ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กากชาดก
ชาดกที่ ๑๔๐ · เอกกนิบาตชาดก · อสัมปทานวรรค

กากชาดก

ว่าด้วยกาไม่มีมันเหลว

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๐ · บรรทัด ๙๒๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกากชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการประพฤติประโยชน์แก่พระประยูรญาติ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นิจฺจํ อุพฺพิคฺคหทยา ดังนี้. เรื่องในปัจจุบัน จักมีปรากฏในภัททสาลชาดก ทวาทสนิบาต. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกา อยู่มาวันหนึ่ง ปุโรหิตของพระราชา อาบน้ำในแม่น้ำนอกพระนครปะแป้ง แต่งกาย ประดับดอกไม้ นุ่งผ้าสมศักดิ์ศรี กำลังเดินเข้าพระนคร ที่ยอดเสาค่ายใกล้ประตูพระนคร กาสองตัวกำลังจับอยู่ ในสองตัวนั้น กาตัวหนึ่ง พูดกับอีกตัวหนึ่งว่า สหาย เราจักขี้รดหัวพราหมณ์นี้ อีกตัวหนึ่งค้านว่า เจ้าอย่านึกสนุกอย่างนั้นเลย พราหมณ์นี้เป็นคนใหญ่คนโต ขึ้นชื่อว่าการก่อเวรกับอิสสรชน ละก็ร้ายนัก เพราะแกโกรธขึ้นมาแล้วพึงทำกาแม้ทั้งหมดให้ฉิบหายได้ กาตัวนั้นพูดว่า เราไม่อาจยับยั้งเปลี่ยนใจได้เสียแล้ว อีกตัวหนึ่งกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เจ้าจักได้รู้ดอกแล้วบินหนีไป กาตัวหนึ่ง เวลาพราหมณ์ลอดส่วนล่างแห่งเสาค่ายก็ทำเป็นย่อตัวลงขี้รดหัวพราหมณ์นั้น พราหมณ์โกรธ ผูกเวรในฝูงกา. ครั้งนั้น หญิงทาสีรับจ้าซ้อมข้าวคนหนึ่ง เอาข้าวเปลือกผึ่งแดดไว้ที่ประตูเรือน นั่งคอยเฝ้าอยู่นั่นแล หลับไป แพะขนยาวตัวหนึ่งรู้ว่าหญิงนั้นประมาท มากินข้าวเปลือกเสีย นางตื่นขึ้นเห็นมันก็ไล่ไป แพะแอบมากินข้าวเปลือกในเวลาที่นางหลับอย่างนั้นนั่นเหละ สอง-สามครั้ง แม้นางก็ไล่มันไป ทั้งสามครั้งแล้วคิดว่า เมื่อมันกินบ่อยครั้ง จักกินข้าวเปลือกไปตั้งครึ่งจำนวนเราต้องเข้าเนื้อไปมากมาย คราวนี้ต้องทำไม่ให้มันมาได้อีกนางจึงถือได้นั่งทำเป็นหลับ เมื่อแพะเข้ามากินข้าวเปลือก ก็ลุกขึ้นขว้างแพะด้วยไต้ ขนแพะก็ติดไฟ เมื่อร่างกายถูกไฟไหม้มันคิดจักให้ไฟดับ จึงวิ่งไปโดยเร็ว เอาตัวสีที่กระท่อมหญ้าแห่งหนึ่งใกล้โรงช้าง กระท่อมนั้นก็ลุกโพลงไป เปลวไฟที่เกิดจากกระท่อมนั้น ลามไปติดโรงช้าง เมื่อโรงช้างไหม้ หลังช้างก็พลอยไหม้ไปด้วย ช้างจำนวนมาก ต่างมีตัวเป็นแผลไปตาม ๆ กันพวกหมอไม่สามารถจะรักษาให้หายได้ พากันกราบทูลพระราชาพระราชาจึงตรัสกับปุโรหิตว่า ท่านอาจารย์ หมอช้างหมดฝีมือที่จะรักษาฝูงช้าง ท่านพอจะรู้จักยาอะไร ๆ บ้างหรือ ? ปุโรหิตกราบทูลว่า ข้าพระองค์กราบเกล้า ฯ อยู่พระเจ้าข้ารับสั่งถามว่า ได้อะไรถึงจะควร ? กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้าต้องได้น้ำมันกาพระเจ้าข้า รับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงสั่งให้คนฆ่ามา เอาน้ำมันมาเถิด จำเดิมแต่นั้น คนทั้งหลายก็พากันฆ่ากา ไม่ได้น้ำมัน ก็ทิ้งสุมไว้เป็นกอง ๆ ในที่นั้น ๆ ภัยอย่างใหญ่หลวงเกิดแก่ฝูงกาแล้ว. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ มีฝูงกาแปดหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ในป่าช้าใหญ่ มีกาตัวหนึ่งมาบอกแก่พระโพธิสัตว์ ถึงภัยที่เกิดแก่ฝูงกา พระโพธิสัตว์ดำริว่า ยกเว้นเราเสียแล้ว ผู้อื่นที่จะสามารถบำบัดภัยที่กำลังเกิดขึ้นแก่หมู่ญาติของเราได้ไม่มีเลย เราต้องบำบัดภัยนั้น แล้วรำลึกถึงบารมี ๑๐ ประการกระทำเมตตาบารมีให้เป็นเบื้องหน้า บินรวดเดียวเท่านั้น เข้าไปในช่องพระแกลใหญ่ที่เปิดไว้ เข้าไปซุกอยู่ภายใต้พระราชอาสน์ครั้งนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่ง ทำท่าจะจับพระโพธิสัตว์ พระราชาตรัสห้ามว่า มันเข้ามาหาที่พึ่ง อย่าจับมันเลย พระมหาสัตว์พักหน่อยหนึ่ง แล้วรำลึกถึงพระบารมี ออกจากใต้อาสนะ กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ธรรมดาพระราชา ต้องไม่ลุอำนาจอคติ มีฉันทาคติเป็นต้นจึงจะชอบ กรรมใด ๆ ที่จะต้องกระทำ กรรมนั้น ๆ ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วกระทำ จึงจะชอบ อนึ่ง กรรมใดที่จะกระทำ ต้องได้ผล กรรมนั้นเท่านั้นจึงจะควรกระทำ นอกนี้ไม่ควรการทำ ก็ถ้าพระราชาทั้งหลายมาทรงกระทำกรรมที่ทำไปไม่สำเร็จผลเลยอยู่ไซร้ มหาภัยมีมรณภัยเป็นที่สุด ย่อมบังเกิดแก่มหาชน ปุโรหิตตกอยู่ในอำนาจของการจองเวร ได้กราบทูลเท็จ ขึ้นชื่อว่า มันเหลวของฝูงกาไม่มีเลย พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว มีพระทัยเลื่อมใสให้พระโพธิสัตว์เกาะบนตั่งอันแพรวพราวด้วยทองคำ ให้คนทาช่วงปีกด้วยน้ำมันที่หุงแล้วได้แสนครั้ง ให้บริโภคอาหารที่สะอาดสมควรเป็นพระกระยาหาร ให้ดื่มน้ำ พอพระมหาสัตว์สบายหายความเหน็ดเหนื่อยแล้ว จึงได้ตรัสคำนี้ว่า พ่อบัณฑิต เธอกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่ามันเหลวของฝูงกา ไม่มี ด้วยเหตุไรเล่า มันเหลวของฝูงกาจึงไม่มี พระโพธิสัตว์เมื่อจะกราบทูลชี้แจงว่า ด้วยเหตุนี้ ๆพระเจ้าข้า กระทำพระราชวังทั้งสิ้นให้เป็นเสียงเดียวกัน แสดงธรรม กล่าวคาถานี้ ความว่า :"ฝูงกามีใจหวาดสะดุ้งเป็นนิตย์ ชอบเบียดเบียนชาวโลกทั้งมวล เหตุนั้น มันเหลวของฝูงกาผู้เป็นญาติของข้าพระองค์เหล่านั้นจึงไม่มี" ดังนี้. ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ :- ข้าแต่มหาราชเจ้าธรรมดาฝูงกามีใจสะดุ้ง คือคอยแต่หวาดกลัวอยู่เป็นนิจทีเดียว. บทว่า สพฺพโลกวิเหสกา ความว่า กาทั้งหลายชอบเที่ยวเบียดเบียน ข่มเหง มนุษย์ที่เป็นใหญ่มีกษัตริย์เป็นต้นบ้างหญิงชายทั่วไปบ้าง เด็กชายเด็กหญิงเป็นต้นบ้าง เหตุนั้น คือด้วยเหตุสองประการนี้ ขึ้นชื่อว่ามันเหลวของฝูงกาผู้เป็นญาติของข้าพระองค์เหล่านั้นจึงไม่มี แม้ในอดีตก็ไม่เคยมี แม้ในอนาคต ก็จักไม่มี. พระโพธิสัตว์ เปิดเผยเหตุนี้ด้วยประการฉะนี้ แล้วทูลเตือนพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดาพระราชามิได้ทรงพิจารณาใคร่ครวญแล้ว ไม่พึงปฏิบัติพระราชกิจ พระราชาทรงพอพระทัย บูชาพระโพธิสัตว์ด้วยราชสมบัติ พระโพธิสัตว์ถวายราชสมบัติคืนแด่พระราชาดังเดิม ให้พระราชาดำรงอยู่ในเบญจศีล ทูลขอพระราชทานอภัยแก่สัตว์ทั้งปวง พระราชาทรงสดับธรรมเทศนาแล้ว โปรดพระราชทานอภัยแก่สรรพสัตว์ทรงตั้ง นิพัทธทาน (ทานที่ให้ประจำ) แก่ฝูงกา ให้หุงข้าวประมาณวันละหนึ่งถัง คลุกด้วยของที่มีรสเลิศต่าง ๆ พระราชทานแก่กาทุก ๆ วัน ส่วนพระมหาสัตว์ ได้รับพระราชทานพระกระยาหารทีเดียว. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้นได้มาเป็นอานนท์ ส่วนพระยากา ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถากากชาดกที่ ๑๐รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. อสัมปทานชาดก ๒. ปัญจภีรุกชาดก ๓. ฆตาสนชาดก๔. ฌาณโสธนชาดก ๕. จันทาภชาดก ๖. สุวัณณหังสชาดก๗. พัพพุชาดก ๘. โคธชาดก ๙. อุภโตภัตถชาดก ๑๐. กากชาดกจบ อสัมปทานวรรคที่ ๑๔๑๕. กกัณฏกวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๕๕–๕๖๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

