ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กฏาหกชาดก
ชาดกที่ ๑๒๕ · เอกกนิบาตชาดก · กุสนาฬิวรรค

กฏาหกชาดก

ว่าด้วยคนขี้โอ่

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๕ · บรรทัด ๘๒๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกฏาหกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเขตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้มักโอ่รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหุมฺปิ โส วิกตฺเถยฺย ดังนี้. เรื่องของภิกษุนั้น เช่นกับเรื่องที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. แปลกแต่ว่า ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ใน พระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีผู้มีสมบัติมาก ภรรยาของท่านคลอดกุมาร แม้ทาสีของท่านก็คลอดบุตรในวันนั้นเหมือนกัน เด็กทั้งสองนั้นเติบโตมาด้วยกันทีเดียว เมื่อบุตรท่านเศรษฐีเรียนหนังสือก่อน แม้ลูกทาสของท่านก็ถือกระดานชนวนตามไป พลอยศึกษาหนังสือกับบุตรเศรษฐีนั้นด้วย ได้เขียนอ่านสองสามครั้ง ลูกทาสนั้นก็ฉลาดในถ้อยคำ ฉลาดในโวหารโดยลำดับ เป็นหนุ่มมีรูปงาม โดยนามชื่อ กฏาหกะ เขาทำหน้าที่เป็นเสมียนคลังพัสดุ ในเรือนของท่านเศรษฐี ดำริว่า คนเหล่านี้คงจะไม่ใช้ให้เรากระทำหน้าที่เป็นเสมียนคลังพัสดุตลอดไป พอเห็นโทษอะไร ๆ เข้าหน่อยก็คงจะเฆี่ยน จองจำ ทำตราเครื่องหมาย แล้วก็ใช้สอยทำนองทาสต่อไป ก็ที่ชายแดนมีเศรษฐีผู้เป็นสหายของท่านเศรษฐีไปในอยู่ ถ้ากระไร เราถือหนังสือด้วยถ้อยคำของท่านเศรษฐีไปในที่นั้น บอกว่าเราเป็นลูกท่านเศรษฐี ลวงเศรษฐีนั้นแล้วขอธิดาของท่านเศรษฐีเป็นคู่ครอง พึงอยู่อย่างสบาย เขาถือหนังสือไปด้วยตนเอง เขียนว่า ข้าพเจ้าส่งลูกชายของข้าพเจ้าชื่อโน้น ไปสู่สำนักของท่าน ขึ้นชื่อว่าความสัมพันธ์ฐานเกี่ยวดองกัน ระหว่างข้าพเจ้ากับท่าน และระหว่างท่านกับข้าพเจ้า เป็นการสมควร เพราะฉะนั้น ขอท่านไปโปรดยกธิดาของท่านให้แก่ทารกนี้ แล้วให้เขาอยู่ในที่นั้นแหละ แม้ข้าพเจ้าได้โอกาสแล้ว จึงจะมา ดังนี้ เเล้วเอาตราของท่านเศรษฐีนั่นแหละประทับ ถือเอาเสบียง และของหอม กับผ้าเป็นต้นไปตามชอบใจ ไปสู่ปัจจันตชนบท พบท่านเศรษฐี ไหว้แล้วยืนอยู่ครั้งนั้นท่านเศรษฐีถามเขาว่า มาจากไหนเล่า พ่อคุณ ? ตอบว่ามาจากพระนครพาราณสี ถามว่า พ่อเป็นลูกใคร ? ตอบว่าเป็นบุตรของพาราณสีเศรษฐีขอรับ ถามว่า มาด้วยต้องการอะไรเล่า พ่อคุณ ? ในขณะนั้น กฏาหกะก็ให้หนังสือ พร้อมกับกล่าวว่าท่านดูหนังสือนี้แล้วจักทราบ ท่านเศรษฐีอ่านหนังสือแล้ว ดีใจว่าคราวนี้เราจะอยู่อย่างสบายละจัดแจงยกธิดาแต่งให้ บริวารของท่านเศรษฐีมีเป็นอันมาก ในเมื่อมีผู้น้อมนำยาคูและของเคี้ยวเป็นต้นเข้าไปให้ หรือน้อมนำผ้าที่อบด้วยของหอมใหม่ ๆ เข้าไปให้ ก็ติเตียนข้าวยาคูเป็นต้นว่า โธ่เอ๋ย คนบ้านนอก ต้มยาคูกันแบบนี้ ทำของเคี้ยวก็อย่างนี้ หุงข้าวกันแบบนี้เอง ติเตียนผ้าและกรรมกรเป็นต้นว่า