ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ปัญจภีรุกชาดก
ชาดกที่ ๑๓๒ · เอกกนิบาตชาดก · อสัมปทานวรรค

ปัญจภีรุกชาดก

ว่าด้วยความสวัสดี

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๒ · บรรทัด ๘๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากปัญจภีรุกชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพระสูตร ว่าด้วยการประเล้าประโลมของมารธิดาณ อชปาลนิโครธ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่ากุสลูปเทเส ธิติยา ทฬฺหาย จ ดังนี้. ความพิสดารว่า ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสพระสูตรนั้น ตั้งแต่ต้นจนจบบริบูรณ์อย่างนี้ว่า :นางตัณหา นางอรดี และนางราคา ล้วนเพริศพริ้งแพรวพราว พากันมา พระศาสดาทรงกำจัดนางเหล่านั้นไปเสีย เหมือนลมพัดปุยนุ่นให้หล่นกระจายไปฉะนั้น. พวกภิกษุประชุมกันในโรงธรรม ตั้งเรื่องสนทนากันว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิได้ทรงลืมพระเนตรแลดูพวกมารธิดา อันจำแลงรูปทิพย์หลายร้อยอย่าง แล้วเข้าไปหาเพื่อจะเล้าโลม โอ ขึ้นชื่อว่า กำลังของพระพุทธเจ้า น่าอัศจรรย์พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันการที่ไม่แลดูพวกมารธิดาของเรา ผู้ทำให้อาสวะหมดสิ้นไปแล้วบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูแล้ว ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์เลยแท้จริงในกาลก่อน เรากำลังแสวงหาพระโพธิญาณ มิได้ทำลายอินทรีย์ทั้งหลายเสีย แลดูแม้ซึ่งรูปทิพย์ ที่พวกนางยักษิณีพากันเนรมิตไว้ ด้วยอำนาจกิเลส ทั้งที่เรายังมีกิเลส ดำเนินไปจนบรรลุถึงความเป็นมหาราชได้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นน้ององค์เล็กที่สุด ของพระพี่ยาเธอตั้ง ๑๐๐ องค์ เรื่องราวทั้งหมดบัณฑิตพึงให้พิสดาร โดยนัยดังกล่าวแล้วในตักกสิลาชาดกในหนหลังนั้นแล (แปลก) แต่ว่า ในครั้งนั้น เมื่อชาวเมืองตักกสิลาเข้าไปอัญเชิญพระโพธิสัตว์ ณ ศาลาภายนอกพระนคร มอบถวายราชสมบัติ กระทำการอภิเศกแล้ว ชาวตักกสิลานคร พากันตกแต่งพระนครเหมือนเมืองสวรรค์ ตกแต่งพระราชนิเวศน์เหมือนวิมานอินทร์. ปางเมื่อพระโพธิสัตว์ เสด็จเข้าพระนครแล้วเสด็จขึ้นสู่บัลลังก์รัตน์ ภายใต้เศวตรฉัตรในท้องพระโรงหลวงในประสาทอันเป็นพระราชสถาน ประทับนั่งด้วยลีลาประหนึ่งท้าวเทวราช เหล่าอำมาตย์ พราหมณ์ คฤหบดี และขัตติยกุมารต่างแต่งองค์ทรงเครื่องพร้อม แวดล้อมโดยขนัด นางบำเรอประมาณ หมื่นหกพันนาง ล้วนแน่งน้อย เปรียบประดุจเทพอัปสรทุกนางต่างฉลาดในการฟ้อนรำ ขับร้อง และบรรเลง พระราชวังก็ครื้นเครงทั่วกัน ด้วยเสียงขับร้องและบรรเลงเพลงประสานปานประหนึ่งท้องมหาสมุทร ที่กำลังคะนองคลื่นเบื้องหน้าแต่เมฆฝนตกกระหน่ำแล้ว พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรดูศิริเสาวภาค อันบรรลุแก่พระองค์นั้น ทรงดำริว่า ถ้าเราจักพะวงแลดูรูปทิพย์ที่นางยักษิณีเหล่านั้นจำแลงเสียแล้วละก็ คงสิ้นชีวิตไปแล้ว คงไม่ได้ดูศิริเสาวภาคนี้ แต่เพราะเราตั้งอยู่ในโอวาท ของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ศิริโสภาคนี้ จึงบรรลุแก่เรา ครั้นทรงดำริฉะนี้แล้ว เมื่อจะทรงเปล่งพระอุทาน ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า :" เราไม่ตกอยู่ในอำนาจของพวกรากษสเพราะความเพียรมั่นคง ดำรงอยู่ในคำแนะนำของผู้ฉลาด และความไม่หวาดหวั่นต่อภัย และความสยดสยอง สวัสดิภาพจากภัยอันใหญ่หลวง