10. Kākajātakaṃ

niccaṃ ubbiggahadayāti idaṃ satthā jetavane viharanto ñātatthacariyaṃ ārabbha kathesi. Paccuppannavatthuṃ dvādasanipāte bhaddasālajātake āvibhavissati.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto kākayoniyaṃ nibbatti. Athekadivasaṃ rañño purohito bahinagare nadiyaṃ nhāyitvā gandhehi vilimpetvā mālaṃ pilandhitvā varavatthanivattho nagaraṃ pavisati. Nagaradvāratoraṇagge dve kākā nisinnā honti. Tesu eko ekaṃ āha samma ahaṃ imassa brāhmaṇassa matthake sarīravalañjaṃ pātessāmīti. Itaro mā te evaṃ ruci ayaṃ brāhmaṇo issaro issarajanena saddhiṃ veraṃ nāma pāpakaṃ ayañhi kuddho sabbepi kāke vināseyyāti. Na sakkā taṃ mayā na pātetunti. Tenahi paññāyissasīti vatvā itaro kāko palāyi. So toraṇassa heṭṭhābhāgaṃ sampatte brāhmaṇe olambakaṃ dhārento viya tassa matthake vaccaṃ pātesi. Brāhmaṇo kujjhitvā kākesu veraṃ bandhi.

Tasmiṃ kāle ekā bhatiyā vīhikoṭṭikadāsī vīhī gehadvāre ātape paṭṭharitvā rakkhantī nisinnāva niddaṃ okkami . Tassā pamādaṃ ñatvā eko dīghalomako eḷako āgantvā vīhī khādi. Sā pabujjhitvā taṃ disvā palāpesi. Eḷako dutiyampi tatiyampi tassā tatheva niddāyanakāle āgantvā vīhī khādi. Sāpi naṃ tikkhattuṃ palāpetvā cintesi punappunaṃ khādanto upaḍḍhavīhiṃ khādissati bahu me chedo bhavissati idānissa puna anāgamanakāraṇaṃ karissāmīti. Sā alātaṃ gahetvā niddāyamānā viya nisīditvā vīhī khādanatthāya eḷake sampatte uṭṭhāya alātena eḷakaṃ pahari. Lomāni aggiṃ gaṇhiṃsu. So sarīre jhāyante aggiṃ nibbāpessāmīti vegena gantvā hatthisālāya samīpe ekissā tiṇakuṭiyā sarīraṃ ghaṃsi. Sā pajjali. Tato uṭṭhitajālā hatthisālaṃ gaṇhi. Hatthisālāsu jhāyantīsu hatthipiṭṭhāni jhāyiṃsu. Bahū hatthī vaṇitasarīrā Ahesuṃ. Vejjā hatthī aroge kātuṃ asakkontā rañño ārocesuṃ. Rājā purohitaṃ āha ācariya hatthivejjā hatthī tikicchituṃ na sakkonti api kiñci bhesajjaṃ jānāsīti. Jānāmi mahārājāti. Kiṃ laddhuṃ vaṭṭatīti. Kākavasā mahārājāti. Tenahi kāke māretvā vasaṃ āharathāti āha. Tato paṭṭhāya kāke māretvā vasaṃ alabhitvā tattha tattheva rāsiṃ karonta. Kākānaṃ mahābhayaṃ uppannaṃ.

