วิโรจนชาดก
ว่าด้วยผู้ถูกเยาะเย้ย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๓ · บรรทัด ๙๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารชื่อว่าเวฬุวันทรงปรารภความที่พระเทวทัตแสดงท่าทางอย่างพระสุคต อยู่ในคยาสีสประเทศ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ลสี จเต นิปฺผลิตา ดังนี้. ความพิสดารว่า พระเทวทัตมีฌาณเสื่อมแล้ว ก็พลอยเสื่อมจากลาภสักการะไปด้วย คิดว่า ยังมีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง ดังนี้แล้วกราบทูลขอวัตถุ ๕ ประการกะพระศาสดา เมื่อไม่ได้ก็ชวนภิกษุ๕๐๐ รูป ผู้เป็นสัทธิวิหาริกของพระอัครสาวกทั้งสอง ซึ่งบวชได้ไม่นาน ยังไม่ฉลาดในพระธรรมวินัย ไปสู่คยาสีสประเทศแยกหมู่กระทำสังฆกรรม แผนกหนึ่งในสีมาเดียวกัน พระศาสดาทรงทราบเวลาที่ความรู้ของภิกษุเหล่านั้นแก่กล้า ทรงส่งพระอัครสาวกทั้งสองไป พระเทวทัตเห็นพระอัครสาวกทั้งสองแล้วดีใจ คิดว่า เมื่อเราแสดงธรรมตลอดคืน จักทำทีท่าอย่างพระพุทธเจ้า ดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดงท่าทางอย่างพระสุคต จึงกล่าวว่าท่านสารีบุตร ภิกษุสงฆ์ยังไม่ง่วงเหงาหาวนอน ธรรมิกถาจงอาศัยท่านแจ่มกระจ่างแก่ภิกษุทั้งหลายเถิด เราเมื่อยหลังนักจักขอเหยียดหลังสักหน่อย แล้วเข้านอน พระอัครสาวกทั้งสองแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น ให้ตื่นทั่วกันด้วยมรรคผลทั้งหลายแล้วพากันกลับมาสู่พระเวฬุวันวิหารทั้งหมดทีเดียว พระโกกาลิกะเห็นวิหารว่าง จึงไปสู่สำนักพระเทวทัต พูดว่า ท่านเทวทัตอัครสาวกทั้งสองของท่านทำลายบริษัทของท่านเสียแล้ว ไปกันหมดจนวิหารว่าง ส่วนท่านยังมัวนอนหลับอยู่อีก แล้วกระตุกผ้าห่มพระเทวทัตออก เอาส้นกระทืบลงไปที่ตรงหัวใจ เหมือนตอกตะปูที่ฝาเรือน ทันใดนั้นเองเลือดก็ทะลักออกจากปากของพระเทวทัต ต่อจากนั้น พระเทวทัตก็เป็นไข้ พระศาสดาตรัสถามพระเถระว่า สารีบุตร เวลาที่เธอพากันไป เทวทัต ทำอะไร ? พระเถระเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัตเห็นข้าพระองค์ทั้งสองแล้ว คิดจักกระทำลีลาอย่างพระองค์เมื่อแสดงท่าทางอย่างพระสุคต เลยถึงความพินาศใหญ่หลวงพระศาสดาตรัสว่า ก่อนสารีบุตร มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เทวทัตทำตามอย่างเราแล้วถึงความพินาศ แม้ในครั้งก่อนก็เคยถึงความพินาศมาแล้วเหมือนกัน พระเถระเจ้ากราบทูลอาราธนาจึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นไกรษรสีหราชอาศัยอยู่ในถ้ำทอง ในประเทศหิมพานต์ วันหนึ่งออกจากถ้ำทองสะบัดกาย มองดูทิศทั้งสี่ บรรลือสีหนาท แล้วเหยาะย่างออกหาอาหาร ฆ่ากระบือใหญ่กินเนื้อแล้ว ลงสู่สระดื่มน้ำมีสีเหมือนแก้วมณีเต็มท้องแล้ว มุ่งเดินไปสู่ถ้ำ ครั้งนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวขวนขวายหาเหยื่อ เผชิญหน้ากับราชสีห์เข้าทันที ไม่อาจจะหลีกหนีได้ทัน ก็เลยนอนหมอบลงแทบเท้า เบื้องหน้าราชสีห์เมื่อราชสีห์ทักว่า อะไรหรือ เจ้าจิ้งจอก ? ก็บอกว่า ข้าแต่นายข้าพเจ้ามาหมายจะรับใช้ท่าน ราชสีห์กล่าวว่า ดีแล้วมาเถิดจงรับใช้เราเถิด เราจักให้เจ้าได้กินเนื้อดี ๆ แล้วพาสุนัขจิ้งจอกไปสู่ถ้ำทอง จำเดิมแต่นั้นมา สุนัขจิ้งจอกก็กินเดนราชสีห์ ล่วงมาได้สอง-สามวัน ก็มีร่างกายอ้วนพี ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ราชสีห์นอนอยู่ในถ้ำ บอกมันว่า ไปซี เจ้าจิ้งจอก เจ้าขึ้นไปยืนบนยอดเขา อยากจะกินเนื้อของสัตว์ใด ในบรรดาช้าง ม้า กระบือเป็นต้น ที่ท่องเที่ยวอยู่ที่เชิงเขา จงมองหาสัตว์นั้น แล้วมาบอกเราว่า ข้าพเจ้าอยากกินเนื้อสัตว์อย่างโน้น แล้วจงบอกว่า นายท่านจงแผดเสียงเถิด ดังนี้แล้ว เราจักฆ่าสัตว์นั้น กินเนื้ออร่อย ๆแล้วแบ่งให้เจ้าบ้าง สุนัขจิ้งจอกจึงขึ้นไปสู่ยอดเขา มองดูฝูงมฤคนานาชนิด ครั้นนึกอยากกินเนื้อของสัตว์ชนิดใด ก็เข้าไปสู่ถ้ำทองบอกสัตว์นั้นแก่ราชสีห์ แล้วหมอบลงแทบเท้า กล่าวว่า นายขอรับเชิญท่านแผดเสียงเถิด ราชสีห์วิ่งไปโดยเร็ว ถ้าแม้เป็นช้างตกมันก็ฆ่าให้ตายตรงนั้น ตนเองกินเนื้อดี ๆ บ้าง ให้สุนัขจิ้งจอกบ้างสุนัขจิ้งจอกกินเนื้อจนอิ่มท้องแล้ว เข้าถ้ำนอนหลับ. ครั้นเวลาล่วงนานผ่านไป สุนัขจิ้งจอก ก็ชักกำเริบเกิดมานะว่า แม้ตัวเราก็เป็นสัตว์ ๔ เท้าเหมือนกัน เหตุไรจะต้องให้ผู้อื่นเขาช่วยเลี้ยงอยู่ทุก ๆ วันเล่า นับแต่นี้ไป เราจักฆ่าช้างเป็นต้นกินเนื้อ แม้แต่ราชสีห์ผู้เป็นมฤคราช อาศัยข้อที่เรากล่าวว่า นายขอรับ เชิญท่านแผดเสียงเถิด ดังนี้เท่านั้น ก็ฆ่าช้างทั้งหลายได้ เราต้องให้ราชสีห์พูดกะเราบ้างว่า จิ้งจอกเอ๋ย เชิญแผดเสียงเถิด ดังนี้ ก็จักฆ่าช้างตัวหนึ่งกินเนื้อได้ มันเข้าไปหาราชสีห์แล้วกล่าวดังนี้ว่า นายขอรับ ข้าพเจ้ากินเนื้อช้างพลายที่ท่านฆ่าตายมานานแล้ว ข้าพเจ้าก็อยากจะฆ่าช้างตัวหนึ่งกินเนื้อมันบ้าง เหตุนั้น ข้าพเจ้าต้องขอนอนในถ้ำทอง บนที่ที่ท่านนอนท่านช่วยดูช้างพลายที่ท่องเที่ยว ณ เชิงเขาแล้วมาสู่สำนักข้าพเจ้า บอกว่า จิ้งจอกเอ๋ย เชิญแผดเสียงเถิด ขอเพียงเท่านี้แหละ ท่านอย่าได้หวงแหนเลย ครั้งนั้นราชสีห์บอกมันว่า จิ้งจอกเอ๋ย