อุภโตภัฏฐชาดก
ว่าด้วยผู้เสียหายหมดทุกอย่าง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๙ · บรรทัด ๙๑๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อกฺขี ภินฺนา ปโฏ นฏฺโ ดังนี้. ได้ยินว่า ในครั้งนั้นภิกษุทั้งหลาย พากันยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ขอนไม้ไหม้ไฟทั้งสองข้าง ท่ามกลางเปื้อนคูถ ไม่อำนวยประโยชน์สมเป็นไม้ในป่า ไม่อำนวยประโยชน์สมเป็นไม้ในบ้าน แม้ฉันใดเล่า พระเทวทัต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บวชแล้วในพระศาสนา อันประกอบด้วยธรรมเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์ เห็นปานนี้ ยังพลาดเสื่อมถอยจากประโยชน์ทั้งสองด้านเสียได้ คือเสื่อมถอยจากโภคะแห่งคฤหัสถ์ ทั้งไม่สามารถทำประโยชน์แห่งความเป็นสมณะให้บริบูรณ์ได้ พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น ที่เทวทัตพลาดจากประโยชน์ทั้งสองด้าน แม้ในอดีต ก็ได้เคยพลาดจากประโยชน์ทั้งสองด้านมาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องให้อดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดาในครั้งนั้น พวกพรานเบ็ด อยู่กันเป็นชุมนุม ณ หมู่บ้านตำบลหนึ่งครั้งนั้นพรานเบ็ดคนหนึ่ง ถือเบ็ดไปกับลูกชายรุ่นหนุ่ม ไปที่บึงซึ่งพวกพรานเบ็ดพากันจับปลาโดยปกติอยู่ แล้วลงเบ็ด เบ็ดติดที่ตอ ๆ หนึ่งใต้น้ำ พรานเบ็ดไม่สามารถจะดึงขึ้นมาได้ ก็คิดว่าเบ็ดคงติดปลาตัวใหญ่ เราต้องส่งลูกชายไปหาแม่ ให้ก่อการทะเลาะกับพวกคนใกล้เคียง เมื่อเป็นเช่นนี้ ใคร ๆ ก็จะไม่คอยจ้องจะเอาส่วนแบ่งจากปลาตัวนี้ แล้วบอกลูกชายว่า ไปเถิดลูก เจ้าจงไปบอกแม่ ถึงเรื่องที่เราได้ปลาตัวใหญ่ ให้แม่เขาก่อการทะเลาะวิวาทกับคนใกล้เคียงเสีย ครั้นเขาส่งลูกไปแล้ว เมื่อไม่อาจจะดึงเบ็ดมาได้ เกรงสายเบ็ดจะขาด จึงแก้ผ้าวางไว้บนบกโดดลงน้ำ เพราะอยากได้ปลา หาได้พิจารณาว่าจะเป็นปลาหรือไม่ จึงกระทบเข้ากับตอ นัยน์ตาแตกทั้งสองข้าง ผ้านุ่งที่วางไว้บนบกเล่า ขโมยก็ลักไปเสีย เขาเจ็บปวดเอามือกุมนัยน์ตาทั้งสองข้างไว้ ขึ้นจากน้ำ ซมซานหาผ้านุ่ง ฝ่ายว่าภรรยาของเขาคิดว่า เราจักก่อการทะเลาะ ทำให้ใคร ๆ ไม่จ้องขอส่วนแบ่งดังนี้แล้วเอาใบตาลประดับหูข้างหนึ่งเท่านั้น ตาข้างหนึ่งก็มอมเสียอุ้มลูกหมาใส่สะเอว เดินไปนั่งหัวบ้านท้ายบ้าน ครั้งนั้นหญิงเพื่อนกันคนหนึ่ง คะนองอย่างนี้ว่า เจ้าเอาใบตาลมาประดับที่หูข้างเดียวเท่านั้น ตาข้างหนึ่งก็มอมเสีย อุ้มลูกหมาใส่สะเอวปานประหนึ่งว่าเป็นลูกรัก เดินไปหัวบ้านท้ายบ้าน เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ ? นางกล่าวว่า ไม่ได้เป็นบ้า ก็เจ้ามาคำว่าเราโดยหาเหตุมิได้ บัดนี้เราจักพาเจ้าไปหานายอำเภอ ให้ปรับเจ้าเสียแปดกษาปณ์ ครั้นทะเลาะกันอย่างนี้แล้ว คนทั้งสองก็พากันไปยังที่ว่าการอำเภอ เมื่อนายอำเภอชำระข้อพิพาทของหญิงทั้งสองนั้น ก็ปรับหญิงผู้เป็นภรรยาของพรานเบ็ดซ้ำเข้าอีก คนทั้งหลายก็มัดนาง เร่งรัดว่า จงให้ค่าปรับ แล้วเริ่มเฆี่ยน รุกขเทวดาเห็นพฤติกรรมนี้ของนางในบ้าน และความฉิบหายของผัวนั้นในป่า ก็ยืนที่ค่าคบไม้ กล่าวว่า ดูก่อนเจ้าคนถ่อย การงานของเจ้าเสื่อมเสียหมดแล้ว ทั้งในน้ำ ทั้งบนบก เจ้าพลาดเสียแล้วจากประโยชน์ทั้งสองสถาน แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :"ตาของเจ้าก็แตก ผ้าของเจ้าก็หาย
ภรรยาของเจ้าก็ทะเลาะกับหญิงเพื่อนบ้าน การงานทั้งหลายเสียหายทั้งสองด้าน ทั้งในน้ำ ทั้งบนบก" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สขีเคเห จ ภณฺฑนํ ความว่าหญิงผู้เป็นสหายชื่อว่า เพื่อน ขยายความว่า เมียของเจ้าทำความร้าวฉาน ในเรือนของหญิงผู้เป็นสหายนั้น ถูกจับมัดเฆี่ยนลงทัณฑ์. บทว่า อุภโต ปทุฏฺา ความว่า การงานในฐานะทั้งสองของเจ้า เสียหาย ย่อยยับ อย่างนี้ทีเดียว. ถามว่า ในฐานะทั้งสองอย่างไหนบ้าง ? ตอบว่า ทั้งทางน้ำ และทั้งทางบก ได้แก่การงานในน้ำเสียหายเพราะนัยน์ตาแตก และผ้านุ่งถูกขโมยลัก การงานบนบกเสียหาย เพราะเมียทำความร้าวฉานกับเพื่อนบ้าน ถูกจับมัดเฆี่ยนลงทัณฑ์. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พรานเบ็ดในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต ส่วนรุกขเทวดาได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอุภโตภัตถชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๕๑–๕๕๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙. อุภโตภฏฺฐชาตกํ
อกฺขี ภินฺนา ปโฏ นฏฺโฐติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา กิร ธมฺมสภายํ ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส เสยฺยถาปิ นาม ฉวาลาตํ อุภโต ปทิตฺตํ มชฺเฌ คูธมกฺขิตํ เนวารญฺเญ กฏฺฐตฺถํ ผรติ น คาเม กฏฺฐตฺถํ ผรติ เอวเมว เทวทตฺโต เอวรูเป นิยฺยานิกสาสเน ปพฺพชิตฺวา อุภโต ปริภฏฺโฐ อุภโต ปริพาหิโร ชาโต คิหิโภคา จ ปริหีโน สามญฺญตฺถญฺจ น ปริปูเรตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว เทวทตฺโต อิทาเนว อุภโต ปริภฏฺโฐ อตีเตปิ อุภโต ปริภฏฺโฐ อโหสิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตทา เอกสฺมึ คามเก พาลิสิกา วสนฺติ ฯ อเถโก พาลิสิโก พลิสํ อาทาย ทหเรน ปุตฺเตน สทฺธึ ยสฺมึ โสพฺเภ ปกติยาปิ พาลิสิกา มจฺเฉ คณฺหนฺติ ตตฺเถว คนฺตฺวา พลิสํ ขิปิ ฯ พลิโส อุทกปฏิจฺฉนฺเน เอกสฺมึ ขาณุเก ลคฺคิ ฯ พาลิสิโก อากฑฺฒิตุํ อสกฺโกนฺโต จินฺเตสิ อยํ พลิโส มหามจฺเฉ ลคฺโค ภวิสฺสติ ปุตฺตกํ มาตุ สนฺติกํ เปเสตฺวา ปฏิวิสฺสเกหิ สทฺธึ กลหํ การาเปมิ เอวํ อิโต น โกจิ โกฏฺฐาสํ ปจฺจาสึสตีติ ฯ โส ปุตฺตํ อาห คจฺฉ ตาต อมฺเหหิ มหามจฺฉสฺส ลทฺธภาวํ มาตุ อาจิกฺขาหิ ปฏิวิสฺสเกหิ สทฺธึ กลหํ กโรหีติ วเทหีติ ฯ โส ปุตฺตํ เปเสตฺวา พลิสํ อากฑฺฒิตุํ อสกฺโกนฺโต รชฺชุจฺเฉทนภเยน อุตฺตริสาฏกํ ถเล ฐเปตฺวา อุทกํ โอตริตฺวา มจฺฉโลเภน มจฺฉํ อุปธาเรนฺโต ขาณุเกหิ ปหริตฺวา เทฺวปิ อกฺขีนิ ภินฺทิ ฯ ถเล ฐปิตํ สาฏกํปิสฺส โจโร หริ ฯ โส เวทนาปตฺโต หุตฺวา หตฺเถน อกฺขีนิ อุปฺปีฬยมาโน คเหตฺวา อุทกา อุตฺตริตฺวา กมฺปมาโน สาฏกํ ปริเยสติ ฯ สาปิสฺส ภริยา กลหํ กตฺวา กสฺสจิ อปจฺจาสึสนภาวํ กริสฺสามีติ เอกสฺมึเยว กณฺเณ ตาลปณฺณํ ปิลนฺธิตฺวา เอกํ อกฺขึ อุกฺขลิมสิยา อญฺชิตฺวา กุกฺกุรํ องฺเกนาทาย ปฏิวิสฺสกฆรํ อคมาสิ ฯ อถ นํ เอกา สหายิกา เอวมาห เอกสฺมึเยว เต กณฺเณ ตาลปณฺณํ ปิลนฺธิตํ เอกอกฺขิ อญฺชิตํ ปิยปุตฺตํ วิย กุกฺกุรํ องฺเกนาทาย ฆรโต ฆรํ คจฺฉสิ กึ อุมฺมตฺติกาสิ ชาตาติ ฯ นาหํ อุมฺมตฺติกา ตฺวํ ปน มํ อการเณน อกฺโกสสิ ปริภาสสิ อิทานิ ตํ คามโภชกสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อฏฺฐกหาปเณน ทณฺฑาเปสฺสามีติ ฯ เอวํ กลหํ กตฺวา อุโภปิ คามโภชกสฺส สนฺติกํ อคมํสุ ฯ ตาสํ กลเห วิโสธิยมาเน ตสฺสาเยว มตฺถเก ทณฺโฑ ปติ ฯ อถ นํ พนฺธิตฺวา ทณฺฑํ เทหีติ โปเถตุํ อารภึสุ ฯ รุกฺขเทวตา คาเม ตสฺสา อิมํ ปวุตฺตึ อรญฺเญ จสฺสา ปติโน ตํ พฺยสนํ ทิสฺวา ขนฺธนฺตเร ฐิตา โภ ปุริส ตุยฺหํ อุทเกปิ กมฺมนฺโต ปทุฏฺโฐ ถเลปิ อุภโต ภฏฺโฐสิ ชาโตติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
อกฺขี ภินฺนา ปโฏ นฏฺโฐ สขีเคเห จ ภณฺฑนํ
อุภโต ปทุฏฺฐา กมฺมนฺตา อุทกมฺหิ ถลมฺหิ จาติ ฯ
ตตฺถ สขีเคเห จ ภณฺฑนนฺติ สขี นาม สหายิกา ฯ ตสฺสา เคเห ตว ภริยาย ภณฺฑนํ กตํ ภณฺฑนํ กตฺวา พนฺธิตฺวา โปเถตฺวา ทณฺฑํ ทาปิยติ ฯ อุภโต ปทุฏฺฐาติ เอวํ ตว ทฺวีสุปิ ฐาเนสุ กมฺมนฺตา ปทุฏฺฐา ภินฺนาเยว ฯ กตเรสุ ทฺวีสุ ฯ อุทกมฺหิ ถลมฺหิ จาติ อกฺขิเภเทน ปฏนาเสน อุทเก กมฺมนฺตา ปทุฏฺฐา สขีเคเห ภณฺฑเนน ถเล กมฺมนฺตา ปทุฏฺฐาติ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา พาลิสิโก เทวทตฺโต อโหสิ รุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
อุภโตภฏฺฐชาตกํ นวมํ ฯ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