ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ทุมเมธชาดก
ชาดกที่ ๑๒๒ · เอกกนิบาตชาดก · กุสนาฬิวรรค

ทุมเมธชาดก

ว่าด้วยคนโง่ได้ยศไม่เป็นประโยชน์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๒ · บรรทัด ๘๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากทุมเมธชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธ ดังนี้ :ความโดยย่อว่า ภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวโทษของพระเทวทัตในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระเทวทัตมองดูพระพักตร์อันทรงสิริ เหมือนดวงจันทร์เต็มดวง และพระอัตภาพอันประดับด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ และมหาปุริสลักษณะ ๓๒ประการ แวดวงด้วยพระรัศมีแผ่ซ่านประมาณ ๑ วา ถึงความงามเลิศเป็นยอดเยี่ยม เปล่งพระพุทธรัศมี เป็นแฉคู่ ๆ กัน โดยอาการต่าง ๆ สลับกันของพระตถาคตแล้ว ไม่อาจยังจิตให้เลื่อมใสได้ มิหนำซ้ำยังกระทำความริษยาเอาด้วยไม่อาจจะอดใจได้ในเมื่อมีผู้กล่าวว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงประกอบแล้วด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ ญาณทัสสนะ เห็นปานนี้การทำความริษยาถ่ายเดียว พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เทวทัตกระทำการริษยาเรา ในเมื่อมีผู้กล่าวถึงคุณของเรา แม้ในปางก่อนก็ได้เคยกระทำแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้ามคธองค์หนึ่ง ครองราชสมบัติในกรุงราชคฤห์ พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง ได้เป็นช้างเผือก ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ เช่นเดียวกับที่พรรณนามาแล้วในหนหลัง พระราชาพระองค์นั้นทรงพระดำริว่า ช้างนี้สมบูรณ์ด้วยลักษณะ จึงได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นมงคลหัตถี ครั้นถึงวันมหรสพวันหนึ่ง โปรดให้ประดับตกแต่งพระนครทั้งสิ้นงดงามดังเทพนคร เสด็จขึ้นสู่มงคลหัตถี อันประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ทรงกระทำประทักษิณพระนครด้วยราชานุภาพอันใหญ่หลวง มหาชนยืนดูในที่นั้น ๆ เห็นสรีระอันถึงความงามเลิศด้วยสมบัติของมงคลหัตถี ก็พากันพรรณนาถึงมงคลหัตถีเท่านั้น ว่ารูปงาม การเดินสง่า ท่าทางองอาจ สมบูรณ์ด้วยลักษณะอย่างแท้จริง พระยาช้างเผือกเห็นปานนี้ สมควรเป็นคู่บุญบารมีของพระเจ้าจักรพรรดิ พระราชาทรงสดับเสียงสรรเสริญมงคลหัตถี ไม่ทรงสามารถจะอดพระทัยได้ ทรงเกิดความริษยา ดำริว่า วันนี้แหละจะให้มันตกเขาถึงความสิ้นชีวิตให้จงได้ แล้วรับสั่งให้หานายหัตถาจารย์มา