เจ้าไม่สามารถจะฆ่าช้างได้ดอก ขึ้นชื่อว่า หมาจิ้งจอกที่บังเกิดในสกุลสีหะ สามารถฆ่าช้างกินเนื้อได้ไม่มีเลยในโลกเจ้าอย่าชอบใจอย่างนี้เลย อยู่คอยกินเนื้อช้างที่เราฆ่าแล้วไปถ่ายเดียวเถิด ถึงแม้ราชสีห์จะกล่าวชี้แจงอย่างนี้ มันก็ไม่ล้มความตั้งใจ คงเซ้าซี้อยู่นั่นเอง ราชสีห์เมื่อไม่อาจห้ามมันได้ ก็รับคำ กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงไปที่อยู่ของเรา นอนคอยเถิดให้จิ้งจอกนอนในถ้ำทอง ตนเองคอยดูช้างซับมันอยู่ที่เชิงเขาแล้วไปที่ประตูถ้ำบอกว่า จิ้งจอกเอ๋ย เชิญแผดเสียงเถิด สุนัขจิ้งจอก ออกจากถ้ำทอง สะบัดกาย มองสี่ทิศ หอน ๓ คาบ คิดว่าเราต้องกระโดดลงตรงกระพองช้างซับมัน พลาดไปตกที่ใกล้เท้าช้าง ช้างยกเท้าขวาขึ้นเหยียบหัวมัน กระโหลกศีรษะแตกแหลกเป็นจุณ ทีนั้นช้างก็เอาเท้าคลึงร่างของมันทำเป็นกองไว้ขี้รดข้างบนแล้ว ร้องก้องโกญจนาทเข้าป่าไป พระโพธิสัตว์เห็นความเป็นไปนี้ กล่าวว่า จิ้งจอกเอ๋ย คราวนี้ เชิญเจ้าแผดเสียงไปเถิด ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า "มันสมองของเจ้าไหลออกแล้ว กระหม่อมของเจ้าก็ถูกทำลายแล้ว ซี่โครงของเจ้า
หักพังไปหมดแล้ว วันนี้เจ้าช่างรุ่งเรืองแท้" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลสิ แปลว่า มันสมอง. บทว่า นิปฺผลิตา แปลว่า ไหลออกแล้ว. พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้แล้ว ดำรงอยู่ตลอดอายุ แล้วไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า หมาจิ้งจอกในครั้งนั้นได้มาเป็น เทวทัต ส่วนราชสีห์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาวิโรจนชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๖๙–๕๗๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๓. วิโรจนชาตกํ
ลสี จ เต นิปฺผลิตาติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺเตน คยาสีเส สุคตาลยสฺส ทสฺสิตภาวํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เทวทตฺโต หิ ปริหีนชฺฌาโน ลาภสกฺการา ปริหีโน อตฺเถโก อุปาโยติ จินฺเตตฺวา สตฺถารํ ปญฺจ วตฺถูนิ ยาจิตฺวา อลภมาโน ทฺวินฺนํ อคฺคสาวกานํ สทฺธิวิหาริเก อธุนา ปพฺพชิเต ธมฺมวินยมฺหิ อโกวิเท ปญฺจสเต ภิกฺขู คเหตฺวา คยาสีสํ คนฺตฺวา สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา เอกสีมายํ อาเวณิกํ สงฺฆกมฺมํ อกาสิ ฯ สตฺถา เตสํ ภิกฺขูนํ ญาณปริปากกาลํ ญตฺวา เทฺว อคฺคสาวเก เปเสสิ ฯ เต ทิสฺวา เทวทตฺโต ตุฏฺฐมานโส รตฺตึ ธมฺมํ เทสยมาโน พุทฺธลีฬฺหํ กริสฺสามีติ สุคตาลยํ ทสฺเสนฺโต วิคตถีนมิทฺโธ โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุสงฺโฆ ปฏิภาตุ ตํ ภิกฺขูนํ ธมฺมีกถา ปิฏฺฐิ เม อาคิลายติ ตมหํ อายมิสฺสามีติ วตฺวา นิทฺทํ อุปคโต ฯ เทฺว อคฺคสาวกา เตสํ ภิกฺขูนํ ธมฺมํ เทเสตฺวา มคฺคผเลหิ ปโพเธตฺวา สพฺเพ อาทาย เวฬุวนเมว ปจฺจาคมึสุ ฯ โกกาลิโก วิหารํ ตุจฺฉํ ทิสฺวา เทวทตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อาวุโส เทวทตฺต ปริสนฺเต ภินฺทิตฺวา เทฺว อคฺคสาวกา วิหารํ ตุจฺฉํ กตฺวา คตา ตฺวํ ปน นิทฺทายสิเยวาติ วตฺวา อุตฺตราสงฺคมสฺส อปเนตฺวา ภิตฺติยํ ปิฏฺฐิกณฺฏกํ ผุสนฺโต วิย ปญฺหิกาย นํ หทเย ปหริ ฯ ตาวเทวสฺส มุขโต โลหิตํ อุคฺคญฺฉิ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย คิลาโน อโหสิ ฯ สตฺถา เถรํ ปุจฺฉิ สารีปุตฺต ตุมฺหากํ คตกาเล เทวทตฺโต กึ อกาสีติ ฯ ภนฺเต เทวทตฺโต อมฺเห ทิสฺวา พุทฺธลีฬฺหํ กริสฺสามีติ สุคตาลยํ ทสฺเสนฺโต มหาวินาสํ ปตฺโตติ ฯ สตฺถา น โข สารีปุตฺต เทวทตฺโต อิทาเนว มม อนุภโรนฺโต วินาสํ ปตฺโต ปุพฺเพปิ ปตฺโตเยวาติ วตฺวา เถเรน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เกสรสีโห หุตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส กาญฺจนคุหายํ วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ กาญฺจนคุหาย นิกฺขมิตฺวา วิชมฺภิตฺวา จตุทฺทิสํ โอโลเกตฺวา สีหนาทํ นทิตฺวา โคจราย ปกฺกมนฺโต มหามหิสํ วธิตฺวาว มํสํ ขาทิตฺวา เอกํ สรํ โอตริตฺวา มณิวณฺณสฺส อุทกสฺส กุจฺฉึ ปูเรตฺวา คุหํ สนฺธาย ปายาสิ ฯ อเถโก สิคาโล โคจรปฺปสุโต สหสาว สีหํ ทิสฺวา ปลายิตุํ อสกฺโกนฺโต สีหสฺส ปุรโต ปาเทสุ ปติตฺวา นิปชฺชติ กึ ชมฺพุกาติ วุตฺเต อหํ เต สามิ ปาเท อุปฏฺฐาตุกาโมมฺหีติ อาห ฯ สีโห สาธุ เอหิ มํ อุปฏฺฐห วรมํสานิ ตํ ขาทาเปสฺสามีติ วตฺวา สิคาลํ อาทาย กาญฺจนคุหํ อคมาสิ ฯ สิคาโล ตโต ปฏฺฐาย สีหวิฆาสํ ขาทติ ฯ โส กติปาหจฺจเยน ถุลฺลสรีโร อโหสิ ฯ อถ นํ เอกทิวสํ คุหายํ นิปนฺนโกว สีโห อาห คจฺฉ ชมฺพุก ตฺวํ ปพฺพตสิขเร ฐตฺวา ปพฺพตปาเท สญฺจรนฺเตสุ หตฺถิอสฺสมหิสาทีสุ ยสฺส มํสํ ขาทิตุกาโมสิ ตํ โอโลเกตฺวา อาคนฺตฺวา อสุกมํสํ ขาทิตุกาโมมฺหีติ วตฺวา วิโรจ สามีติ วเทหิ อหํ ตํ วธิตฺวา มธุรมํสํ ขาทิตฺวา ตุยฺหมฺปิ ทสฺสามีติ ฯ สิคาโล ปพฺพตสิขรํ อภิรุหิตฺวา นานปฺปกาเร มิเค โอโลเกตฺวา ยสฺเสว มํสํ ขาทิตุกาโม อโหสิ กาญฺจนคุหํ ปวิสิตฺวา ตเมว สีหสฺส อาโรเจตฺวา ปาเทสุ ปติตฺวา วิโรจ สามีติ วทติ ฯ สีโห เวเคน ปกฺขนฺทิตฺวา สเจปิ มตฺตวรวารโณ อโหสิ ตตฺเถว นํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา สยํปิ วรมํสํ ขาทติ สิคาลสฺสาปิ เทติ ฯ สิคาโล กุจฺฉิปูรํ มํสํ ขาทิตฺวา คุหํ ปวิสิตฺวา นิทฺทายติ ฯ