เพราะเป็นคนบ้านนอกนั่นเอง พวกคนเหล่านี้จึงไม่รู้จักใช้ผ้าใหม่ ๆ ไม่รู้จักอบของหอม ไม่รู้จักร้อยกรองดอกไม้. พระโพธิสัตว์ เมื่อไม่เห็นทาส ก็ถามว่า กฏาหกะ เราไม่พบหน้าเลย มันไปไหน ช่วยกันตามมันทีเถิด ดังนี้แล้ว ใช้ให้คนเที่ยวหาโดยรอบ บรรดาคนเหล่านั้น คนหนึ่งไปที่นั้นเห็นเขาแล้วจำเขาได้ เขาไม่รู้ว่าตนมา ไปบอกแก่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ฟังเรื่องนั้นแล้วคิดว่า มันทำไม่สมควรเลย ต้องไปจับมา กราบทูลพระราชา ออกจากบ้านไปด้วยบริวารเป็นอันมาก ข่าวปรากฏไปทั่วว่า ได้ยินว่าท่านเศรษฐีไปสู่ปัจจันตชนบท กฏาหกะฟังว่าท่านเศรษฐีมา คิดว่าท่านคงไม่มาด้วยเรื่องอื่น ต้องมาด้วยเรื่องเรานั่นแหละ ก็ถ้าเราจักหนีไปเสีย จักไม่อาจกลับมาได้อีก ก็อุบายนั้นยังพอมี เราต้องไปพบกับท่านผู้เป็นนาย แล้วกระทำกิจของทาส ทำให้ท่านโปรดปรานให้จนได้ จำเดิมแต่นั้น เขากล่าวอย่างนี้ในท่ามกลางบริษัทว่า พวกคนพาลอื่น ๆ ไม่รู้คุณของมารดาบิดา เพราะตนเป็นคนพาล ในเวลาที่ท่านบริโภค ก็ไม่กระทำความนอบน้อม บริโภครวมกับท่านเสียเลย ส่วนเราในเวลามารดาบิดาบริโภค ย่อมคอยยกสำรับเข้าไป ยกกระโถนเข้าไป ยกของบริโภคเข้าไปให้ บางทีก็หาน้ำดื่มให้ บางทีก็พัดให้ เข้าไปยืนอยู่ใกล้ ๆ ดังนี้แล้ว ประกาศกิจที่พวกทาสต้องกระทำแก่นายทุกอย่าง ตลอดถึงการถือกระออมน้ำไปในที่ลับในเวลาที่นายถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ครั้นให้บริษัทกำหนดอย่างนี้แล้ว เวลาที่พระโพธิสัตว์มาใกล้ปัจจันตชนบท ก็บอกกับเศรษฐีผู้เป็นพ่อตาว่า คุณพ่อครับ ได้ยินว่า บิดาของผมมาเพื่อพบคุณพ่อ คุณพ่อโปรดให้เขาเตรียมขาทนียโภชนียาหารเถิดครับ ผมจักถือเอาเครื่องบรรณาการสวนทางไป พ่อตาก็รับคำว่า ดีแล้วพ่อ. กฏาหกะถือเอาบรรณาการไปเป็นอันมาก เดินทางไปพร้อมด้วยบริวารกลุ่มใหญ่ ไหว้พระโพธิสัตว์แล้วให้บรรณาการฝ่ายพระโพธิสัตว์รับบรรณาการ กระทำปฏิสันถารกับเขา ถึงเวลาบริโภคอาหารเช้า ก็ให้ตั้งกองพัก แล้วเข้าไปสู่ที่ลับเพื่อถ่ายสรีรวลัญชะ กฏาหกะให้บริวารของตนกลับแล้ว ถือกระออมน้ำ ไปสำนักพระโพธิสัตว์ เมื่อเสร็จอุทกกิจแล้ว ก็หมอบที่เท้าทั้งสอง กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นนาย กระผมจักให้ทรัพย์แก่ท่าน เท่าที่ท่านปรารถนา โปรดอย่าให้ยศของกระผมเสื่อมไปเลย ขอรับ พระโพธิสัตว์เลื่อมใสในความสมบูรณ์ด้วยวัตรของเขา ปลอบโยนว่า อย่ากลัวเลย อันตรายจากสำนักของเราไม่มีแก่เจ้าดอก แล้วเข้าสู่ปัจจันตนคร สักการะอย่างมากได้มีแล้วฝ่ายกฏาหกะก็กระทำกิจที่ทาสต้องทำแก่ท่านตลอดเวลา ครั้งนั้นปัจจันตเศรษฐีกล่าวกะพระโพธิสัตว์ผู้นั่งอย่างสบายในเวลาหนึ่งว่า ข้าแต่ท่านเศรษฐี พอผมเห็นหนังสือของท่านเข้าเท่านั้นก็ยกบุตรสาวให้แก่บุตรของท่านทีเดียว พระโพธิสัตว์ก็กระทำกฏาหกะให้เป็นบุตรเหมือนกัน กล่าวถ้อยคำเป็นที่รักอันคู่ควรกันให้เศรษฐียินดีแล้ว ตั้งแต่นั้นก็ไม่มีใครสามารถมองหน้ากฏาหกะได้เลย อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เรียกธิดาเศรษฐีมาหากล่าวว่ามานี่เถิดแม้คุณ ช่วยหาเหาบนศีรษะของเราหน่อยเถิด ดังนี้แล้วกล่าวถ้อยคำอันเป็นที่รัก กะนางผู้มายืนหาเหาให้ ถามว่า แม่คุณลูกของเราไม่ประมาทในสุขทุกข์ของเจ้าดอกหรือ เจ้าทั้งสองครองรักสมัครสมานกันดีอยู่หรือ ? นางตอบว่า ข้าแต่คุณพ่อมหาเศรษฐี บุตรของท่านไม่มีข้อตำหนิอย่างอื่นดอก นอกจากจะคอยจู้จี้เรื่องอาหารเท่านั้น ท่านเศรษฐีกล่าวว่า แม่คุณ เจ้าลูกคนนี้ มีปกติกินยากเรื่อยมาทีเดียว เอาเถิด พ่อจะให้มนต์สำหรับผูกปากมันไว้แก่เจ้า เจ้าจงเรียนมนต์นั้นไว้ให้ดี เมื่อลูกเราบ่นในเวลากินข้าวละก็ เจ้าจงยืนกล่าวตรงหน้า ตามข้อความที่เรียนไว้ แล้วให้นางเรียนคาถา พักอยู่สองสามวัน ก็กลับพระนครพาราณสีตามเดิม ฝ่ายกฏาหกะ ขนขาทนีย โภชนียาหารมากมายตามไปส่งให้ทรัพย์เป็นอันมากแล้วกราบลากลับ ตั้งแต่เวลาที่พระโพธิสัตว์กลับไปแล้ว เขายิ่งเย่อหยิ่งมากขึ้น วันหนึ่ง เมื่อธิดาเศรษฐีน้อมนำโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ เข้าไปให้ ถือทัพพีคอยปรนนิบัติอยู่ เขาเริ่มติเตียนอาหาร เศรษฐีธิดาจึงกล่าวคาถานี้ ตามทำนองที่เรียนแล้ว ในสำนักของพระโพธิสัตว์ ว่า :"ผู้ใดไปสู่ชนบทอื่น ผู้นั้นพึงกล่าวอวดแม้มากมาย ดูก่อนกฏาหกะ เจ้าของเงินจะติดตามมาประทุษร้ายเอา เชิญท่านบริโภคอาหารเสียเถิด" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พทุมฺปิ โส วิกตฺเถยฺย อญฺํ ชนปทํ คโต ความว่า ผู้ใดไปสู่ชนบทอื่น จากชาติภูมิของตนในที่ใดไม่มีคนรู้กำเนิดของเขา ผู้นั้นพึงจู้จี้ คือกล่าวคำข่มแม้มากก็ได้. บทว่า อนฺวาคนฺตฺวาน ทูเสยฺย ความว่า เพราะย้อนทางไปทำกิจของทาสให้แก่นายแล้ว เจ้าจึงพ้นจากการถูกเฆี่ยนด้วยหวาย อันจะถลกหนังสันหลังขึ้น และการตีตราทำเครื่องหมายทาสไปคราวหนึ่งก่อน ถ้าเจ้าขืนทำไม่ดี ในคราวหลังเขาย้อนกลับมา นายของเจ้าพึงตามประทุษร้ายได้ คือมาตามตัวถึงเรือนนี้ แล้วประทุษร้ายทำลายเจ้าอีกได้ ด้วยการเฆี่ยนด้วยหวาย ด้วยการตีตราเครื่องหมายทาส และด้วยการประกาศกำเนิดก็ได้ เหตุนั้น กฏาหกะเอ๋ย เจ้าจงละความประพฤติไม่ดีนี้เสีย บริโภคโภคะทั้งหลายเถิด อย่าทำให้ความเป็นทาสของตนปรากฏแล้วเป็นผู้ต้องเดือดร้อนในภายหลังเลย นี้แลเป็นอรรถาธิบายของท่านเศรษฐี. ส่วนธิดาเศรษฐี. ไม่รู้ความหมายนั้น กล่าวได้คล่องแต่พยัญชนะ ตามข้อขอดที่เรียนมาเท่านั้น กฏาหกะคิดว่า ท่านเศรษฐีบอกเรื่องโกงของเราแล้ว คงบอกเรื่องทั้งหมดแก่นางนี้แล้วเป็นแน่ ตั้งแต่นั้นก็ไม่กล้าติเตียนภัตรอีก ละมานะได้ บริโภคตามมีตามได้ ไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า กฏาหกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้มักโอ้อวด ส่วนพาราณสีเศรษฐีได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากฏาหกชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๘๔–๔๙๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

