ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. โกสิยชาดก
ชาดกที่ ๑๓๐ · เอกกนิบาตชาดก · กุสนาฬิวรรค

โกสิยชาดก

ว่าด้วยถ้อยคำกับการกินไม่สมกัน

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๐ · บรรทัด ๘๕๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากโกสิยชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภมาตุคามในพระนครสาวัตถี นางหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยถา วาจาว ภุญฺชสฺสุ ดังนี้. ได้ยินว่า นางเป็นพราหมณีของพราหมณ์อุบาสก ผู้มีศรัทธาปสาทะผู้หนึ่ง เป็นหญิงประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หยาบช้าลามก กลางคืนก็ประพฤตินอกใจ กลางวันก็ไม่ทำงานอะไรแสดงท่าทางอย่างคนไข้ นอนทอดถอนใจอยู่ไปมา ครั้งนั้นพราหมณ์ถามนางว่า แม่มหาจำเริญ เธอไม่สบาย เป็นอะไรไปหรือ ? นางตอบว่า ลมมันเสียดแทงดิฉัน พราหมณ์ถามว่าถ้าอย่างนั้นได้อะไรถึงจะเหมาะเล่า ? นางตอบว่า ต้องได้รับยาคูภัตรและน้ำมันเป็นต้น ที่ประณีต ๆ พราหมณ์ก็ไปหาสิ่งที่นางต้องการนั้น ๆ มาให้ กระทำกิจทุกอย่างเหมือนเป็นทาสฝ่ายนางพราหมณี เวลาพราหมณ์เข้าเรือน ก็นอน เวลาพราหมณ์ออกไป ก็หยอกล้อกับชายชู้ ฝ่ายพราหมณ์ดำริว่า กองลมที่เสียดแทงสรีระภรรยาของเรานี้ ดูท่าจะไม่มีที่สิ้นสุด วันหนึ่งจึงถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปสู่พระเชตวันวิหาร บูชาพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อมีพระดำรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุไร ท่านจึงมิค่อยได้มา ? พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่ากองลมเสียดแทงสรีระนางพราหมณีของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ต้องเสวงหาเนยใส น้ำมันเป็นต้น และโภชนะที่ประณีต ๆ ให้นางร่างกายของนางก็ดูอ้วนท้วน ผ่องใส มีผิวพรรณดี แต่โรคลมดูไม่มีท่าจะสิ้นสุดได้เลย ข้าพระองค์ต้องปรนนิบัตินางอยู่เรื่อย ๆจึงไม่ได้โอกาสมาวิหารนี้ พระเจ้าข้า พระศาสดาทรงทราบความเลวของนางพราหมณีแล้วจึงตรัสว่า พราหมณ์ เมื่อมาตุคามนอนเสียอย่างนี้ โรคก็ไม่สงบ ต้องปรุงยาอย่างนี้แล อย่างนี้ให้จึงจะสมควร แม้ในครั้งก่อนบัณฑิตก็เคยบอกท่านแล้ว แต่ท่านกำหนดจดจำไม่ได้เอง เพราะมีเหตุที่ภพมากำบังไว้เสีย พราหมณ์กราบทูลอาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ บังเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาลเรียนศิลปะทุกประการในเมืองตักกสิลา แล้วได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในพระนครพาราณสี ขัตติยกุมารในราชธานีทั้งร้อยเอ็ด และพราหมณกุมาร พากันมาเรียนศิลปะในสำนักของท่านผู้เดียวมากมาย ครั้งนั้นมีพราหมณ์ชาวชนบทผู้หนึ่งเรียนไตรเพทและวิทยฐานะ ๑๘ ประการ ในสำนักของพระโพธิสัตว์แล้ว ตั้งหลักฐานอยู่ในพระนครพาราณสีนั่นเอง มาที่สำนักของพระโพธิสัตว์วันละสอง-สามครั้งทุกวัน นางพราหมณีของเขา เป็นหญิงประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หยาบช้า ลามกเรื่องทั้งปวงตั้งแต่นี้ไป ก็เช่นเดียวกับเรื่องปัจจุบันนั่นแล ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เมื่อพราหมณ์นั้นบอกว่า ด้วยเหตุนี้ กระผมจึงไม่มีโอกาส เพื่อจะไปรับโอวาท ดังนี้ ก็ทราบว่า นางมาณวิกานั้น นอนหลอกพราหมณ์นี้เสียแล้ว คิดว่า เราต้องบอกยาที่เหมาะสมให้แก่นาง แล้วกล่าวว่า พ่อคุณ ต่อแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ให้เนยใส และน้ำนมสดแก่นางเป็นอันขาด แต่จงโขลกใบไม้๕ อย่าง และผล ๓ อย่างเป็นต้น ใส่ในมูตรโค แล้วแช่ไว้ในภาชนะทองแดงใหม่ ๆ ให้กลิ่นโลหะมันจับ แล้วถือเชือก หวายหรือไม้เรียว กล่าวว่า ยานี้เหมาะแก่โรคของเจ้า เจ้าจงกินยานี้หรือไม่เช่นนั้น ก็ลุกขึ้นทำการงานให้สมควรแก่ภัตรที่เจ้าบริโภคแล้วต้องกล่าวคาถานี้ ถ้านางไม่ยอมดื่มยา ก็ต้องเอาเชือกหรือหวาย หรือไม้เรียว หวดนางลงไปอย่างไม่ต้องนับ แล้วจิกผมกระชากมาถองด้วยศอก นางจักลุกขึ้นทำงานในทันใดนั่นเองเขารับคำว่า ดีจริงขอรับ แล้วทำยา ตามข้อที่บอกแล้วนั่นแหละกล่าวว่า แม่มหาจำเริญ เชิญดื่มยานี้เถิด นางถามว่า ยานี้ใครบอกท่านเล่าเจ้าคะ ? ตอบว่า อาจารย์บอกให้ แม่มหาจำเริญนางกล่าวว่า เอามันไปเสียเถิด ฉันไม่ดื่ม มาณพกล่าวว่า เจ้าจักดื่มตามใจชอบของตนไม่ได้ แล้วคว้าเชือกกล่าวว่า เจ้าจงดื่มยาที่เหมาะแก่โรคของตน หรือมิฉะนั้นก็จงทำงานให้สมควรแก่ภัตรที่บริโภค แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า "ดูก่อนนางผู้โกสิยะ เจ้าจงกินยาให้สมกับที่อ้างว่าป่วย หรือจงทำงานให้สมกับอาหาร

