ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. พัพพุชาดก
ชาดกที่ ๑๓๗ · เอกกนิบาตชาดก · อสัมปทานวรรค

พัพพุชาดก

ว่าด้วยวิธีให้แมวตาย

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๗ · บรรทัด ๙๐๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากพัพพุชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภสิกขาบทที่ทรงบัญญัติด้วยมีกาณมารดาเป็นเหตุตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยตฺเตโก ลภเต พพฺพุ ดังนี้. ความพิสดารว่า อุบาสิกาในพระนครสาวัตถี ปรากฏนามตามธิดาว่า กาณมาตา ได้เป็นอริยสาวิกา ผู้โสดาบัน นางได้ยกลูกสาวชื่อ กาณา ให้แก่ชายผู้มีชาติ คู่ควรกันในหมู่บ้านตำบลหนึ่งนางกาณาย้อนกลับมาเรือนของมารดาด้วยกรณียกิจบางอย่างต่อมา สามีของนางกาณาส่งทูตไปว่า นางกาณาจงกลับมา เราต้องการให้นางกาณากลับ นางกาณาฟังคำของทูลแล้ว บอกลามารดาว่า แม่จ๋า ฉันต้องไปละ มารดากล่าวว่า เจ้าอยู่นานปานนี้จักไปมือเปล่าอย่างไรกัน แล้วทอดขนม ขณะนั้นเองภิกษุรูปหนึ่งผู้มีปกติเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ได้ไปถึงที่อยู่ของนาง อุบาสิกานิมนต์ท่านให้นั่งแล้วถวายขนมเต็มบาตร ภิกษุนั้นออกไปแล้วก็บอกแก่ภิกษุรูปอื่น อุบาสิกาก็ถวายแก่ภิกษุนั้นโดยทำนองเดียวกันนั่นแหละ แม้รูปนั้นก็กลับออกไป แล้วบอกต่อแก่รูปอื่นอุบาสิกาก็ถวายแก่ภิกษุนั้นเช่นกัน เลยต้องถวายแก่ภิกษุต่อ ๆ กันอย่างนี้ถึง ๔ รูป ขนมตามที่ตระเตรียมไว้ก็หมดสิ้นไป นางกาณาก็ยังไม่พร้อมที่จะไปได้ ครั้งนั้น สามีของนางกาณา ก็ส่งทูตไปซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ พอครั้งที่ ๓ ส่งทูตไปพร้อมกับคำขาดว่าถ้านางกาณาจักยังไม่ยอมมา เราจักนำหญิงอื่นมาเป็นภรรยาแม้ตลอดวาระทั้ง ๓ นางกาณาก็ไม่พร้อมที่จะไปได้ ด้วยข้อขัดข้องนั้นแหละ สามีของหางจึงนำหญิงอื่นมาเป็นภรรยา นางกาณาได้ฟังเรื่องราวข่าวนั้นแล้ว ก็ก่นแต่ร้องไห้. พระศาสดาทรงทราบเรื่องนั้น ครั้นรุ่งเช้าทรงครองผ้าถือบาตร จีวร ไปยังนิเวศน์ของกาณมารดา ประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดถวาย แล้วตรัสถามมารดานางกาณาว่า กาณานี้ร้องไห้เพราะเหตุไร ? ครั้นทรงสดับว่า ด้วยเหตุชื่อนี้ จึงตรัสปลอบกาณมารดา แสดงธรรมีกถา ลุกจากอาลนะกลับพระวิหารครั้งนั้น ความที่ภิกษุทั้ง ๔ รูปนั้น รับเอาขนมที่ตระเตรียมไว้จนเป็นเหตุตัดรอนการไปของนางกาณา ก็ระบือไปในหมู่ภิกษุครั้นวันหนึ่ง พวกภิกษุจึงยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่าผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุ ๔ รูป ฉันขนมที่มารดานางกาณาทอดไว้๓ ครั้ง ทำให้นางกาณาไปไม่ได้ เลยถูกผัวทิ้ง ทำความโทมนัสให้บังเกิดแก่มหาอุบาสิกา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภิกษุทั้ง ๔ เหล่านั้นกินของของกาณมารดา แล้วทำความโทมนัสให้เกิดแก่นาง แม้ในครั้งก่อนก็เคยทำให้นางเกิดโทมนัสมาแล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลช่างสลักหินเจริญวัยแล้ว ศึกษาศิลปะสำเร็จแล้ว ในนิคมแห่งหนึ่ง ณ แคว้นกาสี ได้มีเศรษฐีมีสมบัติมากอยู่คนหนึ่ง ฝังเงินไว้ ๔๐ โกฏิ. ภรรยาของเขาตายไปแล้ว เพราะความห่วงในทรัพย์ จึงเกิดเป็นหนู อยู่บนกองทรัพย์ ตระกูลนั้นทั้งหมดถึงความย่อยยับไปโดยลำดับด้วยประการฉะนี้ ผู้สืบสายก็ขาดตอน แม้บ้านนั้นก็ถูกทอดทิ้งไว้จนร้าง