จึงมีแก่เรา" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลูปเทเส ความว่า ในคำชี้แจงของท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย อธิบายว่า ในโอวาทของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย. บทว่า ธิติยา ทฬฺหาย จ ความว่า เพราะความเพียรอันเด็ดเดี่ยวมั่นคง และเพราะความเพียรอันเฉียบขาดแน่นอน. บทว่า อวตฺถิตตฺตา ภยภีรุตาย จ ความว่า และเพราะความไม่หวาดหวั่นต่อภัยใหญ่ ที่ทำให้กายสะท้าน ในภัยทั้งสองอย่างนั้น ภัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้จิตสะดุ้งชื่อว่า ภัย ภัยใหญ่หลวงที่ทำให้ร่างกายสั่นหวั่นไหว ชื่อว่าความสยดสยอง ภัยทั้งสองประการนี้ก็ดี อารมณ์อันน่าสยดสยองว่า ขึ้นชื่อว่ายักษิณีเหล่านี้มันกินมนุษย์ทั้งนั้น ดังนี้ก็ดี มิได้มีแก่พระมหาสัตว์เลย ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อวตฺถิตตฺตา ภยภีรุตาย จ ความไม่มีความหวาดหวั่นต่อภัย และความสยดสยอง อธิบายว่า เพราะไม่มีความหวาดหวั่นสยดสยองเสียเลย คือถึงจะเห็นอารมณ์ที่น่าสยดสยอง ก็ไม่ยอมท้อถอย. บทว่า น รกฺขสีนํ วสมาคมิมฺห เส ความว่า ไม่ต้องมาสู่อำนาจแห่งนางรากษสเหล่านั้น ในทางอันกันดารด้วยยักษ์ท่านกล่าวอธิบายว่า เพราะเหตุที่เรามีความเด็ดเดี่ยวมั่นคงในคำชี้แจงของท่านผู้ฉลาด และเรามีการไม่ย่นย่อท้อถอยเป็นสภาพเพราะไม่มีความกลัวและความหวาดสดุ้ง ฉะนั้น เราจึงไม่มาสู่อำนาจของพวกรากษส ดังนี้ สวัสดิภาพ คือความเกษมจากภัยอันใหญ่หลวง คือจากทุกข์โทมนัสที่เราต้องประสบ ในสำนักของพวกนางรากษส ของเรานั้น ก็คือความปีติโสมนัสอย่างเดียวนี้ เกิดแล้วแก่เราในวันนี้. พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้ ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม บำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้นเสด็จไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า เราตถาคต ได้เป็นราชกุมาร ผู้ไปปกครองราชสมบัติในพระนครตักกสิลา ในครั้งนั้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาภีรุกชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๒๒–๕๒๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๔ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๒. ปญฺจภีรุกชาตกํ

กุสลูปเทเส ธิติยา ทฬฺหาย จาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อชปาลนิโคฺรเธ มารธีตุปฺปโลภนสุตฺตนฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ภควตา หิ อาทิโต ปฏฺฐาย

