อสิลักขณชาดก
ว่าด้วยเหตุอย่างเดียวคนได้ผลต่างกัน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๖ · บรรทัด ๘๓๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพราหมณ์ผู้ตรวจลักษณะดาบของพระเจ้าโกศลตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตเถเวกสฺส กลฺยาณํ ดังนี้ :ได้ยินว่าพราหมณ์นั้น ในเวลาที่พวกช่างเหล็ก นำดาบมาถวายพระราชา ก็สูดดมดาบ แล้วชี้ถึงลักษณะดีชั่วของดาบเขาได้ลาภจากมือของช่างดาบพวกใด ก็กล่าวดาบของช่างพวกนั้นว่าสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ประกอบด้วยมงคล ไม่ได้จากมือของช่างพวกใด ก็ติเตียนดาบของช่างพวกนั้นว่า อัปลักษณ์ ครั้งนั้นช่างดาบคนหนึ่งกระทำดาบแล้ว ใส่พริกป่นอย่างละเอียดในฝักนำดาบมาถวายพระราชา พระราชารับสั่งหาพราหมณ์มาตรัสว่า ท่านจงพิจารณาดูดาบทีเถิด เมื่อพราหมณ์ชักดาบออกมาดมพริกป่นเข้าจมูก ทำให้เกิดอยากจามขึ้น เมื่อพราหมณ์กำลังจามอยู่นั่นแหละ จมูกก็ถูกคบดาบบาดขาดเป็นสองชิ้น ข้อที่พราหมณ์นั้นจมูกขาด รู้กันทั่วในหมู่สงฆ์ อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายพากันยกเรื่องขึ้นสนทนาในโรงธรรมว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า พราหมณ์ผู้ตรวจลักษณะดาบของพระราชา ดูลักษณะดาบเลยทำให้จมูกขาดไปเสียแล้ว พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พราหมณ์นั้นดมดาบถึงจมูกขาด แม้ในกาลก่อนก็เคยถึงจมูกขาดมาแล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระองค์ได้มีพราหมณ์ผู้ตรวจลักษณะดาบเหมือนกัน เรื่องทุกอย่าง ก็เช่นเดียวกันกับเรื่องปัจจุบันนั้นแลแปลก แต่ว่า พระราชา ได้พระราชทานหมอแก่พราหมณ์ให้รักษา จนยอดจมูกหายเป็นปกติ ให้ทำจมูกเทียมด้วยครั่งใส่แทน แล้วทรงตั้งพราหมณ์เป็นข้าเฝ้าตำแหน่งเดิม นั่นแหละก็พระเจ้าพาราณสีไม่มีโอรส มีแต่พระธิดาองค์หนึ่ง กับพระราชภาคิไนย พระองค์ทรงเลี้ยงพระราชธิดา และพระราชภาคิไนยไว้ในสำนักของพระองค์ทีเดียว เมื่อพระราชธิดาเเละพระราชภาคิไนย ทรงจำเริญร่วมกันมา ต่างฝ่ายต่างมีพระทัยปฏิพัทธ์กันฝ่ายพระราชา ตรัสเรียกอำมาตย์ทั้งหลายมา รับสั่งว่า หลานของเราจักได้เป็นเจ้าของราชสมบัตินี้ เพียงผู้เดียว เราจักยกธิดาให้เขาแล้วทำการอภิเษกกันเลยทีเดียว แล้วทรงพระดำริใหม่ว่า หลานของเราก็คงเป็นญาติของเราโดยประการทั้งปวงเราจักนำราชธิดาอื่นมาให้เขาแล้วทำการอภิเษก