ราธชาดก
ว่าด้วยพูดเพ้อเจ้อเพราะความเขลา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๕ · บรรทัด ๙๕๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการเล้าโลมของภรรยาเก่า ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า น ตฺวํ ราธ วิชานาสิ ดังนี้. เรื่องปัจจุบัน จักมีแจ้งในอินทริยชาดก (ข้อที่แปลกคือ :-) ก็พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุนั้นมาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคาม เป็นผู้อันใครรักษาไม่ได้ แม้จะระมัดระวังแข็งแรง ก็ไม่สามารถจะรักษาไว้ได้ ดูก่อนภิกษุ ในครั้งก่อน ถึงเธอก็ตั้งการป้องกันคอยรักษามาตุคามอยู่ แต่ไม่อาจรักษาไว้ได้เลย บัดนี้เธอจะรักษาไว้ได้อย่างไรกัน แล้วทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกแขกเต้าพราหมณ์ผู้หนึ่งในแคว้นกาสี เลี้ยงพระโพธิสัตว์และน้องชายไว้ในฐานะเป็นลูก ในนกทั้งสองนั้น พระโพธิสัตว์ได้นามว่า โปฏฐปาทะ น้องชายได้นามว่า ราธะ แต่ภรรยาของพราหมณ์เป็นหญิงไม่มีมารยาท ทุศีล เมื่อพราหมณ์จะออกเดินทางไปค้าขายก็สั่งเสียนกทั้งสองพี่น้องไว้ว่า ดูก่อนพ่อทั้งสอง ถ้าพราหมณีแม่ของเจ้า จะประพฤติไม่ดีไม่งาม ละก้อ เจ้าคอยห้ามเขานะนกพระโพธิสัตว์กล่าว ครับคุณพ่อ ถ้าสามารถห้ามได้ผมก็จักห้ามถ้าห้ามไม่ได้ ก็ต้องนิ่ง พราหมณ์มอบนางพราหมณีแก่นกแขกเต้าทั้งสองอย่างนี้แล้ว ก็เดินทางไปค้าขาย ตั้งแต่วันที่พราหมณ์จากไป พราหมณีก็เริ่มประพฤตินอกใจ ทั้งคนที่เข้าไป และคนที่ออกมา หาประมาณมิได้ นกราธะเห็นกิริยาของนางก็กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า พี่ครับ คุณพ่อของเราสั่งไว้ก่อนไปว่า ถ้าแม่ของเจ้าทั้งสอง ประพฤติไม่ดีไม่งามละก็ เจ้าคอยห้ามนะ ดังนี้แล้วจึงไป บัดนี้เล่า นางกำลังจะประพฤติไม่ดีไม่งาม เราช่วยกันห้ามนางเถิด พระโพธิสัตว์กล่าวเตือนว่า น้องรัก เจ้าพูดด้วยความโง่ เพราะความไม่ฉลาดเฉลียวของตนแท้ ๆ ขึ้นชื่อว่ามาตุคาม แม้บุคคลจะคอยอุ้มไว้พาไป ก็ยังไม่อาจรักษาไว้ได้เลยไม่สมควรที่เราจะทำสิ่งที่ไม่สามารถจะกระทำได้ แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :" ราธะเอ๋ย เจ้าไม่รู้จักคนทั้งหลายที่ยัง
ไม่มา ในเวลาครึ่งคืนข้างหน้า เจ้าพูดเพ้อเจ้อไปอย่างโง่ ๆ ในเมื่อแม่โกสิยานี หมดความรักในบิดาของเราเสยแล้ว" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตฺวํ ราธ วิชานาสิ อฑฺฒรตฺเต อนาคเต ความว่า พ่อราธะเอ๋ย เจ้าไม่รู้อะไร ? ในครึ่งคืนข้างหน้า คือในยามแรกเท่านั้น คนที่ยังไม่มามีถึงเท่านี้ บัดนี้ใครเล่าจะรู้ว่า คนอีกเท่าไร จักพากันมา. บทว่า อพฺยายตํ วิลปสิ ความว่า เจ้าอย่าพูดเพ้อเจ้อเพราะความเขลาบทว่า วิรตฺเต โกสิยาย ความว่า พราหมณีโกสิยายนีมารดาของเรา หมดรักเสียแล้ว คือไม่มีความรักในบิดาของเราเสียแล้ว ถ้าแกยังมีความเยื่อใย หรือความรักในคุณพ่อ ก็ไม่น่าจะประพฤติไม่ดี ไม่งามอย่างนี้เลย ด้วยพยัญชนะ (ในคาถา) เหล่านี้ พระโพธิสัตว์ ประกาศความดังพรรณนามานี้. ครั้นพระโพธิสัตว์ประกาศอย่างนี้แล้ว ไม่ยอมให้นกราธะน้องชาย พูดกะนางพราหมณี นางก็ประพฤติชั่วได้ตามใจชอบตราบเท่าเวลาที่พราหมณ์ยังไม่กลับมา พราหมณ์มาแล้ว ถามนกโปฏฐปาทะว่า พ่อคุณ แม่ของเจ้าทั้งสองเป็นอย่างไร ? พระโพธิสัตว์ บอกเรื่องตามเป็นจริงทั้งหมดแก่พราหมณ์ แล้วกล่าวว่า คุณพ่อครับ หญิงประพฤติชั่วอย่างนี้ คุณพ่อเลี้ยงไว้ทำไม แล้วกล่าวต่อไปว่า คุณพ่อครับ นับแต่เวลาที่กระผมทั้งสองกล่าวโทษของคุณแม่แล้ว ก็ไม่อาจอยู่ที่นี้ได้ กราบเท้าพราหมณ์ แล้วก็บินเข้าป่าไป. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสประกาศสัจจะ เมื่อจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์และพราหมณีในครั้งนั้น ได้มาเป็นคนทั้งคู่นี้แหละ นกราธะได้มาเป็นอานนท์ ส่วนนกโปฏฐปาทะ ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาราธชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๗๘–๕๘๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
5. Rādhajātakaṃ
na tvaṃ rādha vijānāsīti idaṃ satthā jetavane viharanto purāṇadutiyikāpalobhanaṃ ārabbha kathesi. Paccuppannavatthuṃ indriyajātake āvibhavissati.
Satthā pana taṃ bhikkhuṃ āmantetvā bhikkhu mātugāmo nāma arakkhiyo ārakkhaṃ ṭhapetvā rakkhantopi naṃ rakkhituṃ na sakkoti tvampi bhikkhu pubbe etaṃ ārakkhaṃ ṭhapetvā rakkhantopi rakkhituṃ nāsakkhi idāni kathaṃ rakkhasīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto sukayoniyaṃ nibbatti. Kāsīraṭṭhe eko brāhmaṇo bodhisattañca kaniṭṭhabhātikañcassa puttaṭṭhāne ṭhapetvā posesi. Tesu bodhisattassa poṭṭhapādoti nāmaṃ ahosi itarassa rādhoti. Tassa pana brāhmaṇassa bhariyā anācārā hoti dussīlā. So vohāratthāya gacchanto ubhopi bhātaro āha tātā sace vo mātā brāhmaṇī anācāraṃ carati vāreyyātha nanti. Bodhisatto āha sādhu tāta vāretuṃ sakkonto vāressāmi asakkonto tuṇhī bhavissāmīti. Evaṃ brāhmaṇo brāhmaṇiṃ sukānaṃ niyyādetvā vohāratthāya gato. Tassa gatadivasato paṭṭhāya brāhmaṇī aticarituṃ āraddhā. Pavisantānañca nikkhamantānañca pamāṇaṃ natthi. Tassā kiriyaṃ disvā rādho bodhisattaṃ āha bhātika amhākaṃ pitā sace vo Mātā anācāraṃ carati vāreyyāthāti vatvā gato idānipesā anācāraṃ carati vārema nanti. Bodhisatto tāta tvaṃ attano abyattatāya bālabhāveneva vadesi mātugāmaṃ nāma ukkhipitvā carantāpi rakkhituṃ na sakkonti yaṃ kammaṃ kātuṃ na sakkonti na taṃ kātuṃ vaṭṭatīti vatvā imaṃ gāthamāha.
Na tvaṃ rādha vijānāsi aḍḍharatte anāgate
abyāyataṃ vilapasi viratte kosiyāyaneti.
Tattha na tvaṃ rādha vijānāsi aḍḍharatte anāgateti tāta rādha tvaṃ na jānāsi aḍḍharatte anāgate paṭhamayāmeyeva ettakā janā anāgatā idāni ko jānāti kittakāpi āgamissantīti. Abyāyataṃ vilapasīti tvaṃ abyattavilāpaṃ vilapasi. Viratte kosiyāyaneti mātā no kosiyāyanī brāhmaṇī virattā amhākaṃ pitari nippemā jātāva sacassā tasmiṃ sineho vā pemaṃ vā bhaveyya na evarūpaṃ anācāraṃ kareyyāti imamatthaṃ etehi byañjanehi pakāsesi.
Evaṃ pakāsetvā ca pana brāhmaṇiyā saddhiṃ rādhassa vattuṃ na adāsi. Sā yāva brāhmaṇassa anāgamanā yathāruciyā vicari. Brāhmaṇo āgantvā poṭṭhapādaṃ pucchitvā tāta kīdisī vo mātāti. Bodhisatto brāhmaṇassa sabbaṃ yathābhūtaṃ kathetvā kiṃ te tāta evarūpāya dussīlāyāti vatvā tāta amhehi mātuyā dosassa kathitakālato paṭṭhāya na sakkā idha vasitunti brāhmaṇassa pāde vanditvā uppatitvā araññaṃ agamāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsesi. Saccapariyosāne ukkaṇṭhitabhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā brāhmaṇo ca brāhmaṇī ca eteyeva dvejanā ahesuṃ rādho pana ānando poṭṭhapādo pana ahamevāti.
Rādhajātakaṃ pañcamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