ถึงความเป็นบ้านที่หมดบัญญัติ ขาดความหมาย ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ขุดหินในบ้านเก่านั้นมาสลัก. ฝ่ายนางหนูนั้นเที่ยวหากิน เห็นพระโพธิสัตว์บ่อย ๆ ก็เกิดความรัก คิดว่า ทรัพย์ของเรามากมาย จักฉิบหายเสียโดยไร้เหตุ เราจักร่วมกับบุรุษนี้ใช้จ่ายทรัพย์นี้ วันหนึ่ง นางจึงคาบทรัพย์ ๑ กษาปณ์ ไปสู่สำนักพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เห็นนางแล้ว ก็ปราศรัยด้วยวาจาน่ารัก กล่าวว่า แม่คุณเอ๋ยคาบเอากษาปณ์มาทำไมเล่า ? นางตอบว่า พ่อคุณ ท่านจงรับกษาปณ์นี้ไปใช้ส่วนตนบ้าง นำเนื้อมาเผื่อฉันบ้าง พระโพธิสัตว์รับคำนี้แล้ว เอากษาปณ์ไปสู่พระนคร ซื้อเนื้อมาสกหนึ่งแล้วนำมาให้นาง นางรับเอาเนื้อไปสู่ที่อยู่ของตน เคี้ยวกินตามพอใจ นับแต่นั้นมา หนูก็ให้กษาปณ์แก่พระโพธิสัตว์ทุกวันโดยทำนองนี้แล แม้พระโพธิสัตว์ก็นำเนื้อมาให้หนูทุกวัน. อยู่มาวันหนึ่ง แมวจับนางหนูนั้นได้ ครั้งนั้นนางหนูพูดกับมันอย่างนี้ว่า เพื่อนเอ๋ย ท่านอย่าฆ่าเราเลยนะ แมวถามว่าเรื่องอะไรเราจะไม่ฆ่า เราหิวอยากกินเนื้อ ไม่อาจจะไว้ชีวิตเจ้าได้ นางหนูถามว่า ก็ท่านอยากจะได้กินเนื้อเพียงวันเดียวเท่านั้น หรืออยากจะได้กินตลอดไป ? แมวตอบว่า เมื่อได้เราก็อยากได้กินตลอดไป นางหนูจึงพูดว่า ถ้าเช่นนั้น เราจักให้เนื้อท่านตลอดไป ท่านจงปล่อยเราเถิด ทีนั้นแมวก็กำชับหนูว่าถ้าเช่นนั้น เจ้าอย่าลืมเสียนะ แล้วก็ปล่อยไป ตั้งแต่นั้น นางหนูก็แบ่งเนื้อที่พระโพธิสัตว์นำมาให้ตนเป็นสองส่วน ให้แมวเสียส่วนหนึ่ง กินเองส่วนหนึ่ง อยู่มาวันหนึ่ง นางถูกแมวตัวอื่นจับได้อีก นางหนูก็ต้องร้องขอให้มันตกลงทำนองเดียวกัน แล้วให้ปล่อยตน ตั้งแต่นั้น ก็ต้องแบ่งเนื้อออกเป็นสามส่วน ครั้นถูกแมวอื่นจับได้อีก ก็คงขอร้องให้ปล่อยตน ด้วยวิธีนั้นแหละ จำเดิมแต่นั้น ก็ต้องแบ่งเนื้อออกเป็น ๔ ส่วน ต่อมาถูกแมวอื่นจับได้อีก ก็ขอร้องให้ปล่อยตนด้วยวิธีนั้นอีก นับแต่นั้นมา ก็ต้องแบ่งกินกันถึง ๕ ส่วน นางหนูกินส่วนที่ ๕ เพราะมีอาหารน้อยจึงลำบาก ซูบผอม มีเนื้อและเลือดน้อย. พระโพธิสัตว์เห็นนางหนูนั้นแล้ว กล่าวว่า แม่คุณเอ๋ยทำไมจึงซูบเซียวเหี่ยวแห้งไปเล่า ? ครั้นนางหนูบอกเหตุแล้วก็กล่าวว่า ทำไมไม่บอกฉัน จนป่านนี้ ฉันจักช่วยทำกิจในเรื่องนี้เอง ทำให้นางหนูเบาใจแล้ว กระทำรู้ถ้ำด้วยแก้วผลึกใด นำมามอบให้ สั่งว่า แม่คุณ เจ้าจงเข้าไปสู่ถ้ำนี้ นอนเสีย แล้วตวาดแมวที่พากันมา ด้วยวาจาที่หยาบคาย นางแมวก็เข้าถ้ำนอน ครั้นแมวตัวที่หนึ่งมาหานางว่า เจ้าจงให้เนื้อแก่เรา นางหนูก็ตวาดมันว่าไอ้แมวชั่วตัวร้าย กูเป็นขี้ข้าหาเนื้อให้มึงหรือ จงไปกินเนื้อลูก ๆของมึงเถิด แมวไม่รู้ว่า นางนอนในถ้ำแก้วผลึก ด้วยอำนาจความโกรธ จึงไปโดยเร็วด้วยหมายจักจับหนูให้ได้ เลยเอาทรวงอกกระแทกเข้ากับถ้ำแก้วผลึก หัวใจของมันแตกทันที ตาทั้งคู่ถลนออกมา มันสิ้นชีวิตตรงนั้นเอง แล้วล่วงไปในที่รก ๆ ข้างหนึ่งด้วยอุบายนี้ แมวทั้ง ๔ แม้แต่ละตัว ๆ ต่างก็พากันสิ้นชีวิตหมด นับแต่นั้นมาหนูก็ปลอดภัย ให้กษาปณ์ ๒-๓ กษาปณ์แก่พระโพธิสัตว์ทุก ๆ วัน ต่อมาก็ได้มอบทรัพย์ทั้งหมดให้แก่พระโพธิสัตว์เพียงผู้เดียว ด้วยอุบายอย่างนี้ ทั้งคู่มิได้ทำลายไมตรีกันจนสิ้นชีวิต แล้วต่างก็ไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ครั้นตรัสรู้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ ความว่า :" แมวตัวหนึ่งได้หนูหรือเนื้อในที่ใด แมว

