นังคุฏฐชาดก
ว่าด้วยบูชาไฟด้วยหางวัว
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๔ · บรรทัด ๙๕๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภตบะที่ผิดของพวกอาชีวก ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า พหุมฺเปตํ อสพฺภิ ชาตเวท ดังนี้. ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พวกอาชีวกพากันประพฤติตบะผิดมีประการต่าง ๆ ที่หลั่งพระเชตวันมหาวิหาร ภิกษุทั้งหลายจำนวนมาก เห็นตบะที่ผิด อาทิเช่น อุกกุฏิกัปปธานะ (ตั้งหน้าในการนั่งกระโหย่ง) วัคคุลิวัตร (ทำอย่างค้างคาว) กัณฏกาปัสสยะ (นอนบนหนาม) ปัญจตมนะ (ย่างด้วยไฟ ๕ กอง) ของพวกนั้น พากันกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุศลหรือความเจริญ อาศัยตบะที่ผิดทั้งนี้ จะมีได้หรือพระเจ้าข้า ? พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุศลหรือความเจริญ อาศัยตบะที่ผิดอย่างนี้มีไม่ได้ ในครั้งก่อนบัณฑิตสำคัญเสียว่า อาศัยตบะอย่างนี้ กุศลหรือความเจริญคงมีได้ถือเอาไฟประจำกำเนิดเข้าป่า ไม่พบความเจริญอะไรเลย ด้วยอำนาจการบูชาไฟเป็นต้น จึงเอาน้ำดับไฟเสีย บำเพ็ญกสิณบริกรรม ให้อภิญญาสมาบัติบังเกิดแล้ว ได้ไปพรหมโลกต่อไปแล้วทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลอุทิจจพราหมณ์ในวันที่ท่านเกิด บิดามารดาก็จุดไฟประจำกำเนิดตั้งไว้ให้ ครั้นท่านมีอายุได้ ๑๖ ปี บิดามารดาบอกท่านว่า ลูกเอ๋ยในวันที่เจ้าเกิดเราจุดไฟไว้ให้ ถ้าเจ้าประสงค์จะครองเรือน จงเรียนพระเวททั้งสาม หรือมิฉะนั้น จะประสงค์ไปพรหมโลก ก็จงถือไฟเข้าป่าบำเรอไฟ ทำให้ท้าวมหาพรหมโปรดปรานแล้ว ก็จะเป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าได้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ต้องการอยู่ครองเรือน ถือไฟเข้าป่า สร้างอาศรมบท บำเรอไฟอยู่ในป่า วันหนึ่งได้รับของถวาย คือโคในหมู่บ้านชายแดนจึงจูงโคไปสู่อาศรมบท คิดว่า เราจักให้พระอัคคีผู้มีโชคฉันเนื้อโคครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้มีปริวิตกดังนี้ว่า ที่นี่ไม่มีเกลือ พระอัคคีผู้มีโชค จักไม่สามารถฉันเนื้อที่ไม่เค็มได้ เราจักไปหาเกลือมาจากบ้าน ให้พระอัคคีผู้มีโชค ฉันเนื้อที่มีรสเค็ม พระโพธิสัตว์จึงผูกโคไว้ในที่ตรงนั้นเอง ได้ไปหมู่บ้านเพื่อหาเกลือ ขณะที่ท่านไป มีพรานหลายคนมาถึงที่นั้น เห็นโคแล้วฆ่าย่างเนื้อกินทิ้งหาง แข้ง และหนังไว้ตรงนั้นแหละ แล้วนำเนื้อที่เหลือไปเสียด้วย พราหมณ์มาแล้ว เห็นโคเหลือแต่หนังเป็นต้น คิดว่าพระอัคคีผู้มีโชคนี้ แม้แต่ของ ๆ ตน ยังไม่อาจรักษาไว้ได้ จักรักษาเราได้ที่ไหนเล่า การบำเรอไฟนี้น่าจะเป็นสิ่งไร้ประโยชน์กุศลหรือความเจริญมีการบูชาไฟนี้เป็นเหตุ คงไม่มีแน่ พราหมณ์ก็หมดความพอใจในการบำเรอไฟ กล่าวว่า ข้าแต่พระอัคคีผู้เจริญแม้แต่ของของตน ท่านยังไม่สามารถรักษาไว้ ที่ไหนจักรักษาเราได้เล่า เนื้อไม่มีแล้ว จงยินดีเพียงเท่านี้เถิด เมื่อจะโยนหางเป็นต้น เข้ากองไฟ กล่าวคาถานี้ ความว่า " ไฟไม่ใช่ผู้ดี ที่เราบูชาเจ้าด้วยหางแม้เท่านี้ ก็มากไปแล้ว วันนี้เนื้อไม่มีสำหรับเจ้าผู้ชอบเนื้อ ท่านอัคคีผู้เจริญ จงรับเอาแต่เพียงหาง
เถิด นะ " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุมฺเปตํ ความว่า แม้ของเพียงเท่านี้ ก็ชื่อว่ามากไป. บทว่า อสพฺภิ ความว่า ไฟไม่ใช่สัตบุรุษ คือไม่ใช่ผู้ดี. พราหมณ์ เรียกไฟว่า "ชาตเวทะ" อธิบายว่า ไฟเพียงเกิดก็เป็นที่รู้กัน คือปรากฏเห็นกันทั่ว เพราะฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า "ชาตเวทะ" ด้วยบทว่า ยนฺตํ วาลธินาภิปูชยาม ความว่า แม้การที่เราบูชาเจ้าผู้มีโชค ซึ่งไม่สามารถจะรักษาของ ๆ ตนไว้ได้ ในวันนี้ด้วยหาง เพียงเท่านี้ก็มากไปแล้ว สำหรับเจ้า. บทว่า มํสารหสฺส ความว่า วันนี้ เนื้อไม่มีสำหรับเจ้าผู้ชอบเนื้อ. บทว่า นงฺคุฏฺมฺปิ ภวํ ปฏิคฺคหาตุ ความว่า เมื่อเจ้าไม่สามารถจะรักษาของ ๆ ตนไว้ได้ ก็เชิญเจ้าผู้เจริญ รับแต่เพียงหางพร้อมทั้งแข้งและหนัง นี้เถิด. พระมหาสัตว์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็เอาน้ำดับไฟเสียบวชเป็นฤๅษี ทำอภิญญา และสมาบัติให้บังเกิด แล้วได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ดาบสผู้ดับไฟเสียในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคตฉะนี้แล.
จบ อรรถกถานังคุฏฐชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๗๔–๕๗๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔. นงฺคุฏฺฐชาตกํ
พหุมฺเปตํ อสพฺภิ ชาตเวทาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อาชีวกานํ มิจฺฉาตปํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตทา กิร อาชีวกา เชตวนปิฏฺฐิยํ นานปฺปการํ มิจฺฉาตปํ จรนฺติ ฯ สมฺพหุลา ภิกฺขู เตสํ ตํ อุกฺกุฏิกปฺปธานวคฺคุลิวตฺต- กณฺฏกาปสฺสยปญฺจตปนาทิเภทมิจฺฉาตปํ ทิสฺวา ภควนฺตํ ปุจฺฉึสุ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต อิมํ มิจฺฉาตปํ นิสฺสาย กุสลํ วา วุฑฺฒิ วาติ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว เอวรูปํ มิจฺฉาตปํ นิสฺสาย กุสลํ วา วุฑฺฒิ วา อตฺถิ ปุพฺเพ ปณฺฑิตา เอวรูปํ ตปํ นิสฺสาย กุสลํ วา วุฑฺฒิ วา ภวิสฺสตีติ สญฺญาย ชาตคฺคึ คเหตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อคฺคิชุหนาทิวเสน กิญฺจิ วุฑฒึ อปสฺสนฺโต อคฺคึ อุทเกน นิพฺพาเปตฺวา กสิณปริกมฺมํ กตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายนา อเหสุนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อุทิจฺจพฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส ชาตทิวเส มาตาปิตโร ชาตคฺคึ คเหตฺวา ฐเปสุํ ฯ อถ นํ โสฬสวสฺสิกกาเล เอตทโวจุํ มยํ เต ปุตฺต ชาตทิวเส อคฺคึ คณฺหิมฺห สเจ อคารํ อชฺฌาวสิตุกาโม ตโย เวเท อุคฺคณฺห อถ พฺรหฺมโลกํ คนฺตุกาโม อคฺคึ คเหตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อคฺคึ ปริจรนฺโต มหาพฺรหฺมานํ อาราเธตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน โหหีติ ฯ โส น มยฺหํ อคาเรน อตฺโถติ อคฺคึ คเหตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา อสฺสมปทํ มาเปตฺวา อคฺคึ ปริจรนฺโต อรญฺเญ วิหาสิ ฯ โส เอกทิวสํ ปจฺจนฺตคามเก โคทกฺขิณํ ลภิตฺวา ตํ โคณํ อสฺสมปทํ เนตฺวา จินฺเตสิ อคฺคึ ภควนฺตํ โคมํสํ ขาทาเปสฺสามีติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อิธ โลณํ นตฺถิ อคฺคิ ภควา อโลณํ ขาทิตุํ น สกฺขิสฺสติ คามโต โลณํ อาหริตฺวา อคฺคึ ภควนฺตํ สโลณกํ ขาทาเปสฺสามีติ ฯ โส ตํ ตตฺเถว พนฺธิตฺวา โลณตฺถาย คามกํ อคมาสิ ฯ ตสฺมึ คเต สมฺพหุลา ลุทฺทกา ตํ ฐานํ อาคตา โคณํ ทิสฺวา วธิตฺวา มํสํ ปจิตฺวา ขาทิตฺวา นงฺคุฏฺฐญฺจ ชงฺฆญฺจ จมฺมญฺจ ตตฺเถว ฉฑฺเฑตฺวา อวเสสมํสมาทาย อคมํสุ ฯ พฺราหฺมโณ อาคนฺตฺวา นงฺคุฏฺฐาทิมตฺตํ ทิสฺวา จินฺเตสิ อยํ อคฺคิ ภควา อตฺตโนปิ สนฺตกํ รกฺขิตุํ น สกฺโกติ มํ ปน กทา รกฺขิสฺสติ อิมินา อคฺคิปริจรเณน นิรตฺถเกน ภวิตพฺพํ นตฺถิ อิโตนิทานํ กุสลํ วา วุฑฺฒิ วาติ ฯ โส อคฺคิปาริจริยาย วิคตจฺฉนฺโท อมฺโภ อคฺคิ ตฺวํ อตฺตโนปิ สนฺตกํ รกฺขิตุํ อสกฺโกนฺโต มํ กทา รกฺขิสฺสสิ มํสํ นตฺถิ เอตฺตเกนปิ ตุสฺสาหีติ นงฺคุฏฺฐาทีนิ อคฺคิมฺหิ ปกฺขิปนฺโต อิมํ คาถมาห
พหุมฺเปตํ อสพฺภิ ชาตเวท
ยนฺตํ วาลธินาภิปูชยาม
มํสารหสฺส นตฺถชฺช มํสํ
นงฺคุฏฺฐมฺปิ ภวํ ปฏิคฺคหาตูติ ฯ
ตตฺถ พหุมฺเปตนฺติ เอตฺตกมฺปิ พหุํ ฯ อสพฺภีติ อสปฺปุริส อสาธุชาติก ฯ ชาตเวทาติ อคฺคึ อาลปติ ฯ อคฺคิ หิ ชาตมตฺโตว เวทิยติ ขายติ ปากโฏ โหติ ตสฺมา ชาตเวโทติ วุจฺจติ ฯ ยนฺตํ วาลธินาภิปูชยามาติ ยํ อชฺช มยํ อตฺตโนปิ สนฺตกํ รกฺขิตุํ อสมตฺถํ ภควนฺตํ วาลธินา อภิปูชยาม เอตมฺปิ เต พหุเมวาติ ทสฺเสติ ฯ มํสารหสฺสาติ มํสารหสฺส ตุยฺหํ นตฺถิ อชฺช มํสํ ฯ นงฺคุฏฺฐมฺปิ ภวํ ปฏิคฺคหาตูติ อตฺตโน สนฺตกํ รกฺขิตุํ อสกฺโกนฺโต ภวํ อิมํ สชงฺฆจมฺมํ นงฺคุฏฺฐมฺปิ ปฏิคฺคณฺหตูติ ฯ
เอวํ วตฺวา มหาสตฺโต อคฺคึ อุทเกน นิพฺพาเปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา นิพฺพุตคฺคิตาปโส อหเมวาติ ฯ
นงฺคุฏฺฐชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