รับสั่งถามว่า ช้างนี้ต้องทำอย่างไรบ้าง เจ้าให้ศึกษาแล้วหรือ ? นายหัตถาจารย์กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้วพระเจ้าข้ารับสั่งท้วงว่า ยังฝึกไม่ดีนะ กราบทูลยืนยันว่า ฝึกดีแล้วพระเจ้าข้า รับสั่งว่า ถ้าฝึกดีแล้ว เจ้าจักอาจให้มันขึ้นสู่ยอดเขาเวปุลละ ได้หรือ ? กราบทูลว่าพระเจ้าข้า ข้าแต่สมมติเทพรับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นมาเถิด พระองค์เองเสด็จลงให้นายหัตถาจารย์ขึ้นนั่งไสไปถึงเชิงเขา เมื่อนายหัตถาจารย์นั่งเหนือหลังช้างไสถึงยอดเขาเวปุลละแล้ว แม้พระองค์เองแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ก็เสด็จขึ้นสู่ยอดเขา แล้วทรงบังคับนายหัตถาจารย์ ให้ไสช้างบ่ายหน้าไปทางเหว รับสั่งว่า เจ้าบอกว่าช้างเชือกนี้ฝึกดีแล้วจงให้มันยืน ๓ ขา เท่านั้น นายหัตถาจารย์นั่งบนหลัง ได้ให้สัญญาแก่ช้างด้วยสันเท้า ให้ช้างรู้ว่า พ่อเอ๋ย จงยืน ๓ ขาเถิดพระราชารับสั่งว่า ให้มันยืนด้วยเท้าหน้าทั้งสองเท่านั้นเถิดช้างผู้มหาสัตว์ ก็ยกเท้าหลังทั้งสองขึ้น ยืนด้วยของเท้าหน้าแม้เมื่อพระราชาตรัสว่า ให้มันยืนด้วยสองเท้าหลังเท่านั้น ก็ยกเท้าทั้งสองข้างหน้าขึ้น ยืนด้วยสองเท้าหลัง แม้เมื่อตรัสสั่งว่าให้ยืนขาเดียว ก็ยกเท้าทั้งสามขึ้นเสีย ยืนด้วยเท้าข้างเดียวเท่านั้น พระราชาครั้นทรงทราบความที่พระยาช้างนั้นไม่ตก ก็ตรัสสั่งว่า ถ้าสามารถจริง ก็จงให้ยืนในอากาศเถิด นายหัตถาจารย์คิดว่า ทั่วชมพูทวีป ช้างที่ได้ชื่อว่าฝึกดีแล้ว เช่นกับพระยาช้างนี้ไม่มีเลย ก็แต่พระราชาพระองค์นี้ มีพระประสงค์ให้ช้างนั้นตกเขาตายเป็นแน่ไม่ต้องสงสัย คิดแล้วก็กระซิบที่ใกล้หูว่า พ่อเอ๋ย พระราชานี้ประสงค์จะให้เจ้าตกเขาตายเสียเจ้าไม่คู่ควรแก่ท้าวเธอ ถ้าเจ้ามีกำลังพอจะไปทางอากาศได้ก็จงพาเราผู้นั่งบนหลัง เหาะขึ้น ู่เวหาไปสู่พระนครพาราณสีเถิด พระมหาสัตว์ถึงพร้อมด้วยบุญฤทธิ์ ได้ยืนอยู่ในอากาศในขณะนั้นเอง นายหัตถาจารย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ช้างนี้ถึงพร้อมด้วยบุญฤทธิ์ ไม่คู่ควรแก่คนมีบุญน้อย ปัญญาทรามเช่นพระองค์ คู่ควรแก่พระราชาผู้เป็นบัณฑิต ถึงพร้อมด้วยบุญขึ้นชื่อว่า คนบุญน้อยเช่นพระองค์ ถึงได้พาหนะเช่นนี้ ก็มิได้รู้คุณของมัน รังแต่จะยังพาหนะนั้น และยศสมบัติที่เหลือ ให้ฉิบหายไปฝ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่บนคอช้าง กล่าวคาถานี้ความว่า :" ผู้มีปัญญาทราม ได้ยศแล้ว ย่อมประพฤติส่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตน ย่อมปฏิบัติเพื่อความเบียดเบียนตนและคนอื่น"