ที่บริโภค เพราะถ้อยคำกับการกินของเจ้าทั้งสอง

อย่างไม่สมกันเลย" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา วาจา จ ภุญฺชสฺสุ ความว่าเจ้าจงกินให้สมกับวาจาที่ลั่นไว้ อธิบายว่า จงกินให้สมกับคำพูดที่เจ้ากล่าวว่า กองลมเสียดแทงดิฉัน ดังนี้ ปาฐะว่า ยถา วาจํ วา วาดังนี้ก็ควร บางอาจารย์ก็สวดว่า ยถาวาจาย ดังนี้ก็มี ในทุก ๆบทความก็อย่างเดียวกันนี้. บทว่า ยถาภุตฺตญฺจ พฺยาหร ความว่า จงพูดออกมาให้สมกับอาหารที่เจ้าบริโภคแล้ว อธิบายว่า จงบอกเถิดว่า ฉันหายโรคแล้วละ ดังนี้ แล้วทำการงานที่ต้องทำในเรือน. ปาฐะว่า ยถาภูตญฺจ ดังนี้ก็มี. อีกอย่างหนึ่ง มีอธิบายว่า จงพูดตามความจริงว่า ฉันไม่มีโรคดอก ดังนี้ แล้วทำการงานเสียเถิด. บทว่า อุภยนฺเต น สเมติ วาจา ภุตฺตญฺจ โกลิเย ความว่าคำพูดของเจ้าที่ว่า กองลมเสียดแทงฉันดังนี้ กับโภชนะอันประณีตที่เจ้ากิน แม้ทั้งสองอย่างของเจ้านี้ไม่สมดุลย์กันเลย เพราะเหตุนั้นจงลุกขึ้นทำงานเสียเถิด. เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ธิดาแห่งโกสิยพราหมณ์คิดว่า ตั้งแต่เวลาที่อาจารย์ช่วยขวนขวายแล้ว เราไม่อาจลวงเขาอย่างนี้ต่อไปได้ ต้องลุกขึ้นทำการงาน ดังนี้แล้ว ก็ลุกขึ้นประกอบกิจตามหน้าที่ ทั้งยังเป็นหญิงมีศีล งดเว้นจากการทำความชั่ว ด้วยความยำเกรงในอาจารย์ว่า ความที่เราเป็นหญิงประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อาจารย์รู้หมดแล้ว ต่อแต่นี้ไป เราไม่สามารถจะทำเช่นนี้ได้อีก. แม้นางพราหมณีนั้น ก็ไม่กล้าทำอนาจารซ้ำอีก ด้วยความเคารพในพระศาสดาว่า ได้ยินว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้เรื่องของเราแล้ว. พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า คู่สามีภรรยาในครั้งนั้น ได้มาเป็นคู่สามีภรรยาในบัดนี้ส่วนอาจารย์ ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาโกสิยชาดกที่ ๑๐รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. กุสนาฬิชาดก ๒. ทุมเมธชาดก ๓. นังคลีสชาดก๔. อัมพชาดก ๕. กฏาหกชาดก ๖. อลิลักขณชาดก ๗. กลัณฑุกชาดก ๘. มูสิกชาดก ๙. อัคคิกชาดก ๑๐. โกลิยชาดก. จบ กุสนาฬิวรรคที่ ๑๓๑๔. อสัมปทานวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๐๘–๕๑๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