5 Kaṭāhakajātakaṃ

bahumpi so vikattheyyāti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ vikatthikaṃ bhikkhuṃ ārabbha kathesi. Tassa vatthuṃ heṭṭhā kathitasadisameva.

Atīte pana bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto mahāvibhavo ahosi. Tassa bhariyā puttaṃ vijāyi. Dāsīpissa taṃ divasameva puttaṃ vijāyi. Te ekatova vaḍḍhiṃsu. Seṭṭhiputte pubbe lekhaṃ sikkhante dāsopissa phalakaṃ vahamāno gantvā teneva saddhiṃ lekhaṃ sikkhi dve tayo vohāre akāsi. So anukkamena vacanakusalo vohārakusalo yuvā abhirūpo ahosi nāmena kaṭāhako nāma. So seṭṭhissa ghare bhaṇḍāgārikakammaṃ karonto cintesi na maṃ ime sabbakālaṃ bhaṇḍāgārikakammeva kāressanti kiñcideva dosaṃ disvā tāḷetvā bandhitvā lakkhaṇena aṅketvā dāsaparibhogenapi paribhuñjissanti paccante kho pana seṭṭhissa sahāyakopi seṭṭhī atthi yannūnāhaṃ seṭṭhissa vacanena lekhaṃ ādāya tattha gantvā ahaṃ seṭṭhiputtoti vatvā taṃ seṭṭhiṃ vañcetvā tassa dhītaraṃ gahetvā sukhaṃ vaseyyanti. So sayameva paṇṇaṃ gahetvā ahaṃ asukannāma mama puttaṃ tava santikaṃ pahiṇiṃ āvāhavivāhasambandho nāma mayhaṃ tayā tuyhañca mayā saddhiṃ paṭirūpo tasmā tvaṃ imassa dārakassa attano dhītaraṃ datvā etaṃ tattheva vasāpehi ahaṃpi okāsaṃ labhitvā āgamissāmīti likhitvā seṭṭhisseva muddikāya Lañcitvā yathārucitaṃ paribbayañceva gandhavatthādīni ca gahetvā paccantaṃ gantvā seṭṭhiṃ disvā vanditvā aṭṭhāsi. Atha naṃ seṭṭhī kuto āgatosi tātāti pucchi. Bārāṇasitoti. Kassa puttosīti. Bārāṇasīseṭṭhissāti. Kenatthenāgatosīti. Tasmiṃ khaṇe kaṭāhako idaṃ disvā jānissathāti paṇṇaṃ adāsi. Seṭṭhī paṇṇaṃ vācetvā idānāhaṃ jīvāmi nāmāti tuṭṭhacitto dhītaraṃ datvā patiṭṭhāpesi. Tassa parivāro mahanto ahosi. So yāgukhajjakādīsu vā suddhagandhavatthādīsu vā upanītesu evampi nāma yāguṃ pacanti evaṃ khajjakaṃ evaṃ bhattaṃ aho paccantavāsikā nāmāti yāguādīni garahati ime paccantavāsibhāveneva ahatasāṭake valañjituṃ na jānanti gandhepi piṃsituṃ pupphāni ganthituṃ na jānantīti vatthakammakārādayo garahati.