ททฺทลฺลมานา อาคญฺฉุํ ตณฺหา จ อรตี รคา

ตา ตตฺถ ปนุที สตฺถา ตูลํ ภฏฺฐํว มาลุโตติ เอวํ ยาว ปริโยสานา ตสฺส สุตฺตนฺตสฺส กถิตกาเล ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตา ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส สมฺมาสมฺพุทฺโธ มารธีตโร อเนกสตานิ ทิพฺพรูปานิ มาเปตฺวา ปโลภนตฺถาย อุปสงฺกมนฺติโย อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวา น โอโลเกสิ อโห พุทฺธพลนฺนาม อจฺฉริยนฺติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว มยฺหํ สพฺพาสเว เขเปตฺวา สพฺพญฺญุตํ ปตฺตสฺส มารธีตานํ อโนโลกนํ นาม อจฺฉริยํ อหญฺหิ ปุพฺเพ โพธิญาณํ ปริเยสมาโน สกฺกิเลสกาเล หิ อภิสงฺขตํ ทิพฺพรูปมฺปิ อินฺทฺริยานิ ภินฺทิตฺวา กิเลสวเสน อโนโลเกตฺวาว คนฺตฺวา มหารชฺชํ ปาปุณินฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหมฺทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ภาติกสตสฺส กนิฏฺโฐ อโหสิ ฯ สพฺพํ เหฏฺฐา ตกฺกสิลชาตเก วุตฺตนเยเนว วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ ตทา ปน ตกฺกสิลานครวาสีหิ พหินคเร สาลาย โพธิสตฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ยาจิตฺวา รชฺชํ ปฏิจฺฉาเปตฺวา อภิเสเก กเต ตกฺกสิลานครวาสิโน นครํ เทวนครํ วิย ราชภวนญฺจ อินฺทภวนํ วิย อลงฺกรึสุ ฯ ตทา โพธิสตฺโต นครํ ปวิสิตฺวา ราชภวเน ปาสาเท มหาตเล สมุสฺสาปิตเสตจฺฉตฺตํ รตนวรปลฺลงฺกํ อารุยฺห เทวราชลีฬฺหาย นิสีทิ ฯ อมจฺจา จ พฺราหฺมณคหปติกาทโย จ ขตฺติยกุมารา จ สพฺพาลงฺการปฺปฏิมณฺฑิตา ปริวาเรตฺวา อฏฺฐํสุ ฯ เทวจฺฉรปฺปฏิภาคา โสฬสสหสฺสนาฏกิตฺถิโย นจฺจคีตวาทิตกุสลา อุตฺตมวิลาสสมฺปนฺนา นจฺจคีตวาทิตานิ ปโยเชสุํ ฯ คีตวาทิตสทฺเทน ราชภวนํ เมฆตฺถนิตปูริโต มหาสมุทฺทกุจฺฉิ วิย เอกนินฺนาทํ อโหสิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ อตฺตโน สิริโสภคฺคปฺปตฺตํ โอโลกยมาโน จินฺเตสิ สจาหํ ตาสํ ยกฺขินีนํ อภิสงฺขตํ ทิพฺพรูปํ โอโลกิสฺสํ ชีวิตกฺขยํ ปตฺโต อภวิสฺสํ อิมํ สิริโสภคฺคํ น โอโลกิสฺสํ ปจฺเจกพุทฺธานํ ปน โอวาเท ฐิตภาเวน อิทํ มยา ปตฺตนฺติ เอวญฺจ ปน จินฺเตตฺวา อุทานํ อุทาเนนฺโต อิมํ คาถมาห

กุสลูปเทเส ธิติยา ทฬฺหาย จ

อวตฺถิตตฺตา ภยภีรุตาย จ

น รกฺขสีนํ วสมาคมิมฺห

ส โสตฺถิภาโว มหตา ภเยน เมติ ฯ

ตตฺถ กุสลูปเทเสติ กุสลานํ อุปเทเส ปจฺเจกพุทฺธานํ โอวาเทติ อตฺโถ ฯ ธิติยา ทฬฺหาย จาติ ทฬฺหาย ธิติยา จ ถิเรน อพฺโภจฺฉินฺนนิรนฺตรวิริเยน จาติ อตฺโถ ฯ อวตฺถิตตฺตา ภยภีรุตาย จาติ ภยภีรุตาย อวตฺถิตตาย จ ฯ ตตฺถ ภยนฺติ จิตฺตุตฺราสมตฺตํ ปริตฺตภยํ ฯ ภีรุตาติ สรีรกมฺปนปฺปตฺตํ มหาภยํ ฯ อิทํ อุภยมฺปิ มหาสตฺตสฺส ยกฺขินิโย นาเมตา มนุสฺสขาทิกาติ เภรวารมฺมณํปิ นาโหสิ ฯ เตนาห อวตฺถิตตฺตา ภยภีรุตาย จาติ ฯ ภยภีรุตาย อภาเวเนว เภรวารมฺมณํ ทิสฺวาปิ อนิวตฺตนภาเวนาติ อตฺโถ ฯ น รกฺขสีนํ วสมาคมิมฺหาติ ยกฺขกนฺตาเร ตาสํ รกฺขสีนํ วสํ น อาคมิมฺห ฯ ยสฺมา อมฺหากํ กุสลูปเทเส ธิติ จ ทฬฺหา อโหสิ ภยภีรุตาภาเวน จ อนิวตฺตนสภาวา อหุมฺหา ตสฺมา รกฺขสีนํ วสํ น อาคมิมฺหาติ วุตฺตํ โหติ ฯ ส โสตฺถิภาโว มหตา ภเยน เมติ โส เม อยํ อชฺช มหตา ภเยน รกฺขสีนํ สนฺติเก ปตฺตพฺเพน ทุกฺขโทมนสฺเสน โสตฺถิภาโว เขมภาโว ปีติโสมนสฺสภาโวเยว ชาโตติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต อิมาย คาถาย ธมฺมํ เทเสตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ อหํ เตน สมเยน ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา รชฺชํ ปตฺตกุมาโร อโหสินฺติ ฯ

ปญฺจภีรุกชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๓๑. อสัมปทานชาดกชาดกถัดไป๑๓๓. ฆตาสนชาดก