10. Kosiyajātakaṃ

yathā vācāva bhuñjassūti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ sāvatthiyaṃ mātugāmaṃ ārabbha kathesi.

Sā kirekassa saddhassa pasannassa upāsakassa brāhmaṇassa brāhmaṇī dussīlā pāpadhammā rattiṃ aticaritvā divā kiñci kammaṃ akatvā gilānālayaṃ dassetvā niṭṭhunamānā nipajji. Atha naṃ brāhmaṇo bhadde kinte aphāsukanti pucchi. Vātā me vijjhantīti. Atha kiṃ laddhuṃ vaṭṭatīti. Siniddhamadhurāni paṇītappaṇītāni yāgubhattatelādīnīti. Brāhmaṇo yaṃ yaṃ icchati taṃ taṃ āharitvā deti dāso viya sabbakiccāni karoti. Sā pana brāhmaṇassa gehaṃ paviṭṭhakāle nipajji bahi nikkhantakāle jārehi saddhiṃ vītināmeti. Atha brāhmaṇo imissāya sarīre vijjhanavātānaṃ pariyantova na paññāyatīti ekadivasaṃ gandhamālādīni ādāya jetavanaṃ gantvā satthāraṃ pūjetvā vanditvā ekamantaṃ nisīditvā kiṃ brāhmaṇa na paññāyasīti vutte bhante brāhmaṇiyā kira me sarīre vātā vijjhanti svāhaṃ tassā sappitelādīni ceva Paṇītappaṇītabhojanāni ca pariyesāmi sarīramassā ghanavippasannachavivaṇṇaṃ jātaṃ vātarogassa pana pariyantova na paññāyati ahantaṃ paṭijaggantova idhāgamanassa okāsaṃ na labhāmīti. Satthā brāhmaṇiyā pāpabhāvaṃ ñatvā brāhmaṇa evaṃ nipannassa mātugāmassa roge avūpasante idañcidañca bhesajjaṃ kātuṃ vaṭṭati pubbepi te paṇḍitehi kathitaṃ bhavasaṅkhepagatattāpi na sallakkhesīti vatvā tena yācito atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto brāhmaṇamahāsālakule nibbattitvā takkasilāyaṃ sabbasippāni uggaṇhitvā bārāṇasiyaṃ disāpāmokkho ācariyo ahosi. Ekasatarājadhānīsu khattiyakumārā ca brāhmaṇakumārā ca yebhuyyena tasseva santike sippaṃ uggaṇhiṃsu. Atheko janapadavāsī brāhmaṇo bodhisattassa santike tayo vede aṭṭhārasa vijjaṭṭhānāni uggaṇhitvā bārāṇasiyaññeva kuṭumbaṃ saṇṭhapetvā divase divase dvittikkhattuṃ bodhisattassa santikaṃ āgacchati. Tassa brāhmaṇī dussīlā ahosi pāpadhammāti sabbaṃ paccuppannavatthusadisameva. Bodhisattopi iminā kāraṇena ovādagamanāya okāsaṃ na labhāmīti vutte sā māṇavikā imaṃ vañcetvā nipajjatīti ñatvā tassā rogānucchavikaṃ bhesajjaṃ ācikkhissāmīti cintetvā āha tāta tvaṃ ito paṭṭhāya tassā sappikhīrarasādīni mā adāsi gomutte pana pañcapaṇṇaṃ tiphalādīni ca pakkhipitvā koṭṭetvā navatambalohabhājane pakkhipitvā Lohagandhaṃ gāhāpetvā rajjuṃ vā yottaṃ vā rukkhalataṃ vā gahetvā idante rogassa anucchavikaṃ bhesajjaṃ idaṃ vā piva uṭṭhāya vā tayā bhuttassa bhattassa anucchavikaṃ kammaṃ karohīti vatvā imaṃ gāthaṃ vadeyyāsi sace bhesajjaṃ na pivati atha naṃ rajjuyā vā yottena vā latāya vā katippahārehi paharitvā kesesu gahetvā ākaḍḍhitvā kappurena potheyyāsi taṃ khaṇaññeva uṭṭhāya kammaṃ karissatīti. So sādhūti sampaṭicchitvā vuttaniyāmeneva bhesajjaṃ katvā bhadde imaṃ bhesajjaṃ pivāhīti āha. Kena te idaṃ ācikkhitanti. Ācariyena bhaddeti. Apanehi naṃ na pivissāmīti. Māṇavo na tvaṃ attano ruciyā pivissasīti rajjuṃ gahetvā attano rogassa anucchavikaṃ bhesajjaṃ vā piva bhuttabhattānucchavikaṃ kammaṃ vā karohīti vatvā imaṃ gāthamāha

