ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. นังคลีสชาดก
ชาดกที่ ๑๒๓ · เอกกนิบาตชาดก · กุสนาฬิวรรค

นังคลีสชาดก

ว่าด้วยคนพาลกล่าวคำที่ไม่ควรกล่าว

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๓ · บรรทัด ๘๑๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากนังคลีสชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพระโลลุทายีเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสพฺพตฺถคามึ วาจํ ดังนี้. ได้ยินว่า พระเถระนั้น เมื่อกล่าวธรรม มิได้รู้ข้อที่ควรและไม่ควรว่า ในที่นี้ ควรกล่าวข้อนี้ ในที่นี้ไม่ควรกล่าวข้อนี้ในงานมงคล ก็กล่าวอวมงคล กล่าวอนุโมทนาอวมงคลนี้ว่า เปรตทั้งหลายพากันยืนอยู่ที่นอกฝาเรือน และที่กรอบประตูและเช็ดหน้าเป็นต้น ครั้นถึงงานอวมงคล เมื่อกระทำอนุโมทนากลับกล่าวว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากได้คิดมงคลทั้งหลายกันแล้ว เป็นต้น แล้วกล่าวย้ำว่า ขอให้พวกท่านสามารถกระทำมงคลเห็นปานนั้น ให้ได้ร้อยเท่า พันเท่าเถิด ครั้นวันหนึ่งภิกษุทั้งหลาย พากันยกเรื่องนี้ขึ้นสนทนากันในโรงธรรมว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระโลลุทายี มิได้รู้ข้อที่ควรและไม่ควร กล่าววาจาที่ไม่น่ากล่าวทั่วไป ทุกหนทุกแห่ง พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? ครั้นภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่โลลุทายีนี้ มีไหวพริบช้า เมื่อกล่าวก็ไม่รู้ข้อที่ควรและไม่ควร แม้ในครั้งก่อนก็ได้เป็นอย่างนี้ เธอเป็นผู้เลื่อนเปื้อนเรื่อยทีเดียว แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลเจริญวัยแล้ว เล่าเรียนสรรพศิลปวิทยาในเมืองตักกสิลา ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในพระนครพาราณสี บอกศิลปวิทยาแก่มาณพ ๕๐๐ ครั้งนั้น ในบรรดามาณพเหล่านั้น มีมาณพผู้หนึ่งมีไหวพริบย่อหย่อน (ปัญญาอ่อน) เลื่อนเปื้อน เป็นธัมมันเตวาสิกเรียนศิลปะ แต่ไม่อาจจะเล่าเรียนได้ เพราะความเป็นคนทึบแต่ได้เป็นผู้มีอุปการะต่อพระโพธิสัตว์ ทำกิจทุก ๆ อย่างให้เหมือนทาส อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์บริโภคอาหารเย็นแล้วนอนเหนือเตียงนอน กล่าวกะมาณพนั้น ผู้ทำการนวดมือ เท้าและหลังให้ แล้วจะไปว่า พ่อคุณ เจ้าช่วยหนุนเท้าเตียงให้ก่อนแล้วค่อยไปเถิด มาณพหนุนเท้าเตียงข้างหนึ่งแล้ว ไม่ได้อะไรที่จะหนุนเท้าเตียงอีกข้างหนึ่ง ก็เลยเอาวางไว้บนขาของตนจนตลอดคืน พระโพธิสัตว์ลุกขึ้นในตอนเช้า เห็นเขาแล้ว ถามว่าพ่อคุณ เจ้านั่งทำไมเล่า ? เขาตอบว่า ท่านอาจารย์ขอรับ ผมหาอะไรหนุนเท้าเตียงไม่ได้ เลยเอาวางไว้บนขาของตนนั่งอยู่พระโพธิสัตว์ สลดใจ คิดว่า มาณพมีอุปการคุณแก่เรายิ่งนักในกลุ่มมาณพมีประมาณเท่านี้ เจ้านี้คนเดียวโง่กว่าเพื่อน ไม่อาจศึกษาศิลปะได้ ทำอย่างไรเล่าหนอ เราจึงจะทำให้เขาฉลาดขึ้นได้ ครั้นแล้วก็ได้เกิดความคิดขึ้นว่า มีอุบายอยู่อย่างหนึ่งเราต้องคอยถามมาณพนี้ ผู้ไปหาฟืนหาผักมาแล้วว่า วันนี้เจ้าเห็นอะไร เจ้าทำอะไร เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจะต้องบอกเราว่าวันนี้ผมเห็นสิ่งชื่อนี้ ทำกิจชื่อนี้ ครั้นแล้วเราต้องถามว่า ที่เจ้าเห็น ที่เจ้าทำเช่นอะไร ? เขาจักบอกโดยอุปมาและโดยเหตุว่าอย่างนี้ ด้วยวิธีนี้ เราให้เขากล่าวอุปมาและเหตุแล้ว จักทำให้เขาฉลาดได้ ด้วยอุบายนี้ ท่านจึงเรียกเขามาบอกว่า พ่อมาณพตั้งแต่บัดนี้ไป ในที่ที่เจ้าไปหาฟืนและหาผัก เจ้าได้เห็นได้กินได้ดื่ม หรือได้เคี้ยวสิ่งใดในที่นั้น ครั้นมาแล้ว ต้องบอกสิ่งนั้นแก่เรา. เขารับคำว่า ดีละขอรับ วันหนึ่งไปป่าเพื่อหาฟืนกับมาณพทั้งหลาย เห็นงูในป่า ครั้นมาแล้วก็บอกว่า ท่านอาจารย์ครับผมเห็นงู ท่านอาจารย์ถามว่า พ่อคุณขึ้นชื่อว่างู เหมือนอะไร ? ตอบว่า แม้นเหมือนงอนไถครับ อาจารย์ชมว่า ดีแล้ว ดีแล้วพ่อคุณ อุปมาที่เจ้านำมาว่า งูเหมือนงอนไถเป็นที่พอใจละครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ดำริว่า อุปมาน่าพอใจ มาณพนำมาได้เราคงอาจจะทำให้เขาฉลาดได้ ฝ่ายมาณพวันหนึ่งเห็นช้างในป่ามาบอกว่า ท่านอาจารย์ครับ ผมเห็นช้าง อาจารย์ซักว่า ช้างเหมือนอะไรเล่า พ่อคุณ ? ตอบว่า ก็เหมือนงอนไถนั่นแหละพระโพธิสัตว์คิดว่า งวงช้างก็เหมือนงอนไถ อื่น ๆ เช่นงาเป็นต้นก็พอจะมีรูปร่างเช่นนั้นได้ แต่มาณพนี้ไม่อาจจำแนกกล่าวได้เพราะตนโง่ ชะรอยจะพูดหมายเอางวงช้าง แล้วก็นิ่งไว้ อยู่มาวันหนึ่ง มาณพได้กินอ้อยในที่ที่เขาเชิญไป ก็มาบอกว่า ท่านอาจารย์ครับ วันนี้ผมได้เคี้ยวอ้อย เมื่อถูกซักว่า อ้อยเหมือนอะไรเล่า ? ก็กล่าวว่า เหมือนงอนไถอย่างไรเล่าครับ อาจารย์คิดว่า มาณพ กล่าวเหตุผลสมควรหน่อย แล้วคงนิ่งไว้ อีกวันหนึ่งในที่ที่ได้รับเชิญ มาณพบางหมู่บริโภคน้ำอ้อยงบ กับนมส้มบางหมู่บริโภคน้ำอ้อยกับนมสด มาณพนั้นมาแล้วกล่าวว่าท่านอาจารย์ครับ วันนี้ผมบริโภคทั้งนมส้มและนมสด ครั้นถูกซักว่า นมส้ม นมสดเหมือนอะไร ? ก็ตอบว่า เหมือนงอนไถอย่างไรเล่าครับ อาจารย์กล่าวว่า มาณพนี้เมื่อกล่าวว่า งูเหมือนงอนไถ เป็นอันกล่าวถูกต้องก่อนแล้ว แม้กล่าวว่า ช้างเหมือนงอนไถ ก็ยังพอกล่าวได้ด้วยเล่ห์ที่หมายเอางวง แม้ที่กล่าวว่าอ้อยเหมือนงอนไถ ก็ยังเข้าท่า แต่นมส้ม นมสดขาวอยู่เป็นนิจทรงตัวอยู่ด้วยภาชนะ ไม่น่าจะกล่าวอุปมาในข้อนี้ได้ โดยประการทั้งปวงเลย เราไม่อาจให้คนเลื่อนเปื้อนผู้นี้ศึกษาได้ จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า :"คนโง่ ย่อมกล่าวคำที่ไม่ควรกล่าว ทุกอย่างได้ในที่ทุกแห่ง คนโง่นี้ไม่รู้จักเนยขึ้น และ