ดังนี้. ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า คนโง่ ๆคือคนที่ไร้ปัญญาเช่นพระองค์ ได้บริวารสมบัติแล้ว ย่อมประพฤติความฉิบหายแก่ตน เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า คนโง่ ๆ นั้นมัวเมาในยศแล้ว มิได้รู้การที่ควรทำและไม่ควรทำ ย่อมปฏิบัติเพื่อเบียดเบียนตนและคนอื่น ๆ คือย่อมดำเนินการเพื่อที่ยังความลำบาก และความทุกข์เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า เบียดเบียนเท่านั้นเอง. นายหัตถาจารย์แสดงธรรมแก่พระราชา ด้วยคาถานี้ด้วยประการฉะนี้ แล้วกราบทูลว่า คราวนี้เชิญเสด็จประทับอยู่เถิด แล้วพรางเหาะขึ้นในอากาศ ตรงไปพระนครพาราณสีทีเดียว หยุดอยู่ในอากาศที่ท้องพระลานหลวง ทั่วทั้งพระนครอื้อฉาวเอิกเกริกเป็นเสียงเดียวกันว่า ช้างเผือกของพระราชาแห่งชาวเรามาทางอากาศ หยุดยืนอยู่ที่ท้องพระลานหลวงราชบุรุษทั้งหลายรีบกราบทูลพระราชา พระราชาเสด็จมาตรัสว่า ถ้าเจ้ามาเพื่อเป็นอุปโภคแก่เรา เชิญเจ้าลงยืนที่พื้นดินเถิดพระโพธิสัตว์ก็ลงยืนที่แผ่นดิน อาจารย์ก็ก้าวลงถวายบังคมพระราชา ได้รับพระดำรัสว่า พ่อคุณ พ่อมาจากไหน ? กราบทูลว่า มาจากเมืองราชคฤห์พระเจ้าข้า แล้วกราบทูลเรื่องทั้งปวงให้ทรงทราบ พระราชาตรัสว่า พ่อคุณ การที่พ่อมาที่นี่ กระทำสิ่งที่น่าชื่นชมจริง ๆ ทรงหรรษาและดีพระทัย ตรัสให้ตระเตรียมพระนคร ทรงตั้งพญาช้างในตำแหน่งมงคลหัตถี ทรงแบ่งราชสมบัติทั้งสิ้นออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนหนึ่งพระราชทานแก่พระโพธิสัตว์ ส่วนหนึ่งแก่อาจารย์ ส่วนหนึ่งพระองค์ทรงครอบครองก็นับจำเดิมแต่พระโพธิสัตว์มาแล้วนั่นแล ราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น ก็ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระราชา พระองค์เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้นแล้วเสด็จไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระราชามคธในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต พระเจ้ากรุงพาราณสีได้มาเป็นพระสารีบุตร นายหัตถาจารย์ได้มาเป็นอานนท์ ส่วนช้างได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาทุมเมธชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๖๙–๔๗๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๒ ทุมฺเมธชาตกํ

ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ธมฺมสภายํ หิ ภิกฺขู อาวุโส เทวทตฺโต ตถาคตสฺส ปุณฺณจนฺทสสฺสิริกํ มุขํ อสีติอนุพฺยญฺชนทฺวตฺตึสมหาปุริสลกฺขณปฺปฏิมณฺฑิตํ พฺยามปฺปภาปริกฺขิตฺตํ อาเวฬาเวฬาย ยมกยมกภูตา ฆนพุทฺธรํสิโย วิสฺสชฺเชตฺวา ปรมโสภคฺคปฺปตฺตํ อตฺตภาวญฺจ โอโลเกตฺวา จิตฺตํ ปสาเทตุํ น สกฺโกติ อุสุยฺยเมว กโรติ พุทฺธา นาม เอวรูเปน สีเลน สมาธินา ปญฺญาย วิมุตฺติญาณทสฺสเนน สมนฺนาคตาติ วุจฺจมาเน วณฺณํ สหิตุํ น สกฺโกติ อุสุยฺยเมว กโรตีติ เทวทตฺตสฺส อคุณํ กเถสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว เทวทตฺโต มม วณฺเณ ภญฺญมาเน อุสุยฺยํ กโรติ ปุพฺเพปิ อกาสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต มคธรฏฺเฐ ราชคหนคเร เอกสฺมึ มคธราเช รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หตฺถิโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา สพฺพเสโต อโหสิ เหฏฺฐา วณฺณิตสทิสาย รูปสมฺปตฺติยา สมนฺนาคโต ฯ อถ นํ ลกฺขณสมฺปนฺโน อยนฺติ โส ราชา มงฺคลหตฺถึ อกาสิ ฯ อเถกสฺมึ ฉณทิวเส สกลนครํ เทวนครํ วิย อลงฺการาเปตฺวา สพฺพาลงฺการปฺปฏิมณฺฑิตํ มงฺคลหตฺถึ อภิรุหิตฺวา มหนฺเตน ราชานุภาเวน นครํ ปทกฺขิณํ อกาสิ ฯ มหาชโน ตตฺถ ตตฺถ ฐตฺวา มงฺคลหตฺถิโน รูปโสภคฺคปฺปตฺตํ สรีรํ ทิสฺวา อโห รูปํ อโห คติ อโห ลีฬฺหา อโห ลกฺขณสมฺปตฺติ เอวรูโป นาม สพฺพเสตวรวารโณ จกฺกวตฺติรญฺโญ อนุจฺฉวิโกติ มงฺคลหตฺถิเมว วณฺเณสิ ฯ ราชา มงฺคลหตฺถิสฺส วณฺณํ สุตฺวา สหิตุํ อสกฺโกนฺโต อุสุยฺยํ อุปฺปาเทตฺวา อชฺเชว ตํ ปพฺพตา ปาเตตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสฺสามีติ หตฺถาจริยํ ปกฺโกสาเปตฺวา กินฺติ กตฺวา ตยา อยํ นาโค สิกฺขาปิโตติ อาห ฯ สุสิกฺขาปิโต เทวาติ ฯ น สุสิกฺขิโตติ ฯ สุสิกฺขิโต เทวาติ ฯ ยทิ สุสิกฺขิโต สกฺขิสฺสสิ ตํ เวปุลฺลปพฺพตมตฺถกํ อาโรเปตุนฺติ ฯ อาม เทวาติ ฯ เตนหิ เอหีติ สยํ โอตริตฺวา หตฺถาจริยํ อาโรเปตฺวา ปพฺพตปาทํ คนฺตฺวา หตฺถาจริเยน หตฺถิปิฏฺเฐ นิสีทาเปตฺวา หตฺถิมฺหิ เวปุลฺลปพฺพตมตฺถกํ อาโรปิเต สยมฺปิ อมจฺจคณปริวุโต ปพฺพตมตฺถกํ อภิรุหิตฺวา หตฺถึ ปปาตาภิมุขํ กาเรตฺวา ตฺวํ มยา เอส สุสิกฺขิโตติ วเทสิ ตีหิเยว นํ ปาเทหิ ฐเปหีติ อาห ฯ หตฺถาจริโย ปิฏฺฐิยํ นิสีทิตฺวา โภ ตีหิ ปาเทหิ ติฏฺฐาติ หตฺถิสฺส ปญฺหิยา สญฺญํ อทาสิ ฯ ปุน ราชา ทฺวีหิ ปุริมปาเทหิเยว ฐเปหีติ อาห ฯ มหาสตฺโต เทฺว ปจฺฉิมปาเท อุกฺขิปิตฺวา ปุริมปาเทหิ อฏฺฐาสิ ฯ ปจฺฉิมปาเทหิเยวาติ วุตฺเตปิ เทฺว ปุริมปาเท อุกฺขิปิตฺวา ปจฺฉิมปาเทหิ อฏฺฐาสิ ฯ เอเกนาติ วุตฺเตปิ ตโย ปาเท อุกฺขิปิตฺวา เอเกเนว อฏฺฐาสิ ฯ อถสฺส อปตนภาวํ ญตฺวา สเจ ปโหสิ อากาเสน ฐเปหีติ อาห ฯ หตฺถาจริโย จินฺเตสิ สกลชมฺพูทีเป อิมินา สทิโส สุสิกฺขิตหตฺถี นาม นตฺถิ นิสฺสํสยํ ปน นํ เอส ปปาเต ปาเตตฺวา มาเรตุกาโม ภวิสฺสตีติ ฯ โส ตสฺส กณฺณมูเล มนฺเตสิ ตาต อยํ ราชา ตํ ปาเตตฺวา มาเรตุกาโม น ตฺวํ เอตสฺส อนุจฺฉวิโก สเจ เต อากาเสน คนฺตุํ พลํ อตฺถิ มํ ยถานิสินฺนํเยว อาทาย เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา พาราณสึ คจฺฉาติ ฯ ปุญฺญิทฺธิยา สมนฺนาคโต มหาสตฺโต ตํ ขณญฺเญว อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ หตฺถาจริโย มหาราช อยํ หตฺถี ปุญฺญิทฺธิยา สมนฺนาคโต น ตาทิสสฺส มนฺทปุญฺญสฺส ทุพฺพุทฺธิโน อนุจฺฉวิโก ปณฺฑิตสฺส ปุญฺญสมฺปนฺนสฺส รญฺโญ อนุจฺฉวิโก ตาทิสา นาม มนฺทปุญฺญา เอวรูปํ วาหนํ ลภิตฺวา ตสฺส คุณํ อชานนฺตา ตญฺเจว วาหนํ อวเสสญฺจ ยสสมฺปตฺตึ นาเสนฺติเยวาติ วตฺวา หตฺถิกฺขนฺเธ นิสินฺโน อิมํ คาถมาห