yathā vācā ca bhuñjassu yathā bhuttañca byāhara

ubhayante na sameti vācā bhuttañca kosiyeti.

Tattha yathā vācā ca bhuñjassūti yathā te vācā tathā ca bhuñjassu vātā me vijjhantīti vācāya anucchavikameva katvā bhuñjassūti attho. Yathāvācaṃ vātipi pāṭho yuttaṃ. Yathāvācāyātipi paṭhanti. Sabbattha ayamettha attho. Yathābhuttañca byāharāti yante bhuttaṃ tassa anucchavikameva byāhara arogamhīti vatvā gehe kattabbakammaṃ karohīti attho. Yathābhūtañcātipi pāṭho. Athavā. Arogamhīti yathābhūtameva vatvā kammaṃ karohīti Attho. Ubhayante na sameti vācā bhuttañca kosiyeti yā ca te ayaṃ vācā vātā maṃ vijjhantīti yañca te idaṃ paṇītabhojanaṃ bhuttaṃ idaṃ ubhayaṃpi tuyhaṃ na sameti tasmā uṭṭhāya kammaṃ karohi. Kosiyeti taṃ gottena ālapati.

Evaṃ vutte kosiyabrāhmaṇadhītā ācariyena ussukkaṃ āpannakālato paṭṭhāya na sakkā mayā evaṃ vañcetuṃ uṭṭhāya kammaṃ karissāmīti uṭṭhāya kammaṃ akāsi ācariyena me dussīlabhāvo ñāto na idāni sakkā ito paṭṭhāya puna evarūpaṃ kātunti ācariye gāravena pāpakammatopi viramitvā sīlavatī ahosi.

Sāpi brāhmaṇī sammāsambuddhena kiramhi ñātāti satthari gāravena na puna anācāraṃ akāsi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā jāyapatikā idāni jāyapatikāva ācariyo pana ahamevāti.

Kosiyajātakaṃ dasamaṃ.

Kusanāḷivaggo terasamo.

@Footnote:

@*** hanṛ´ānīṛ´ā´mḗmīkhṛ´amūla ***

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๒๙. อัคคิกชาดกชาดกถัดไป๑๓๑. อสัมปทานชาดก