ตัวที่ ๒ ที่ ๓ และที่ ๔ ก็เกิดขึ้นในที่นั้น แมวเหล่านั้นทั้งหมด ได้พากันเอาอกฟาดแก้วผลึกนี้แล้วถึงความสิ้นชีวิต" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยตฺถ แปลว่า ในที่ใด. บทว่า พพฺพุ แปลว่า แมว. บทว่า ทุติโย ตตฺถ ชายติ ความว่า แมวตัวที่หนึ่งได้หนูหรือเนื้อในที่ใด แม้ตัวที่สองก็เกิดในที่นั้นได้ ตัวที่สาม ที่สี่ก็เกิดตาม ๆ กันมาทำนองนั้น ด้วยอาการอย่างนี้ แมวเหล่านั้นในครั้งนั้นจึงรวมเป็น ๔ ตัว ก็แลรวมกันแล้ว ก็กินเนื้อทุกวันแมวเหล่านั้น เอาอกกระแทกถ้ำทำด้วยแก้วผลึกนี้ ถึงความสิ้นชีวิตไปหมดแล้ว. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดกว่า แมวทั้ง ๔ ในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุทั้ง ๔ นางหนูได้มาเป็นมารดานางกาณา ส่วนช่างแก้วผู้สลักหินได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาพัพพุชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๔๑–๕๔๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๗. พพฺพุชาตกํ