ยสํ ลทฺธาน ทุมฺเมโธ อนตฺถํ จรติ อตฺตโน

อตฺตโน จ ปเรสญฺจ หึสาย ปฏิปชฺชตีติ ฯ

ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ มหาราช ตาทิโส ทุมฺเมโธ นิปฺปญฺโญ ปุคฺคโล ปริวารสมฺปตฺตึ ลภิตฺวา อตฺตโน อนตฺถํ จรติ ฯ กึการณา ฯ โส หิ ยสมทมตฺโต กตฺตพฺพากตฺตพฺพํ อชานนฺโต อตฺตโน จ ปเรสญฺจ หึสาย ปฏิปชฺชติ หึสา วุจฺจติ กิลมนทุกฺขุปฺปาทนํ ตทตฺถาย เอวํ ปฏิปชฺชตีติ ฯ

เอวํ อิมาย คาถาย รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา ติฏฺฐทานิ ตฺวนฺติ อากาเส อุปฺปติตฺวา พาราณสีนครเมว คนฺตฺวา ราชงฺคเณ อากาเส อฏฺฐาสิ ฯ สกลนครํ สงฺขุภิตฺวา อมฺหากํ รญฺโญ อากาเสน เสตวารโณ อาคนฺตฺวา ราชงฺคเณ ฐิโตติ เอกโกลาหลํ อโหสิ ฯ เวเคน รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา นิกฺขมิตฺวา สเจ มยฺหํ อุปโภคตฺถาย อาคโตสิ ภูมิยํ ปติฏฺฐาหีติ อาห ฯ โพธิสตฺโต ภูมิยํ ปติฏฺฐาสิ ฯ อาจริโย โอตริตฺวา ราชานํ วนฺทิตฺวา กุโต อาคโตสิ ตาตาติ วุตฺโต ราชคหโตติ วตฺวา สพฺพํ ปวุตฺตึ อาโรเจสิ ฯ ราชา มนาปํ เต ตาต กตํ อิธาคจฺฉนฺเตนาติ หฏฺฐตุฏฺโฐ นครํ สชฺชาเปตฺวา วารณํ มงฺคลหตฺถิฏฺฐาเน ฐเปตฺวา สกลรชฺชํ ตโย โกฏฺฐาเส กตฺวา เอกํ โพธิสตฺตสฺส อทาสิ เอกํ อาจริยสฺส เอกํ อตฺตนา อคฺคเหสิ ฯ โพธิสตฺตสฺส อาคตกาลโต ปฏฺฐายเยว ปน รญฺโญ สกลชมฺพูทีเป รชฺชํ หตฺถคตเมว ชาตํ ฯ ชมฺพูทีเป อคฺคราชา หุตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มคธราชา เทวทตฺโต อโหสิ พาราณสีราชา สารีปุตฺโต หตฺถาจริโย อานนฺโท หตฺถี ปน อหเมวาติ ฯ

ทุมฺเมธชาตกํ ทุติยํ ฯ

-------

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๒๑. กุสนาฬิชาดกชาดกถัดไป๑๒๓. นังคลีสชาดก