระอุทยานนั้นเล่า เว้นต้นมงคลพฤกษ์แล้ว ก็ไม่เห็นต้นไม้อื่น ๆดังนั้น โดยที่เป็นมงคลพฤกษ์ พวกข้าพระองค์จึงไม่กล้าตัดต้นไม้นั้น พระเจ้าข้า รับสั่งว่า จงพากันไปตัดเถิด ทำปราสาทให้มั่นคงเถิด เราจักตั้งต้นอื่นเป็นมงคลพฤกษ์แทน พวกช่างไม้เหล่านั้น รับพระดำรัสแล้วพากันถือเครื่องพลีกรรมไปสู่อุทยานตกลงกันว่า จักตัดในวันพรุ่งนี้ แล้วกระทำพลีกรรมแก่ต้นไม้๑. ต้นไม้พูดได้ ? เพราะมีเทวดาสิงอยู่. เสร็จพากันออกไป รุกขเทวดารู้เหตุนั้นแล้ว คิดว่า พรุ่งนี้ วิมานของเราจักฉิบหาย เราจักพาพวกเด็ก ๆ ไปที่ไหนกันเล่า เมื่อไม่เห็นที่ควรไปได้ ก็กอดคอลูกน้อย ๆ ร่ำไห้ หมู่รุกขเทวดาที่รู้จักมักคุ้นของเทวดานั้น ก็พากันไต่ถามว่า เรื่องอะไรเล่า ? ครั้นฟังเรื่องนั้น แม้พวกตนก็มองไม่เห็นอุบายที่จะห้ามช่างไม่ได้พากันทอดทิ้งเทวดานั้น เริ่มร้องไห้ไปตามกันในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์ดำริว่า เราจักไปเยี่ยมรุกขเทวดาจึงไปที่นั้น ฟังเหตุนั้นแล้ว ก็ปลอบเทวดาเหล่านั้นว่า ช่างเถิดอย่ามัวเสียใจเลย เราจักไม่ให้ตัดต้นไม้นั้น พรุ่งนี้เวลาพวกช่างมา พวกท่านคอยดูเหตุการณ์ของเราเถิด ครั้นรุ่งขึ้น เวลาที่พวกช่างไม้พากันมา ก็แปลงตัวเป็นกิ้งก่าวิ่งนำหน้าพวกช่างไม้ไป เข้าไปสู่โคนของมงคลพฤกษ์ กระทำประหนึ่งว่าต้นไม้นั้นเป็นโพรง ไต่ขึ้นตามไส้ของต้นไม้ โผล่ออกทางยอดนอนผงกหัวอยู่ นายช่างใหญ่เห็นกิ้งก่านั้นแล้ว ก็เอามือตบต้นไม้นั้น แล้วตำหนิต้นไม้ใหญ่มีแก่นทึบตลอดว่า ต้นไม้นี้มีโพรงไร้แก่น เมื่อวานไม่ทันได้ตรวจถ้วนถี่ หลงทำพลีกรรมกันเสียแล้ว พากันหลีกไป รุกขเทวดาอาศัยพระโพธิสัตว์ คงเป็นเจ้าของวิมานอยู่ได้ เพื่อเป็นการต้อนรับรุกขเทวดานั้น เทวดาที่รู้จักมักคุ้นจำนวนมากประชุมกัน รุกขเทวดาดีใจว่า เราได้วิมานแล้ว เมื่อจะกล่าวคุณของพระโพธิสัตว์ ในท่ามกลางที่ประชุมเทวดาเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ดูก่อนเทพยเจ้าผู้เจริญทั้งหลายชาวเราถึงจะเป็นเทวดามเหศักดิ์ ก็มิได้รู้อบายนี้ เพราะปัญญาทึบส่วนเทวดากุสนาฬิ ได้กระทำให้เราเป็นเจ้าของวิมานได้ เพราะญาณสมบัติของตน ธรรมดามิตร ไม่เลือกว่าเท่าเทียมกัน ยิ่งกว่าหรือต่ำกว่า ควรคบไว้ทั้งนั้น มิตรแม้ทุก ๆ คน อาจบำบัดทุกข์ที่บังเกิดแก่เพื่อนฝูง ให้คงคืนตั้งอยู่ในความสุขได้ ตามกำลังของตนทีเดียว ครั้นพรรณนามิตรธรรมแล้ว กล่าวคาถานี้ความว่า :บุคคลผู้เสมอกัน ประเสริฐกว่ากัน หรือเลวกว่ากัน ก็ควรคบกันไว้ เพราะมิตรเหล่านั้นเมื่อความเสื่อมเกิดขึ้น ก็พึงทำประโยชน์อันอุดมให้ได้ ดูเราผู้เป็นรุกขเทวดา และเทวดาผู้เกิดที่กอหญ้าคาคบกันฉะนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า กเร สริกฺขโก ความว่า แม้คนเสมอกัน ด้วยฐานะมีชาติเป็นต้น ก็ควรคบกันไว้. บทว่า อถวาปิ เสฏฺโ ความว่า แม้เป็นผู้สูงกว่า คือยิ่งกว่าด้วยชาติเป็นต้น ก็ควรคบไว้. บทว่า นิหีนโก จาปิ กเรยฺย เอโก ความว่า ถึงจะเป็นคนต่ำต้อยด้วยชาติเป็นต้นคนหนึ่ง ก็พึงกระทำมิตรธรรมไว้ ท่านแสดงความหมายว่า เหตุนั้น คนเหล่านี้แม้ทั้งหมด ควรทำให้เป็นมิตรไว้ทั้งนั้น. ถามว่า เพราะอะไร ? ตอบว่า เพราะมิตรเหล่านั้นเมื่อความเสื่อมเกิดขึ้น ก็พึงทำประโยชน์อันอุดมให้ได้ ขยายความว่า ก็เพราะคนเหล่านี้ทั้งหมด เมื่อความพิบัติเกิดขึ้นแก่สหายแล้ว ก็ช่วยแบ่งเบาภาระที่มาถึงตน กระทำประโยชน์อย่างสูงให้ได้ คือช่วยปลดเปลื้องสหายนั้นจากทุกข์กาย ทุกข์ใจได้ เพราะเหตุนั้น มิตรแม้จะต่ำต้อยกว่า ก็ควรคบไว้ทีเดียว จะป่วยกล่าวไปใยถึงมิตรนอกนี้ในข้อนั้น มีเรื่องนี้เป็นข้ออุปมา เหมือนข้าพเจ้าเป็นเทวดาเกิดที่ไม้รุจา และเทวดาเกิดที่กอหญ้าคา มีศักดาน้อย ต่างกระทำความสนิทสนมฉันมิตรกันไว้ ถึงในเราสองคนนั้น ข้าพเจ้าแม้จะมีศักดามาก ก็ไม่อาจบำบัดทุกข์ที่เกิดแก่ตนได้ เพราะเป็นคนเขลา ไม่ฉลาดในอุบาย แต่ได้อาศัยเทวดาผู้นี้ แม้จะมีศักดาน้อย ก็เป็นบัณฑิต จึงพ้นจากทุกข์ได้ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นแม้คนอื่น ๆ ประสงค์จะพ้นทุกข์ ก็ไม่จำต้องคำนึงถึงความเสมอกัน และความวิเศษกว่ากัน พึงคบมิตรทั้งต่ำ ทั้งประณีต. รุจาเทวดา แสดงธรรมแก่หมู่เทวดาด้วยคาถานี้ ดำรงอยู่ชั่วอายุขัยแล้ว ไปตามยถากรรมพร้อมกับกุสนาฬิเทวดา. พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า รุจาเทวดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ ส่วนกุสนาฬิเทวดา ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุสนาฬิชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๖๓–๔๖๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๑๓ กุสนาฬิวคฺควณฺณนา