ยตฺเถโก ลภเต พพฺพูติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กาณมาตาสิกฺขาปทํ อารพฺภ กเถสิ ฯ สาวตฺถิยํ หิ กาณมาตา นาม ธีตุวเสน ปากฏนามา อุปาสิกา อโหสิ โสตาปนฺนา อริยสาวิกา ฯ สา ธีตรํ กาณํ อญฺญตรสฺมึ คามเก สมานชาติยสฺส ปุริสสฺส อทาสิ ฯ กาณา เกนจิเทว กรณีเยน มาตุ ฆรํ อคมาสิ ฯ อถสฺสา สามิโก กติปาหจฺจเยน ทูตํ ปาเหสิ อาคจฺฉตุ กาณา อิจฺฉามิ กาณาย อาคตนฺติ ฯ กาณา ทูตสฺส วจนํ สุตฺวา อมฺม คมิสฺสามีติ มาตรํ อาปุจฺฉิ ฯ กาณมาตา เอตฺตกํ กาลํ วสิตฺวา กถํ ตุจฺฉหตฺถา คมิสฺสสีติ ปูวํ ปจิ ฯ ตสฺมึเยว ขเณ เอโก ปิณฺฑปาตจาริโก ภิกฺขุ ตสฺสา นิเวสนํ อคมาสิ ฯ อุปาสิกา ตํ นิสีทาเปตฺวา ปตฺตปูรํ ปูวํ ทาเปสิ ฯ โส กฺขุ นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ ตเถว ทาเปสิ ฯ โสปิ นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ ตเถว ทาเปสิ ฯ โสปิ นิกฺขมิตฺวา อญฺญสฺส อาจิกฺขิ ฯ ตสฺสาปิ ตเถวาติ เอวมฺปิ จตุนฺนํ ชนานํ ทาเปสิ ฯ ยถาปฏิยตฺตํ ปูวํ ปริกฺขยํ อคมาสิ ฯ กาณาย คมนํ น สมฺปชฺชิ ฯ อถสฺสา สามิโก ทุติยมฺปิ ทูตํ ปาเหสิ ตติยํ ปาเหนฺโตว สเจ กาณา นาคจฺฉิสฺสติ อหํ อญฺญํ ปชาปตึ อาเนสฺสามีติ ปาเหสิ ฯ ตโยปิ วาเร เตเนว อุปาเยน คมนํ น สมฺปชฺชิ ฯ กาณาย สามิโก อญฺญํ ปชาปตึ อาเนสิ ฯ กาณา ตํ ปวุตฺตึ สุตฺวา โรทมานา อฏฺฐาสิ ฯ

สตฺถา ตํ การณํ ญตฺวา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย กาณมาตาย นิเวสนํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสีทิตฺวา กาณมาตรํ ปุจฺฉิ กิสฺสายํ กาณา โรทตีติ อิมินา นาม การเณนาติ จ สุตฺวา กาณมาตรํ สมสฺสาเสตฺวา ธมฺมกถํ กเถตฺวา อุฏฺฐายาสนา วิหารํ อคมาสิ ฯ อถ เตสํ จตุนฺนํ ภิกฺขูนํ ตโย วาเร ยถาปฏิยตฺตํ ปูวํ คเหตฺวา กาณาย คมนสฺส อุปจฺฉินฺนภาโว ภิกฺขุสงฺเฆ ปากโฏ ชาโต ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส จตูหิ นาม ภิกฺขูหิ ตโย วาเร กาณมาตาย ปกฺกปูวํ ขาทิตฺวา กาณาย คมนนฺตรายํ กตฺวา สามิเกน ปริจฺจตฺตํ ธีตรํ นิสฺสาย มหาอุปาสิกาย โทมนสฺสํ อุปฺปาทิตนฺติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว เต จตฺตาโร ภิกฺขู กาณมาตาย สนฺตกํ ขาทิตฺวา ตสฺสา โทมนสฺสํ อุปฺปาเทสุํ ปุพฺเพปิ อุปฺปาเทสุํเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ปาสาณโกฏฺฏกกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ปริโยทาตสิปฺโป อโหสิ ฯ กาสีรฏฺเฐ เอกสฺมึ นิคเม เอโก มหาวิภโว เสฏฺฐี อโหสิ ฯ ตสฺส นิธานคตาเยว จตฺตาฬีส หิรญฺญโกฏิโย อเหสุํ ฯ อถสฺส ภริยา กาลํ กตฺวา ธนสิเนเหน คนฺตฺวา ธนปิฏฺฐิยํ มูสิกา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ เอวํ อนุกฺกเมน สพฺพมฺปิ ตํ กุลํ อพฺภตฺถํ อคมาสิ ฯ วํโส อุจฺฉิชฺชิ ฯ โส คาโมปิ ฉฑฺฑิโต อปณฺณตฺติกภาวํ อคมาสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺมึ ปุราณคามฏฺฐาเน ปาสาเณ อุปฺปาเตตฺวา โกฏฺเฏติ ฯ อถ สา มูสิกา โคจราย จรมานา โพธิสตฺตํ ปุนปฺปุนํ ปสฺสนฺตี อุปนฺนสิเนหา หุตฺวา จินฺเตสิ มยฺหํ ธนํ พหุํ นิกฺการเณน นสฺสิสฺสติ อิมินา สทฺธึ เอกโต หุตฺวา อิมํ ธนํ ขาทิสฺสามีติ ฯ สา เอกทิวสํ เอกํ กหาปณํ มุเขน ฑํสิตฺวา โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ โส ตํ ทิสฺวา ปิยวาจาย สมาลปนฺโต กึ นุ โข อมฺม กหาปณํ คเหตฺวา อาคตาสีติ อาห ฯ ตาต อิมํ คเหตฺวา อตฺตนาปิ ปริภุญฺช มยฺหมฺปิ มํสํ อาหราติ ฯ โส สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา กหาปณํ อาทาย นครํ คนฺตฺวา เอเกน มาสเกน มํสํ กิณิตฺวา อาหริตฺวา ตสฺสา อทาสิ ฯ สา ตํ คเหตฺวา อตฺตโน นิวาสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา สารุจิยา ขาทิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย อิมินาว นิยาเมน ทิวเส ทิวเส โพธิสตฺตสฺส กหาปณํ เทติ ฯ โสปิสฺสา มํสํ อาหรติ ฯ

อเถกทิวสํ ตํ มูสิกํ วิฬาโร อคฺคเหสิ ฯ อถ นํ สา เอวมาห สมฺม มา มํ มาเรสีติ ฯ กึการณา น มาเรยฺยามิ อหมฺหิ ฉาโต มํสํ ขาทิตุกาโม น สกฺกา มยา น มาเรตุนฺติ ฯ กึ ปน เอกทิวสเมว มํสํ ขาทิตุกาโมสิ อุทาหุ นิจฺจกาลนฺติ ฯ ลภมาโน นิจฺจมฺปิ ขาทิตุกาโมมฺหีติ ฯ ยทิ เอวํ อหนฺเต นิจฺจกาลํ มํสํ ทสฺสามิ วิสฺสชฺเชหิ มนฺติ ฯ อถ นํ วิฬาโร เตนหิ อปฺปมตฺตา โหหีติ วิสฺสชฺเชสิ ฯ ตโต ปฏฐาย สา อตฺตโน อาภตํ มํสํ เทฺว โกฏฺฐาเส กตฺวา เอกํ วิฬารสฺส เทติ เอกํ สยํ ขาทิ ฯ อถ นํ เอกทิวสํ อญฺโญปิ วิฬาโร อคฺคเหสิ ฯ ตมฺปิ ตเถว สญฺญาเปตฺวา อตฺตานํ วิสฺสชฺชาเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ตโย โกฏฺฐาเส กตฺวา ขาทนฺติ ฯ ปุน อญฺโญ อคฺคเหสิ ฯ ตํ ตเถว สญฺญาเปตฺวา อตฺตานํ โมจาเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย จตฺตาโร โกฏฺฐาเส กตฺวา ขาทนฺติ ฯ ปุน อญฺโญ อคฺคเหสิ ฯ ตํ ตเถว สญฺญาเปตฺวา อตฺตานํ โมจาเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ปญฺจ โกฏฺฐาเส กตฺวา ขาทนฺติ ฯ สา ปญฺจมโกฏฺฐาสํ ขาทมานา อปฺปหารตาย กิลนฺตา กีสา อโหสิ อปฺปมํสโลหิตา ฯ