งอนไถ ย่อมสำคัญ เนยขึ้นและนมสด ว่าเหมือน

งอนไถ" ดังนี้. ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ :- วาจาใดที่ไม่เหมาะในที่ทุกแห่งด้วยสามารถแห่งอุปมา วาจาที่ไม่เหมาะสมในที่ทุกแห่งนั้น คนโง่พูดได้ทุกแห่ง เช่นถูกถามว่า นมส้มเหมือนอะไร ? ก็ตอบทันทีว่า เหมือนงอนไถอย่างไรเล่า ? เมื่อพูดอย่างนี้ เป็นอันไม่รู้จักทั้งนมส้ม ทั้งงอนไถ เหตุไร ? เพราะเหตุว่า แม้นมส้มเขายังสำคัญเป็นงอนไถไปได้ อีกนัยหนึ่งเพราะเขามาสำคัญทั้งนมส้มและนมสดว่า เหมือนงอนไถเสียได้มาณพนี้ โง่ถึงอย่างนั้น พระโพธิสัตว์คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยมาณพนี้ จึงบอกกล่าวแก่พวกอันเตวาสิกทั้งหลาย ให้เสบียงแล้วส่งมาณพนั้นกลับไป. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า มาณพเลื่อนเปื้อนในครั้งนั้น ได้มาเป็นโลลุทายี ส่วนอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถานังคลีสชาดกที่ ๓

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๗๕–๔๗๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

3 Naṅgalīsajātakaṃ

asabbatthagāmiṃ vācanti idaṃ satthā jetavane viharanto loludāyittheraṃ ārabbha kathesi.

So kira dhammaṃ kathento imasmiṃ ṭhāne idaṃ kathetabbaṃ imasmiṃ ṭhāne idaṃ na kathetabbanti yuttāyuttaṃ na jānāti maṅgale avamaṅgalaṃ vadanto tirokuḍḍesu tiṭṭhanti sandhisiṅghāṭakesu cāti imaṃ avamaṅgalānumodanaṃ kathesi avamaṅgalesu anumodanaṃ karonto bahū devā manussā ca maṅgalāni acintayunti vatvā evarūpānaṃ maṅgalānaṃ satampi sahassampi kātuṃ samatthā hothāti vadati. Athekadivasaṃ dhammasabhāyaṃ bhikkhū āvuso loludāyi yuttāyuttaṃ na jānāti sabbattha abhāsitabbaṃ vācaṃ sabbattha bhāsatīti kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave loludāyi idānevesa dandhaparisakkano kathento yuttāyuttaṃ na jānāti pubbepi evarūpo ahosi niccalolukoyeva esoti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto Brāhmaṇamahāsālakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā bārāṇasiyaṃ disāpāmokkho ācariyo hutvā pañcamāṇavakasatānaṃ sippaṃ vācesi. Tadā tesu māṇavesu eko dandhaparisakkano loluko māṇavo dhammantevāsiko hutvā sippaṃ uggaṇhāti dandhabhāvena pana uggaṇhituṃ na sakkoti bodhisattassa pana upakāro ahosi dāso viya sabbakiccāni karoti. Athekadivasaṃ bodhisatto sāyamāsaṃ bhuñjitvā sayanapiṭṭhe nipanno taṃ māṇavaṃ hatthapādapiṭṭhiparikammāni katvā gacchantaṃ āha tāta mañcapāde upatthambhetvā yāhīti. Māṇavo ekaṃ pādaṃ upatthambhetvā ekassa upatthambhanaṃ alabhanto attano ūrumhi ṭhapetvā rattiṃ khepeti. Bodhisatto paccūsasamaye uṭṭhāya taṃ disvā kiṃ tāta nisinnosīti pucchi. Ācariya mañcapādassa upatthambhanaṃ alabhitvā ūrumhi ṭhapetvā nisinnomhīti. Bodhisatto saṃviggamānaso hutvā ayaṃ ativiya mayhaṃ upakāro ettakānaṃ māṇavasatānaṃ antare ayameva dandho sippaṃ sikkhituṃ na sakkoti kathaṃ nu kho ahaṃ imaṃ paṇḍitaṃ kareyyanti cintesi. Athassa etadahosi attheko upāyo ahaṃ imaṃ māṇavaṃ dāruatthāya paṇṇatthāya ca gantvā āgataṃ ajja te kiṃ diṭṭhaṃ kiṃ katanti pucchissāmi atha me idannāma ajja mayā diṭṭhaṃ idaṃ katanti ācikkhissati atha naṃ tayā diṭṭhañca katañca kīdisanti pucchissāmi so evarūpannāmāti upamāya ca kāraṇena ca kathessati iti naṃ māṇavaṃ upamañca Kāraṇañca kathāpetvā iminā upāyena paṇḍitaṃ karissāmīti. So taṃ pakkositvā tāta māṇava ito paṭṭhāya dāruatthāya paṇṇatthāya ca gataṭṭhāne yaṃ te tattha diṭṭhaṃ vā bhuttaṃ vā pītaṃ vā khāditaṃ vā hoti taṃ āgantvā mayhaṃ āroceyyāsīti āha.