๑ กุสนาฬิชาตกํ

กเร สริกฺโขติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อนาถปิณฺฑิกสฺส นิจฺฉยมิตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

อนาถปิณฺฑิกสฺส หิ มิตฺตสุหชฺชญาติพนฺธวา เอกโต หุตฺวา มหาเสฏฺฐิ อยํ ตยา ชาติโคตฺตธนธญฺญาทีหิ เนว สทิโส น อุตฺตริตโร กสฺมา เอเตน สทฺธึ สนฺถวํ กโรสิ มา กโรหีติ ปุนปฺปุนํ นิวาเรสุํ ฯ อนาถปิณฺฑิโก ปน มิตฺตสนฺถโว นาม หีเนหิปิ สเมหิปิ อติเรเกหิปิ กตฺตพฺโพเยวาติ เตสํ วจนํ อคเหตฺวา โภคคามํ คจฺฉนฺโต ตํ กุฏุมฺพรกฺขกํ กตฺวา อคมาสีติ สพฺพํ กาฬกณฺณิวตฺถุสฺมึ วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพํ ฯ อิธ ปน อนาถปิณฺฑิเกน อตฺตโน ฆรปฺปวตฺติยา อาโรจิตาย สตฺถา คหปติ มิตฺโต นาม ขุทฺทโก นตฺถิ มิตฺตธมฺมํ รกฺขิตุํ สมตฺถภาโว เจตฺถ ปมาณํ มิตฺโต นาม อตฺตนา สโมปิ หีโนปิ วิสิฏฺโฐปิ คเหตพฺโพ สพฺเพปิ หิ เต อตฺตโน ปตฺตภารํ นิตฺถรนฺติเยว อิทานิ ตาว ตฺวํ อตฺตโน นิจฺฉยมิตฺตํ นิสฺสาย กุฏุมฺพสฺส สามิโก ชาโต โปราณา ปน นิจฺฉยมิตฺตํ นิสฺสาย วิมานสามิกา ชาตาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต รญฺโญ อุยฺยาเน กุสนาฬิคจฺเฉ เทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺมึเยว ปน อุยฺยาเน มงฺคลสิลํ นิสฺสาย อุชุคตกฺขนฺโธ ปริมณฺฑลสาขาวิฏปสมฺปนฺโน รญฺโญ สนฺติกา ลทฺธสมฺมาโน รุจมงฺคลรุกฺโข อตฺถิ ฯ สมุขโกติปิ วุจฺจติ ฯ ตสฺมึ เอโก มเหสกฺโข เทวราชา นิพฺพตฺติ ฯ โพธิสตฺตสฺส เตน สทฺธึ มิตฺตสนฺถโว อโหสิ ฯ ตทา ราชา เอกตฺถมฺภเก ปาสาเท วสติ ฯ ตสฺส โส ถมฺโภ จลิ ฯ อถสฺส จลิตภาวํ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา วฑฺฒกี ปกฺโกสาเปตฺวา ตาตา มม เอกตฺถมฺภกสฺส มงฺคลปฺปาสาทสฺส ถมฺโภ จลิโต เอกํ สารตฺถมฺภํ อาหริตฺวา ตํ นิจฺจลํ กาเรถาติ อาห ฯ เต สาธุ เทวาติ รญฺโญ วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตทนุจฺฉวิกํ รุกฺขํ ปริเยสมานา อญฺญตฺถ อทิสฺวา อุยฺยานํ ปวิสิตฺวา ตํ สมุขกรุกฺขํ ทิสฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา กึ ตาตา ทิฏฺโฐ ตทนุจฺฉวิโก รุกฺโขติ วุตฺเต ทิฏฺโฐ เทว อปิจ โข นํ ฉินฺทิตุํ น วิสหามาติ อาหํสุ ฯ กึการณาติ ฯ มยํ อญฺญตฺร รุกฺขํ อปสฺสนฺตา อุยฺยานํ ปวิสิมฺหา ตตฺราปิ ฐเปตฺวา มงฺคลรุกฺขํ อญฺญํ น ปสฺสาม อิติ นํ มงฺคลรุกฺขตาย ฉินฺทิตุํ น วิสหามาติ ฯ คจฺฉถ ฉินฺทิตฺวา ปาสาทํ ถิรํ กโรถ มยํ อญฺญํ มงฺคลรุกฺขํ กริสฺสามาติ ฯ เต สาธูติ พลิกมฺมํ คเหตฺวา อุยฺยานํ คนฺตฺวา เสฺว ฉินฺทิสฺสามาติ รุกฺขสฺส พลิกมฺมํ กตฺวา นิกฺขมึสุ ฯ รุกฺขเทวตา ตํ การณํ ญตฺวา เสฺว มยฺหํ วิมานํ นาเสสฺสติ ทารเก คเหตฺวา กุหึ คมิสฺสามีติ คนฺตพฺพฏฺฐานํ อปสฺสนฺตี ปุตฺตเก คีวายํ คเหตฺวา ปโรทิ ฯ ตสฺสา สนฺทิฏฺฐสมฺภตฺตา รุกฺขเทวตา คนฺตฺวา กึ เอตนฺติ ปุจฺฉิตฺวา ตํ การณํ สุตฺวา สยมฺปิ วฑฺฒกีนํ ปฏิกฺขิปนุปายํ อปสฺสนฺติโย ตํ ปริสฺสชฺชิตฺวา โรทิตุํ อารภึสุ ฯ