Bodhisatto dāsaṃ apassanto kaṭāhako na dissati kuhiṃ gato pariyesatha nanti samantā manusse payojesi. Tesu eko tattha gantvā taṃ disvāva sañjānitvā attānaṃ ajānāpetvā gantvā bodhisattassa ārocesi. Bodhisatto, taṃ pavuttiṃ sutvā ayuttaṃ tena kataṃ gantvā naṃ gahetvā āgamissāmīti rājānaṃ āpucchitvā mahantena parivārena nikkhami. Seṭṭhī kira paccantaṃ gacchatīti sabbattha pākaṭo jāto. Kaṭāhako seṭṭhī kira āgacchatīti sutvā cintesi na so aññena kāraṇena āgacchati maṃ nissāyevassa āgamanena bhavitabbaṃ sace panāhaṃ palāyissāmi puna Āgantuṃ na sakkā bhavissati atthi panesa upāyo mama sāmikassa paṭipathaṃ gantvā dāsakammaṃ katvā tameva ārādhessāmīti. So tato paṭṭhāya parisamajjhe evaṃ bhāsati aññe bālamanussā attano bālabhāvena mātāpitūnaṃ guṇaṃ ajānantā tesaṃ bhojanavelāya apacitikammaṃ akatvā tehi saddhiṃyeva bhuñjanti mayampana mātāpitūnaṃ paribhuñjanakāle paṭiggahaṃ upanema kheḷasarakaṃ upanema bhojanāni upanema pānīyampi vījanimpi gahetvā upatiṭṭhāmāti yāva sarīravalañjanakāle udakakalasaṃ ādāya paṭicchannaṭṭhānagamanā sabbaṃ dāsehi sāmikānaṃ kattabbakiccaṃ pakāsesi. So evaṃ purisaṃ uggaṇhāpetvā bodhisattassa paccantasamīpaṃ āgatakāle sassuraṃ avoca tāta mama kira pitā tumhākaṃ dassanatthāya āgacchati tumhe khādanīyabhojanīyaṃ paṭiyādāpetha ahaṃ paṇṇākāraṃ gahetvā paṭipathaṃ gamissāmīti. So sādhu tātāti sampaṭicchi.