โส คจฺฉนฺเต กาเล มานํ วฑฺเฒติ อหมฺปิ จตุปฺปโทว กึการณา ทิวเส ทิวเส ปเรหิ โปสิยมาโน วิหรามิ อิโต ปฏฺฐาย อหมฺปิ หตฺถิอาทโย ปหริตฺวา มํสํ ขาทิสฺสามิ สีโหปิ มิคราชา วิโรจ สามีติ วุตฺตเมว ปทํ นิสฺสาย วารเณ วเธสิ อหํ สีเหน วิโรจ ชมฺพุกาติ มํ วทาเปตฺวา เอกํ วรวารณํ วธิตฺวา มํสํ ขาทิสฺสามีติ ฯ โส สีหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตทโวจ สามิ มยา ทีฆรตฺตํ ตุมฺเหหิ วธิตวรวารณานํ มํสํ ขาทิตํ อหมฺปิ เอกํ วารณํ ปหริตฺวา มํสํ ขาทิตุกาโม ตสฺมา ตุมฺเหหิ นิปนฺนฏฺฐาเน กาญฺจนคุหายํ นิปชฺชิสฺสามิ ตุมฺเห ปพฺพตปาเท วิจรนฺตํ วรวารณํ โอโลเกตฺวา มม สนฺติกํ อาคนฺตฺวา วิโรจ ชมฺพุกาติ วเทถ เอตฺตกมตฺตมฺปิ มจฺเฉรํ มา กริตฺถาติ ฯ อถ นํ สีโห อาห น ตฺวํ ชมฺพุก วารเณ วธิตุํ สมตฺโถ สีหกุเล อุปฺปนฺโน วารณํ ปหริตฺวา มํสํ ขาทนสมตฺโถ สิคาโล นาม โลเก นตฺถิ มา เต เอวํ รุจฺจิ มยา วธิตวรวารณานญฺเญว มํสํ ขาทิตฺวา วสสฺสูติ ฯ โส เอวํ วุตฺโตปิ โอรมิตุํ น อิจฺฉิ ปุนปฺปุนํ ยาจิเยว ฯ สีโห ตํ นิวาเรตุํ อสกฺโกนฺโต สมฺปฏิจฺฉิตฺวา เตนหิ มม วสนฏฺฐานํ ปวิสิตฺวา นิปชฺชาติ ชมฺพุกํ กาญฺจนคุหายํ นิปชฺชาเปตฺวา สยํ ปพฺพตปาเท มตฺตวรวารณํ โอโลเกตฺวา คุหาทฺวารํ คนฺตฺวา วิโรจ ชมฺพุกาติ อาห ฯ สิคาโล กาญฺจนคุหาย นิกฺขมิตฺวา วิชมฺภิตฺวา จตุทฺทิสํ โอโลเกตฺวา ติกฺขตฺตุํ วสฺสิตฺวา มตฺตวารณสฺส กุมฺเภ ปติสฺสามีติ วิรชฺฌิตฺวา ปาทมูเล ปติ ฯ วารโณ ทกฺขิณปาทํ อุกฺขิปิตฺวา ตสฺส สีสํ อกฺกมิ ฯ สีสฏฺฐีนิ จุณฺณวิจุณฺณานิ อเหสุํ ฯ อถสฺส สรีรํ วารโณ ปาเทน ฆํสิตฺวา ราสึ กตฺวา อุปริ ลณฺฑํ ปาเตตฺวา โกญฺจนาทํ นทนฺโต อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ โพธิสตฺโต อิมํ ปวุตฺตึ ทิสฺวา อิทานิ วิโรจ ชมฺพุกาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
ลสี จ เต นิปฺผลิตา มตฺถโก จ ปผาลิโต
สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา อชฺช โข ตฺวํ วิโรจสีติ ฯ
ตตฺถ ลสีติ มตฺถลุงฺคํ ฯ นิปฺผลิตาติ นิกฺขนฺตา ฯ
โพธิสตฺโต อิมํ คาถํ วตฺวา ยาวตายุกํ ฐตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สิคาโล เทวทตฺโต อโหสิ สีโห ปน อหเมวาติ ฯ
วิโรจนชาตกํ ตติยํ ฯ
------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