ตสฺมึ สมเย โพธิสตฺโต รุกฺขเทวตํ ปสฺสิสฺสามีติ ตตฺถ คนฺตฺวา ตํ การณํ สุตฺวา โหตุ มา จินฺตยิตฺถ อหํ ตํ รุกฺขํ ฉินฺทิตุํ น ทสฺสามิ เสฺว วฑฺฒกีนํ อาคตกาเล มม การณํ ปสฺสถาติ ตา เทวตาโย สมสฺสาเสตฺวา ปุนทิวเส วฑฺฒกีนํ อาคตเวลาย กกณฺฏกเวสํ คเหตฺวา วฑฺฒกีนํ ปุรโต คนฺตฺวา มงฺคลรุกฺขสฺส มูลํ ปวิสิตฺวา ตํ รุกฺขํ สุสิรํ วิย กตฺวา รุกฺขมชฺเฌน อภิรุหิตฺวา ขนฺธมตฺถเกน นิกฺขมิตฺวา สีสํ กมฺปยมาโน นิปชฺชิ ฯ มหาวฑฺฒกี ตํ กกณฺฏกํ ทิสฺวา รุกฺขํ หตฺเถน ปหริตฺวา สุสิรรุกฺโข เอโส นิสฺสาโร หิยฺโย อนุปธาเรตฺวาว พลิกมฺมํ กริมฺหาติ เอกฆนํ มหารุกฺขํ ครหิตฺวา ปกฺกามิ ฯ รุกฺขเทวตา โพธิสตฺตํ นิสฺสาย วิมานสฺส สามิกา ชาตา ฯ ตสฺสา ปฏิสณฺฐารตฺถาย สนฺทิฏฺฐสมฺภตฺตา พหู เทวตา สนฺนิปตึสุ ฯ รุกฺขเทวตา วิมานํ เม ลทฺธนฺติ ตุฏฺฐจิตฺตา ตาสํ เทวตานํ มชฺเฌ โพธิสตฺตสฺส คุณํ กถยมาโน โภ เทวตา มยํ มเหสกฺขา เทวตา หุตฺวาปิ ทนฺธปญฺญตาย อิมํ อุปายํ น ชานิมฺหา กุสนาฬิเทวตา ปน อตฺตโน ญาณสมฺปตฺติยา อมฺเห วิมานสามิเก อกาสิ มิตฺโต นาม สทิโสปิ อธิโกปิ หีโนปิ กตฺตพฺโพเยว สพฺโพปิ อตฺตโน ถาเมน สหายานํ อุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ นิตฺถริตฺวา สุเข ปติฏฺฐาเปนฺติเยวาติ มิตฺตธมฺมํ วณฺณยิตฺวา อิมํ คาถมาห

กเร สริกฺโข อถวาปิ เสฏฺโฐ

นิหีนโก จาปิ กเรยฺย เอโก

กเรยฺยุ เต พฺยสเน อุตฺตมตฺถํ

ยถา อหํ กุสนาฬิ รุจายนฺติ

ตตฺถ กเร สริกฺโขติ ชาติอาทีหิ สทิโสปิ มิตฺตธมฺมํ กเรยฺย ฯ อถวาปิ เสฏฺโฐติ ชาติอาทีหิ เสฏฺโฐปิ อธิโกปิ กเรยฺย ฯ นิหีนโก จาปิ กเรยฺย เอโกติ เอโก ชาติอาทีหิ หีโนปิ มิตฺตธมฺมํ กเรยฺย ฯ ตสฺมา สพฺเพปิ เอเต มิตฺตา กาตพฺพาเยวาติ ทีเปติ ฯ กึการณา ฯ กเรยฺยุ เต พฺยสเน อุตฺตมตฺถนฺติ สพฺเพ เจเต สหายสฺส พฺยสเน อุปฺปนฺเน อตฺตโน ปตฺตภารํ วหมานา อุตฺตมตฺถํ กเรยฺยุํ กายิกเจตสิกทุกฺขโต ตํ สหายกํ โมเจยฺยุเมวาติ อตฺโถ ฯ ตสฺมา หีโนปิ มิตฺโต กาตพฺโพเยว ปเคว อิตเร ฯ ตตฺริทํ โอปมฺมํ ฯ ยถา อหํ กุสนาฬิ รุจายนฺติ ยถา อหํ รุจายํ นิพฺพตฺตเทวตา อยญฺจ กุสนาฬิเทวตา อปฺเปสกฺขา มิตฺตสนฺถวํ กริมฺหา ตตฺราปาหํ มเหสกฺขาปิ สมานา อตฺตโน อุปฺปนฺนํ ทุกฺขํ พาลตาย อนุปายกุสลตาย หริตุํ นาสกฺขึ อิมมฺปน อปฺเปสกฺขมฺปิ สมานํ ปณฺฑิตํ เทวตํ นิสฺสาย ทุกฺขโต มุตฺโตมฺหีติ ฯ ตสฺมา อญฺเญหิปิ ทุกฺขา มุจฺจิตุกาเมหิ สมวิสิฏฺฐภาวํ อโนโลเกตฺวา หีโนปิ ปณีโตปิ มิตฺโต กาตพฺโพ ฯ

รุจาเทวตา อิมาย คาถาย เทวสงฺฆสฺส ธมฺมํ เทเสตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา สทฺธึ กุสนาฬิเทวตาย ยถากมฺมํ คตา ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา รุจาเทวตา อานนฺโท อโหสิ กุสนาฬิเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ

กุสนาฬิชาตกํ ปฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๒๐. พันธนโมกขชาดกชาดกถัดไป๑๒๒. ทุมเมธชาดก