ยกธิดาของเราให้แก่พระราชาองค์อื่น ด้วยอุบายวิธีนี้ ญาติของเราจักเป็นเจ้าของราชสมบัติทั้งสองพระนคร ท้าวเธอทรงปรึกษากับอำมาตย์ทั้งหลาย รับสั่งว่า ควรจะแยกคนทั้งสองนั้นเสีย แล้วรับสั่งให้พระราชภาคิไนย ประทับในตำหนักหนึ่ง พระราชธิดาประทับในตำหนักหนึ่ง พระราชภาคิไนย และพระราชธิดาทั้งคู่นั้นมีพระชนม์ถึง ๑๖ พรรษาด้วยกันแล้ว ยิ่งมีพระทัยปฏิพัทธ์ต่อกันยิ่งนัก พระราชกุมารทรงพระดำริว่า ด้วยอุบายอย่างไรเล่าหนอ เราจึงจะอาจพาธิดาของเสด็จลุง ออกจากพระราชวังได้เห็นว่า มีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง จึงรับสั่งเรียกหญิงแม่มดผู้ใหญ่เข้ามาเฝ้า ประทานสิ่งของมีค่าพันกหาปณะแก่นาง เมื่อนางกราบทูลถามว่า จะให้หม่อมฉันทำอะไร ? จึงรับสั่งว่า แม่เจ้าเมื่อท่านทำการในวันนี้ เรื่องที่ชื่อว่า ไม่สำเร็จไม่มี ท่านจงอ้างเหตุอะไร ๆ ก็ได้ ทำให้เสด็จลุงของฉันพาธิดาออกจากพระราชวังให้จงได้ก็แล้วกัน หญิงแม่มดรับคำว่า สำเร็จเพคะหม่อมฉันจะเข้าเฝ้าพระราชา แล้วจักทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่สมมติเทพกาฬกรรณีกำลังกุมพระธิดาอยู่ ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ไม่มีทางที่มันจะหันกลับไปแล้ว (อย่างอื่น) หม่อมฉันขอพาพระธิดาขึ้นรถไปในวันโน้น จักบุรุษถืออาวุธจำนวนมากตามไปด้วย ไปสู่ป่าช้าด้วยบริวารเป็นอันมาก ให้มนุษย์ที่ตายแล้วนอนเหนือเตียงในป่าช้า อยู่เบื้องล่างของตั่งอันเป็นมลฑลพิธีให้พระราชธิดาประทับนั่งเหนือเตียงชั้นบน ให้ทรงสรงสนานด้วยน้ำหอมประมาณ ๑๕๐ หม้อ ยังตัวกาฬกรรณีให้ลอยไปครั้นหม่อมฉันกราบทูลอย่างนี้แล้ว จักพาพระราชธิดาไปป่าช้าได้ ในวันที่พวกหม่อมฉันจะไปป่าช้านั้น พระองค์ก็ถือเอาพริกป่นหน่อยหนึ่ง แวดล้อมด้วยผู้คนถืออาวุธของพระองค์ขึ้นไปสู่ป่าช้าเสียก่อน หยุดรถไว้ที่ประตูป่าช้าด้านหนึ่งก่อน ให้พวกคนที่ถืออาวุธ เข้าไปในป่าช้าเสีย พระองค์เองเสด็จไปสู่แท่นพิธีมณฑลในป่าช้า ทำเป็นคนตายที่ที่เขาคลุมไว้ บรรทมอยู่ หม่อมฉันมาถึงที่นั้น ก็จักวางเตียงคล่อมพระองค์ไว้ ยกพระราชธิดาขึ้นวางไว้บนเตียง ขณะนั้นพระองค์ก็เอาพริกป่นใส่พระนาสิก ก็จะทรงจามสอง-สามครั้ง ในเวลาที่พระองค์ทรงจาม หม่อมฉันจะละพระราชธิดาไว้ แล้วหนีไป ตอนนั้น พระองค์จงยังพระราชธิดาให้สรงสนานพระเศียร แม้พระองค์เองก็สรงสนานพระเศียรเสียด้วย แล้วพาพระธิดาไปสู่ตำหนักของพระองค์พระราชกุมารรับสั่งว่า อุบายเหมาะจริง