โพธิสตฺโต ตํ ทิสฺวา อมฺม กสฺมา มิลาตาสีติ วตฺวา อิมินา นาม การเณนาติ วุตฺโต ตฺวํ เอตฺตกํ กาลํ กสฺมา มยฺหํ นาจิกฺขสิ อหเมตฺถ กตฺตพฺพํ ชานิสฺสามีติ ตํ สมสฺสาเสตฺวา สุทฺธผลิกปาสาเณน คุหํ กตฺวา อาหริตฺวา อมฺม ตฺวํ อิมํ คุหํ ปวิสิตฺวา นิปชฺชิตฺวา อาคตาคตานํ ผรุสาหิ วาจาหิ สนฺตชฺเชยฺยาสีติ อาห ฯ สา คุหํ ปวิสิตฺวา นิปชฺชิ ฯ อเถโก วิฬาโร อาคนฺตฺวา เทหิ เม มํสนฺติ อาห ฯ อถ นํ มูสิกา อเร ทุฏฺฐวิฬาร กินฺเต อหํ มํสหาริกา อตฺตโน ปุตฺตานํ มํสํ ขาทาติ สนฺตชฺเชสิ ฯ วิฬาโร ผลิกคุหาย นิปนฺนภาวํ อชานนฺโต โกธวเสน มูสิกํ คณฺหิสฺสามีติ สหสา ปกฺขนฺทิตฺวา หทเยน ผลิกคุหายํ ปหรติ ฯ ตาวเทวสฺส หทยํ ภิชฺชิ อกฺขีนิ นิกฺขมนาการปฺปตฺตานิ ชาตานิ ฯ โส ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปตฺวา เอกมนฺตํ ปฏิจฺฉนฏฺฐาเน ปตติ ฯ เอเตนุปาเยน อปโรปิ อปโรปีติ จตฺตาโรปิ ชนา ชีวิตกฺขยํ ปาปุณึสุ ฯ ตโต ปฏฺฐาย มูสิกา นิพฺภยา หุตฺวา โพธิสตฺตสฺส เทวสิกํ เทฺว ตโย กหาปเณ เทติ ฯ เอวํ อนุกฺกเมน สพฺพมฺปิ ธนํ โพธิสตฺตสฺเสว อทาสิ ฯ เต อุโภปิ ยาวชีวํ เมตฺตึ อภินฺทิตฺวา ยถากมฺมํ คตา ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมํ คาถมาห

ยตฺเถโก ลภเต พพฺหุ ทุติโย ตตฺถ ชายติ

ตติโย จ จตุตฺโถ จ อิทนฺเต พพฺพุกา พิลนฺติ ฯ

ตตฺถ ยตฺถาติ ยสฺมึ ฐาเน ฯ พพฺพูติ วิฬาโร ฯ ทุติโย ตตฺถ ชายตีติ ยถา เอโก มูสิกํ วา มํสํ วา ลภติ ทุติโยปิ ตตฺถ วิฬาโร ชายติ อุปฺปชฺชติ ตถา ตตํโย จ จตุตฺโถ จ เอวํ เต ตทา จตฺตาโร วิฬารา อเหสุํ หุตฺวา จ ปน ทิวเส มํสํ ขาทนฺตา เต พพฺพุกา อิทํ ผลิกมยํ พิลํ อุเรน ปหริตฺวา สพฺเพปิ ชีวิตกฺขยํ ปตฺตาติ ฯ

เอวํ สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา จตฺตาโร วิฬารา เต จตฺตาโร ภิกฺขู อเหสุํ มูสิกา กาณมาตา ปาสาณโกฏฺฏกมณิกาโร ปน อหเมวาติ ฯ

พพฺพุชาตกํ สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๓๖. สุวรรณหังสชาดกชาดกถัดไป๑๓๘. โคธชาดก