Kaṭāhako bahupaṇṇākāramādāya mahantena parivārena gantvā bodhisattaṃ vanditvā paṇṇākāraṃ adāsi. Bodhisattopi paṇṇākāraṃ gahetvā tena saddhiṃ paṭisaṇṭhāraṃ katvā pātarāsakāle khandhāvāraṃ nivāsetvā sarīravalañjanatthāya paṭicchannaṭṭhānaṃ pāvisi. Kaṭāhako attano parivāraṃ nivattāpetvā kalasaṃ ādāya bodhisattassa santikaṃ gantvā udakakiccapariyosāne pādesu patitvā sāmi ahaṃ tumhākaṃ yattakaṃ icchatha tattakaṃ dhanaṃ dassāmi mā me yasaṃ antaradhāyitthāti āha. Bodhisatto tassa vattasampadāya pasīditvā mā bhāyi Natthi te mama santikā antarāyoti samassāsetvā paccantanagaraṃ pāvisi. Mahanto sakkāro ahosi. Kaṭāhakopissa nirantaraṃ dāsena kattabbakiccaṃ karoti. Atha naṃ ekāya velāya sukhanisinnaṃ paccantaseṭṭhī āha mahāseṭṭhi mayā tumhākaṃ paṇṇaṃ disvāva tumhākaṃ puttassa dārikā dinnāti. Bodhisatto kaṭāhakaṃ puttameva katvā tadanucchavikaṃ piyavacanaṃ vatvā seṭṭhiṃ tosesi tato paṭṭhāya kaṭāhakassa mukhaṃ oloketuṃ samattho nāma nāhosi. Athekadivasaṃ mahāsatto seṭṭhidhītaraṃ pakkositvā ehi amma sīse me ūkā vicināhīti taṃ āgantvā ūkā gahetvā ṭhitaṃ piyavacanaṃ vatvā amma kacci te mama putto sukhadukkhesu appamatto ubho janā sammodamānā samaggasaṃvāsaṃ vasathāti pucchi. Tāta mahāseṭṭhiputtassa añño doso natthi kevalaṃ āhāraṃ garahatīti. Amma niccakālepesa dukkhasīlova apica te ahantassa mukhabandhanamantaṃ dassāmi taṃ tvaṃ sādhukaṃ uggaṇhitvā mama puttassa bhojanakāle garahantassa uggahitaniyāmeneva purato ṭhatvā vadeyyāsīti gāthaṃ uggaṇhāpetvā katipāhaṃ vasitvā bārāṇasimeva agamāsi. Kaṭāhakopi bahukhādanīyabhojanīyamādāya anumaggaṃ gantvā bahuṃ dhanaṃ datvā vanditvā nivatti. So bodhisattassa gatakālato paṭṭhāya atirekamānī ahosi. So ekadivasaṃ seṭṭhidhītāya nānaggarasabhojanaṃ upanetvā kaṭacchuṃ ādāya parivisantiyā bhattaṃ garahituṃ ārabhi. Seṭṭhidhītā Bodhisattassa santike uggahitaniyāmeneva imaṃ gāthamāha

bahumpi so vikattheyya aññaṃ janapadaṃ gato

anvāgantavāna dūseyya bhuñja bhoge kaṭāhakāti.

Tattha bahumpi so vikattheyya aññaṃ janapadaṃ gatoti yo attano jātibhūmito aññaṃ janapadaṃ gato hoti yatthassa jātiṃ na jānanti so bahumpi vikattheyya vambhanavacanaṃ vadeyya. Anvāgantavāna dūseyyāti imaṃ tāva vāraṃ sāmikassa paṭipathaṃ gantvā dāsakiccassa katattā kasāhi paharitvā piṭṭhicammuppātanato ca lakkhaṇāhananato ca muttosi sace anācāraṃ karosi puna aññasmiṃ āgamanavāre tava sāmiko anvāgantvāna dūseyya imaṃ gehaṃ anuāgantvā kasābhighātehi ceva lakkhaṇāhananena ca jātippakāseneva taṃ dūseyya upahaneyya tasmā imaṃ anācāraṃ pahāya bhuñja bhoge kaṭāhaka mā pacchā attano dāsabhāvaṃ pākaṭaṃ kāretvā vippaṭisārī ahosīti ayameva seṭṭhino adhippāyo.

Seṭṭhidhītā pana etamatthaṃ ajānantī uggahitaniyāmena byañjanameva payirudāhasi. Kaṭāhako seṭṭhinā mama kūṭaṃ ācikkhitvā etissā sabbaṃ kathitaṃ bhavissatīti tato paṭṭhāya puna bhattaṃ vigarahituṃ na visahi nihīnamāno yathāladdhaṃ bhuñjitvā yathākammaṃ gato.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā kaṭāhako vikatthikabhikkhu ahosi bārāṇasīseṭṭhī pana ahamevāti.

Kaṭāhakajātakaṃ pañcamaṃ.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๒๔. อัมพชาดกชาดกถัดไป๑๒๖. อสิลักขณชาดก