ดีแท้ ๆ ฝ่ายหญิงแม่มดก็ไปกราบทูลความนั้นแด่พระราชา พระราชาทรงรับสั่งอนุญาตแล้วไปทูลความนั้นให้พระราชธิดาทรงทราบไว้ แม้พระราชธิดาก็รับคำ ในวันที่จะออกไป หญิงแม่มดให้สัญญาณแก่พระกุมารแล้วไปสู่ป่าช้าด้วยบริวารจำนวนมาก กล่าวขู่เพื่อให้เกิดความกลัว แก่พวกมนุษย์ที่อารักขา ว่าในเวลาที่เราวางพระธิดาลงบนเตียง คนตายที่อยู่ใต้เตียงจักจาม และครั้นแล้วจะลุกออกจากใต้เตียง เห็นผู้ใดก่อน จักจับผู้นั้นไป พวกท่านพึงระวังตัวให้ดีอย่าประมาท พระราชกุมารไปถึงก่อนแล้วบรรทมอยู่ที่นั้น โดยนัยดังกล่าวแล้ว แม่มดใหญ่อุ้มพระธิดาขึ้นเดินไปสู่แท่นมณฑลกราบทูลปลอบว่า หม่อมแม่อย่ากลัวเลย ให้สัญญาณแล้ววางลงบนเตียง ขณะนั้น พระราชกุมารก็เอาพริกป่นใส่จมูกจามขึ้นพอพระราชกุมารจามขึ้นเท่านั้น แม่มดใหญ่ก็ละพระราชธิดาไว้ร้องเสียงดังลั่น หนีไปก่อนคนทั้งหมด พอแม่มดใหญ่หนีไปแล้วก็ไม่มีใครแม้คนเดียว จะชื่อว่า สามารถรั้งรออยู่ได้ ทุกคนต่างทิ้งอาวุธที่ถือมา พากันหนีไปสิ้น พระราชกุมารทำทุกอย่างตามที่ปรึกษาตกลงกันไว้ แล้วพาพระราชธิดาไปสู่นิเวศน์ของพระองค์ หญิงแม่มดไปกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา พระราชาทรงพระดำริว่า แม้โดยปกติเล่า เราก็เลี้ยงนางไว้เพื่อยกให้แก่เธออยู่แล้ว ก็เป็นเหมือนทิ้งเนยใสลงในข้าวปายาส จึงทรงรับรอง ในเวลาต่อมา ก็ทรงมอบราชสมบัติแด่พระภาคิไนยทรงตั้งพระราชธิดาเป็นมหาเทวี พระภาคิไนยก็ได้อยู่ร่วมสมัครสังวาสกับพระราชธิดานั้น ครองราชสมบัติโดยธรรม พราหมณ์ผู้ตรวจลักษณะดาบ ก็ได้เป็นอุปัฏฐากของพระองค์ อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์เข้าเฝ้าพระราชา ยืนเฝ้าสวนดวงอาทิตย์ครั่งละลายจมูกเทียมตกลงที่พื้น พราหมณ์ต้องยืนก้มหน้าด้วยความละอาย ครั้งนั้น พระราชาทรงพระสรวลพราหมณ์ ตรัสว่าท่านอาจารย์ อย่าได้คิดเลย ธรรมดาการจามได้เป็นผลดีแก่คนหนึ่ง เป็นผลร้ายแก่คนหนึ่ง ท่านจามจมูกขาด ส่วนฉันจามได้ธิดาของเสด็จลุง แล้วได้ราชสมบัติ แล้วตรัสพระคาถานี้ความว่า :"เหตุอย่างเดียวกันนั่นแหละ เป็นผลดีแก่คนหนึ่ง แต่กลับเป็นผลร้ายแก่อีกคนหนึ่งได้เพราะฉะนั้น อย่างเดียวกัน มิใช่ว่า จะเป็นผลดีไปทั้งหมด และมิใช่ว่าจะเป็นผลร้ายไปทั้งหมด" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเถเวกสฺส ได้แก่ ตเทเวกสฺส อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็ว่าอย่างนี้เหมือนกัน แม้ในบทที่สอง ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. พระราชาทรงนำเหตุการณ์นั้นมา ด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้ ทรงกระทำบุญมีให้ท่านเป็นต้น แล้วเพื่อไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงประกาศความที่แห่งความดี ความชั่วที่โลกสมมติกันแล้ว เป็นการไม่แน่นอนด้วยพระเทศนานี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ผู้ตรวจลักษณะดาบในครั้งนั้นได้มาเป็นพราหมณ์ผู้ตรวจลักษณะดาบในครั้งนี้ ส่วนพระราชาผู้เป็นภาคิไนยในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอสิลักขณชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๙๑–๔๙๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๖ อสิลกฺขณชาตกํ
ตเถเวกสฺส กลฺยาณนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกสลรญฺโญ อสิลกฺขณปาฐกํ พฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร กมฺมาเรหิ รญฺโญ อสีนํ อาหฏกาเล อสึ อุปสิงฺฆิตฺวา อสิลกฺขณํ อุทาหรติ ฯ โส เยสํ หตฺถโต ลาภํ ลภติ เตสํ อสึ ลกฺขณสมฺปนฺโน มงฺคลสํยุตฺโตติ วทติ เยสํ หตฺถโต น ลภติ เตสํ อสึ อวลกฺขโณติ ครหติ ฯ อเถโก กมฺมาโร อสึ กตฺวา โกสิยํ สุขุมํ มริจจุณฺณํ ปกฺขิปิตฺวา รญฺโญ อสึ อาหริ ฯ ราชา พฺราหฺมณํ ปกฺโกสิตฺวา อสึ วีมํสาหีติ อาห ฯ พฺราหฺมณสฺส อสึ อากฑฺฒิตฺวา อุปสิงฺฆนฺตสฺส มริจจุณฺณานิ นาสํ ปวิสิตฺวา ขิปิตุกามตํ อุปฺปาเทสุํ ฯ ตสฺส ขิปนฺตสฺส นาสิกา อสิธาราย ปหฏา ทฺวิธา ฉิชฺชิ ฯ ตสฺเสว นาสิกาย ฉินฺนภาโว ภิกฺขุสงฺเฆ ปากโฏ ขาโต ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส รญฺโญ กิร อสิลกฺขณปาฐโก พฺราหฺมโณ อสิลกฺขณํ อุปสิงฺฆนฺโต นาสิกํ ฉินฺทาเปสีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว โส พฺราหฺมโณ อสึ อุปสิงฺฆนฺโต นาสิกจฺเฉทํ ปตฺโต ปุพฺเพปิ ปตฺโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต ตสฺส อสิลกฺขณปาฐโก พฺราหฺมโณ อโหสิ ฯ สพฺพํ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุสทิสเมว ฯ ราชา ปน ตสฺส เวชฺเช ทตฺวา นาสิกโกฏึ ผาสุกํ การาเปตฺวา ลาขาย ปฏินาสิกํ กาเรตฺวา ปุน ตํ อุปฏฺฐากเมว อกาสิ ฯ พาราณสีรญฺโญ ปน ปุตฺโต นตฺถิ เอกา ธีตา เจว ภาคิเนยฺโย จ อเหสุํ ฯ โสปิ อุโภปิ เต อตฺตโน สนฺติเกเยว วฑฺฒาเปสิ ฯ เต เอกโต วฑฺฒนฺตา อญฺญมญฺญํ ปฏิพทฺธจิตฺตา อเหสุํ ฯ ราชาปิ อมจฺเจ ปกฺโกสาเปตฺวา มยฺหํ ภาคิเนยฺโยปิ อิมสฺส รชฺชสฺส สามิโกว ธีตรํ เอตสฺเสว ทตฺวา อภิเสกมสฺส กโรมีติ วตฺวา ปุน จินฺเตสิ มยฺหํ ภาคิเนยฺโย สพฺพถาปิ เม ญาตโกเยว เอตสฺส อญฺญํ ราชธีตรํ อาเนตฺวา อภิเสกํ กตฺวา ธีตรํ อญฺญสฺส รญฺโญ ทสฺสามิ เอวํ โน ญาตกา พหู ภวิสฺสนฺติ ทฺวินฺนํ รชฺชานํ มยเมว สามิกา ภวิสฺสามาติ ฯ โส อมจฺเจหิ สทฺธึ สมฺมนฺเตตฺวา อุโภเปเต วิสุํ กาตุํ วฏฺฏตีติ ภาคิเนยฺยํ อญฺญสฺมึ นิเวสเน ธีตรํ อญฺญสฺมึ นิวาเสสิ ฯ เต โสฬสวสฺสุทฺเทสิกภาวํ ปตฺวา อติวิย ปฏิพทฺธจิตฺตา อเหสุํ ฯ ราชกุมาโร เกน นุ โข อุปาเยน มาตุลธีตรํ ราชเคหา นีหราเปตุํ สกฺกา ภเวยฺยาติ จินฺเตนฺโต อตฺเถโก อุปาโยติ มหาอิกฺขณิกํ ปกฺโกสาเปตฺวา ตสฺสา สหสฺสภณฺฑิกํ ทตฺวา กึ มยา กตฺตพฺพนฺติ วุตฺเต อมฺม อชฺช ตว กโรนฺติยา อนิปฺผตฺติ นาม นตฺถิ กิญฺจิเทว การณํ วตฺวา ยถา มม มาตุโล ราชธีตรํ อนฺโตเคหา นีหราเปติ ตถา กโรหีติ อาห ฯ สาธุ สามิ อหํ ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วกฺขามิ เทว ราชธีตาย อุปริ กาฬกณฺณิ อตฺถิ เอตฺตกํ กาลํ นิวตฺติตฺวา โอโลเกนฺโตปิ นตฺถิ อหํ ราชธีตรํ อสุกทิวเส นาม รถํ อาโรเปตฺวา พหู อาวุธหตฺเถ ปุริเส อาทาย มหนฺเตน ปริวาเรน สุสานํ คนฺตฺวา มณฺฑลปิฏฺฐิกาย เหฏฺฐาสุสานมญฺจเก มตกมนุสฺสํ นิปชฺชาเปตฺวา อุปริมญฺเจ ราชธีตรํ ฐเปตฺวา คนฺโธทกฆฏานํ อฑฺฒุตฺตรสเตน นฺหาเปตฺวา กาฬกณฺณึ ปวาเหสฺสามีติ เอวํ วตฺวา ราชธีตรํ สุสานํ เนสฺสามิ ตฺวํ อมฺหากํ ตตฺถ คมนทิวเส อมฺเหหิ ปุเรตรเมว โถกํ มริจจุณฺณมาทาย อาวุธหตฺเถหิ อตฺตโน มนุสฺเสหิ ปริวุโต รถํ อารุยฺห สุสานํ คนฺตฺวา รถํ สุสานทฺวาเร เอกเทเส ฐเปตฺวา อาวุธหตฺเถ มนุสฺเส สุสานวนํ ปเวเสตฺวา สยํ สุสาเน มณฺฑลปิฏฺฐิกํ คนฺตฺวา มตโก วิย ปฏิกุชฺโช หุตฺวา นิปชฺช อหํ ตตฺถ อาคนฺตฺวา ตว อุปริ มญฺจกํ อฏฺฐริตฺวา ราชธีตรํ อุกฺขิปิตฺวา มญฺเจ ฐเปสฺสามิ ตฺวํ ตสฺมึ ขเณ มริจจุณฺณํ นาสิกาย ปกฺขิปิตฺวา เทฺว ตโย วาเร ขิเปยฺยาสิ ตยา ขิปิตกาเล มยํ ราชธีตรํ ปหาย ปลายิสฺสาม อถ ตฺวํ ราชธีตรํ สีสํ นฺหาเปตฺวา สยมฺปิ สีสํ นฺหายิตฺวา ตํ อาทาย อตฺตโน นิเวสนํ คจฺเฉยฺยาสีติ ฯ โส สาธุ ภทฺทโก สุนฺทโร อุปาโยติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ สาปิ คนฺตฺวา รญฺโญ ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ ราชา สมฺปฏิจฺฉิ ฯ ราชธีตายปิ ตํ อนฺตรํ อาจิกฺขิ ฯ สาปิ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ สา นิกฺขมนทิวเส กุมารสฺส สญฺญํ ทตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน สุสานํ คจฺฉนฺตี อารกฺขมนุสฺสานํ ภยชนนตฺถํ อาห มยา ราชธีตาย มญฺเจ ฐปิตกาเล เหฏฺฐามญฺเจ มกตปุริโส ขิปิสฺสติ ขิปิตฺวา จ เหฏฺฐามญฺจา นิกฺขมิตฺวา ยํ ปฐมํ ปสฺสิสฺสติ ตเมว คเหสฺสติ อปฺปมตฺตา ภเวยฺยาถาติ ฯ ราชกุมาโร ปุเรตรํ คนฺตฺวา วุตฺตนเยเนว ตตฺถ นิปชฺชิ ฯ มหาอิกฺขณิกา ราชธีตรํ อุกฺขิปิตฺวา มณฺฑลปิฏฺฐิกฏฺฐานํ คจฺฉนฺตี มา ภายีติ สญฺญาเปตฺวา มญฺเจ ฐเปสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ กุมาโร มริจจุณฺณํ นาสาย ปกฺขิปิตฺวา ขิปิ ฯ เตน ขิปิตมตฺเตเยว มหาอิกฺขณิกา ราชธีตรํ ปหาย มหารวํ รวมานา สพฺพปฺปฐมํ ปลายิ ฯ ตสฺสา ปลายิตกาลโต ปฏฺฐาย เอโกปิ ฐาตุํ สมตฺโถ นาม นาโหสิ ฯ คหิตคหิตานิ อาวุธานิ ฉฑฺเฑตฺวา สพฺเพ ปลายึสุ ฯ กุมาโร ยถาสมฺมนฺติตํ สพฺพํ กตฺวา ราชธีตรํ อาทาย อตฺตโน นิเวสนํ อคมาสิ ฯ อิกฺขณิกา คนฺตฺวา ตํ การณํ รญฺโญ อาโรเจสิ ฯ ราชา ปกติยาปิ สา มยา ตสฺเสวตฺถาย โปสิตา ปายาเส ฉฑฺฑิตสปฺปิ วิย ชาตนฺติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อปรภาเค ภาคิเนยฺยสฺส รชฺชํ ทตฺวา ธีตรํ มหาเทวึ กาเรสิ ฯ โส ตาย สทฺธึ สมคฺคสํวาสํ วสมาโน ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ฯ อสิลกฺขณปาฐโก ตสฺเสว อุปฏฺฐาโก อโหสิ ฯ ตสฺเสกทิวสํ ราชุปฏฺฐานํ อาคนฺตฺวา ปฏิสุริยํ ฐตฺวา อุปฏฺฐหนฺตสฺส ลาขา วิลียิ ปฏินาสิกา ภูมิยํ ปติ ฯ โส ลชฺชาย อโธมุโข อฏฺฐาสิ ฯ อถ นํ ราชา ปริหสนฺโต อาจริย มา จินฺตยิตฺถ ขิปิตํ นาม เอกสฺส กลฺยาณํ อโหสิ เอกสฺส ปาปกํ ตุมฺเหหิ ขิปิเตน นาสา ฉิชฺชิยิตฺถ มยํ ปน มาตุลธีตรํ ลภิตฺวา รชฺชํ ลภิมฺหาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
ตเถเวกสฺส กลฺยาณํ ตเถเวกสฺส ปาปกํ
ตสฺมา สพฺพํ น กลฺยาณํ สพฺพํ วาปิ น ปาปกนฺติ ฯ
ตตฺถ ตเถเวกสฺสาติ ตเทเวกสฺส ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ทุติยปเทปิ เอเสว นโย ฯ
อิติ โส อิมาย คาถาย ตํ การณํ อาหริตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมาย เทสนาย โลกสมฺมตานํ กลฺยาณปาปกานํ อเนกํสิกภาวํ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อสิลกฺขณปาฐโก เอตรหิ อสิลกฺขณปาฐโกว ภาคิเนยฺโย ราชา ปน อหเมวาติ ฯ
อสิลกฺขณชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