So sādhūti sampaṭicchitvā ekadivasaṃ māṇavehi saddhiṃ dāruatthāya araññaṃ gato tattha sappaṃ disvā āgantvā ācariya sappo me diṭṭhoti ārocesi. Sappo nāma tāta kīdisoti. Seyyathāpi naṅgalīsāti. Sādhu sādhu tāta manāpā te upamā āhaṭā sappā nāma naṅgalīsasadisā hontīti. Atha bodhisatto māṇavakena manāpā upamā āhaṭā sakkhissāmi naṃ paṇḍitaṃ kātunti cintesi. Māṇavo pana ekadivasaṃ araññe hatthiṃ disvā hatthī me ācariya diṭṭhoti āha. Hatthī nāma tāta kīdisoti. Seyyathāpi naṅgalīsāti. Bodhisatto hatthissa soṇḍā naṅgalīsasadisā honti dantādayo evarūpā ca evarūpā ca ayampana bālatāya vibhajitvā kathetuṃ asakkonto soṇḍaṃ sandhāya kathesi maññeti tuṇhī ahosi. Athekadivasaṃ nimantane ucchuṃ labhitvā ācariya ajja mayaṃ ucchuṃ khādimhāti āha. Ucchu nāma kīdisāti vutte seyyathāpi naṅgalīsāti āha. Ācariyo thokaṃ paṭirūpaṃ kāraṇaṃ kathesīti tuṇhī jāto. Punekadivasaṃ nimantane ekacce Māṇavā guḷaṃ dadhinā bhuñjiṃsu ekacce khīrena. So āgantvā ācariya ajja mayaṃ dadhinā khīrena ca bhuñjimhāti vatvā dadhikhīrannāma kīdisaṃ hotīti vutte seyyathāpi naṅgalīsāti āha. Ācariyo ayaṃ māṇavo sappo naṅgalīsasadisoti kathento tāva sukathitaṃ kathesi hatthī naṅgalīsasadisoti kathentenāpi soṇḍaṃ sandhāya lesena kathitaṃ ucchuṃ naṅgalīsasadisanti kathanepi leso atthi dadhikhīrāni pana niccaṃ paṇḍarāni pakkhittabhājanasaṇṭhānāni idha sabbena sabbaṃ upamaṃ na kathesi na sakkā imaṃ lolukaṃ sikkhāpetunti vatvā imaṃ gāthamāha

asabbatthagāmiṃ vācaṃ bālo sabbattha bhāsati

nāyaṃ dadhiṃ vedi na naṅgalīsaṃ

dadhimpayaṃ maññati naṅgalīsanti.

Tatrāyaṃ saṅkhepattho yā vācā upamāvasena sabbattha na gacchati taṃ asabbatthagāmivācaṃ bālo puggalo sabbattha bhāsati dadhi nāma kīdisanti puṭṭho seyyathāpi naṅgalīsāti vadateva evaṃ vadanto nāyaṃ dadhiṃ vedi na naṅgalīsaṃ. Kiṃkāraṇā. Yasmā dadhimpayaṃ maññati naṅgalīsanti yasmā ayaṃ dadhiṃpi naṅgalīsameva maññati. Athavā dadhīti dadhimeva. Payanti khīraṃ. Dadhiñca payañca dadhipayaṃ. Yasmā dadhikhīrānipi ayaṃ naṅgalīsameva maññati tādisovāyaṃ bālo kiṃ imināti antevāsikānaṃ kathaṃ kathetvā paribbayaṃ datvā taṃ uyyojesi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā lolamāṇavo loludāyi ahosi disāpāmokkho ācariyo pana ahamevāti.

Naṅgalīsajātakaṃ tatiyaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๒๒. ทุมเมธชาดกชาดกถัดไป๑๒๔. อัมพชาดก