Tadā bodhisatto asītisahassakākaparivāro mahāsusāne vasati. Eko kāko āgantvā kākānaṃ uppannaṃ bhayaṃ bodhisattassa ārocesi. So cintesi ṭhapetvā maṃ añño mayhaṃ ñātakānaṃ uppannaṃ bhayaṃ harituṃ samattho natthi harissāmi nanti dasa pāramiyo āvajjetvā mettāpāramiṃ purecārikaṃ katvā ekavegeneva pakkhanditvā vivaṭamahāvātapāne pavisitvā rañño āsanassa heṭṭhā pāvisi. Atha naṃ eko manusso gahetukāmo ahosi. Rājā saraṇaṃ paviṭṭho mā gaṇhīti vāresi. Mahāsatto thokaṃ vissamitvā mettāpāramiṃ āvajjetvā heṭṭhāsanā nikkhamitvā rājānaṃ āha mahārāja raññā nāma chandādivasena agantvā rajjaṃ kāretuṃ vaṭṭati yaṃ yaṃ kammaṃ kattabbaṃ hoti sabbaṃ nisamma upadhāretvā kātuṃ vaṭṭati yañca kariyamānaṃ nippajjati tadeva kātuṃ vaṭṭati na itaraṃ sace hi rājāno kariyamānaṃ na nippajjati taṃ karonti mahājanassa maraṇabhayapariyosānaṃ mahābhayaṃ uppajjati purohito veravasiko hutvā Musāvādaṃ abhāsi kākānaṃ vasā nāma natthīti. Taṃ sutvā rājā pasannacitto bodhisattaṃ kāñcanabhaddapīṭhe nisīdāpetvā tattha nisinnassa pakkhantarāni satapākasahassapākatelehi makkhāpetvā kāñcanataṭṭake rājārahaṃ sucibhojanaṃ bhojāpetvā pānīyaṃ pāyetvā suhitaṃ vigatadarakaṃ mahāsattaṃ etadavoca paṇḍita tvaṃ kākānaṃ vasā nāma natthīti vadesi kena kāraṇena nesaṃ vasā natthīti. Bodhisatto iminā ca iminā ca kāraṇenāti sakalanivesanaṃ ekasaddaṃ katvā dhammaṃ desento imaṃ gāthamāha

niccaṃ ubbiggahadayā sabbalokavihesakā

tasmā nesaṃ vasā natthi kākānamhāka ñātinanti.

Tatrāyaṃ saṅkhepattho mahārāja kākā nāma niccaṃ ubbiggamānasā bhayappattāva viharanti. Sabbalokavihesakāti khattiyādayo manussepi itthīpurisepi kumārakumārikādayopi viheṭhentā kilamantā vicaranti tasmā imehi dvīhi kāraṇehi nesaṃ amhākaṃ ñātīnaṃ kākānaṃ vasā nāma natthi atītepi abhūtapubbā anāgatepi na bhavissantīti.

Evaṃ mahāsatto imaṃ kāraṇaṃ uttānaṃ katvā mahārāja raññā nāma anisamma anupadhāretvā kammaṃ na kattabbanti rājānaṃ pabodhesi. Rājā tussitvā bodhisattaṃ rajjena pūjesi. Bodhisatto tassa rajjaṃ raññoyeva paṭidatvā rājānaṃ pañcasu sīlesu patiṭṭhāpetvā Sabbasattānaṃ abhayaṃ yāci. Rājā dhammadesanaṃ sutvā sabbasattānaṃ abhayaṃ datvā kākānaṃ nibaddhadānaṃ paṭṭhapetvā divase divase taṇḍulambanassa bhattaṃ pacitvā nānaggarasehi omadditvā kākānaṃ dānaṃ dīyati. Mahāsattassa pana rājarodhanameva dīyittha.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā bārāṇasīrājā ānando ahosi kākarājā pana ahamevāti.

Kākajātakaṃ dasamaṃ.

Asampadānavaggo cuddasamo.

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๓๙. อุภโตภัฏฐชาดกชาดกถัดไป๑๔๑. โคธชาดก