จันทาภชาดก
ว่าด้วยผู้เข้าถึงอาภัสสรพรหม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๕ · บรรทัด ๘๙๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการพยากรณ์ปัญหาของพระเถระเจ้านั้นแล ที่ประตูสังกัสนคร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า จนฺทาภํ ดังนี้. ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์กำลังจะมรณภาพ ณ ชายป่าถูกพวกอันเตวาสิกซักถาม กล่าวว่า จนฺทาภํ สุริยาภํ แสงจันทน์แสงอาทิตย์ ดังนี้ แล้วเกิดในอาภัสสรพรหม. พวกดาบสไม่เชื่ออันเตวาสิกผู้ใหญ่ พระโพธิสัตว์มาสถิตในอากาศ กล่าวคาถานี้ความว่า :" ผู้ใดในโลกนี้หยั่งได้ ด้วยปรีชา ซึ่งแสงจันทร์ และแสงอาทิตย์ ผู้นั้นย่อมเข้าถึงอาภัสรพรหมได้ ด้วยฌานอันหาวิตกมิได้"
ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น พระโพธิสัตว์แสดงโอทาตกสิณ ด้วยบทว่า จนฺทาภํ แสดง ปีตกสิณ ด้วยบทว่า สุริยาภํ. บทว่า โยธ ปญฺาย คาธติ ความว่า บุคคลใดในสัตว์โลกนี้ หยั่งได้ด้วยปัญญาซึ่งกสิณทั้งสองอย่างนี้ คือการทำให้เป็นอารมณ์ ส่งใจไป หรือตั้งใจไว้ได้ในกสิณทั้งสองอย่างนั้นอีกบรรยายหนึ่ง บทว่า จนฺทาภํ สุริยาภญฺจ โยธ ปญฺาย คาธติความว่า แสงจันทน์ และแสงอาทิตย์แผ่ไปสู่ที่มีประมาณเท่าใดเจริญปฏิภาคกสิณในที่มีประมาณเท่านั้น กระทำปฏิภาคกสิณนั้นให้เป็นอารมณ์ ยังฌานให้เกิดได้ ก็ย่อมชื่อว่า หยั่งลงสู่แสงทั้งสองนั้นได้ด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้น ความข้อนี้ก็เป็นการอธิบายความในบทนั้นได้เหมือนกัน บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงอาภัสสรพรหมโลก ได้ด้วยฌานที่สองที่ตนได้แล้ว เพราะกระทำอย่างนั้น. พระโพธิสัตว์ให้พวกดาบสรู้แจ้งด้วยประการฉะนี้ แล้วกล่าวสรรเสริญคุณของอันเตวาสิกผู้ใหญ่ กลับไปยังพรหมโลกทันที. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า อันเตวาสิกผู้ใหญ่ในครั้งนั้น ได้มาเป็นสารีบุตร ส่วนท้าวมหาพรหม ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาจันทรภชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๓๔–๕๓๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
5. Candābhajātakaṃ
candābhanti idaṃ satthā jetavane viharanto saṅkassanagaradvāre therasseva pañhassa byākaraṇaṃ ārabbha kathesi.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto araññāyatane kālaṃ karonto antevāsikena pucchito candābhaṃ suriyābhanti vatvā ābhassaresu nibbatto. Tāpasā jeṭṭhantevāsikassa na saddahiṃsu. Bodhisatto āgantvā ākāse ṭhito imaṃ gāthamāha
candābhaṃ suriyābhañca yodha paññāya gādhati
avitakkena jhānena hoti ābhassarūpagoti.
Tattha candābhanti odātakasiṇaṃ dasseti. Suriyābhanti pītakasiṇaṃ. Yodha paññāya gādhatīti yo puggalo idha sattaloke idaṃ kasiṇadvayaṃ paññāya gādhati ārammaṇaṃ katvā anupavisati tattha vā patiṭṭhahati. Athavā. Candābhaṃ suriyābhañca yodha paññāya gādhatīti yattakaṃ ṭhānaṃ candābhā ca suriyābhā ca paṭṭhaṭā tattake ṭhāne paṭibhāgakasiṇaṃ vaḍḍhetvā taṃ ārammaṇaṃ katvā jhānaṃ nibbatteti ubhayampetaṃ ābhaṃ paññāya gādhati nāma. Tasmā Ayamettha atthoyeva. Avitakkena jhānena hoti ābhassarūpagoti so puggalo tathā katvā paṭiladdhena dutiyena jhānena ābhassarabrahmalokūpago hotīti.
Evaṃ bodhisatto tāpase bodhetvā jeṭṭhantevāsikassa guṇaṃ kathetvā brahmalokameva gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā jeṭṭhantevāsiko sārīputto mahābrahmā pana ahamevāti.
Candābhajātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