กากชาดก
ว่าด้วยกาวิดน้ำด้วยปาก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๖ · บรรทัด ๙๖๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุแก่ ๆ หลายรูปด้วยกัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อปิ นุ หนุกา สนฺตา ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้น ครั้งเป็นคฤหัสถ์ เป็นกุฏุมพีในเมืองสาวัตถี มั่งมีทรัพย์ เป็นสหายกัน ทำบุญร่วมกัน ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว พากันดำริว่า พวกเราเป็นคนแก่ จะมีประโยชน์อะไรแก่พวกเราด้วยการอยู่ครองเรือน พวกเราจักบวชในพระพุทธศาสนา อันเป็นที่น่ายินดีในสำนักของพระศาสดา จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ ดังนี้แล้วต่างยกสมบัติทั้งปวงให้แก่ลูกหลานเป็นต้น ละหมู่ญาติผู้มีน้ำตานองหน้าเสีย ทูลขอบรรพชากะพระศาสดา และครั้นบวชแล้ว มิได้ชักชวนกันบำเพ็ญสมณธรรม อันสมควรแก่บรรพชาแม้พระธรรมก็ไม่ศึกษา เพราะความเป็นคนแก่ ถึงจะบวชแล้วก็เหมือนในครั้งที่ยังเป็นคฤหัสถ์ ให้คนสร้างบรรณศาลาไว้ท้ายวิหาร คงรวมกันอยู่นั่นแล แม้เมื่อเที่ยวบิณฑบาต ก็ไม่ไปที่อื่น โดยมากชวนกันไปฉันที่บ้านบุตรภรรยาของตนนั่นแหละในบรรดาคนเหล่านั้น ภรรยาเก่าของพระเถระแก่รูปหนึ่ง ได้มีอุปการะแก่พระเถระแก่ ๆ แม้ทั้งปวง เหตุนั้น แม้พระเถระที่เหลือต่างก็ถืออาหารที่ตนได้ มานั่งฉันในเรือนของของนางเพียงผู้เดียวฝ่ายนางเล่า ก็ถวายต้มแกงตามที่ตนจัดไว้ แก่พระเถระเหล่านั้นนางป่วยด้วยอาพาธอย่างหนึ่ง ทำกาละแล้ว ครั้งนั้นพระเถระแก่ ๆ เหล่านั้น พากันไปสู่วิหาร กอดคอกัน เที่ยวร้องไห้อยู่ท้ายวิหารว่า อุบาสิกาผู้มีรสมืออร่อย ตายเสียแล้ว ฝ่ายภิกษุทั้งหลาย ฟังเสียงของพระเถระเหล่านั้นแล้ว ก็มาประชุมกันจากที่ต่าง ๆ ถามว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เหตุไรพวกท่านจึงร้องไห้ พระเถระเหล่านั้นตอบว่า ภรรยาเก่าแห่งสหายของพวกกระผม ผู้มีรสมืออร่อยตายเสียแล้ว นางมีอุปการะแก่พวกผมยิ่งนัก ที่นี้จักหาที่ไหนได้เหมือนนางเล่า เหตุนี้พวกผมจึงพากันร้องไห้ ภิกษุทั้งหลายเห็นข้อวิปริตนั้นของพระเถระเหล่านั้นแล้วพากันยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลายด้วยเหตุชื่อนี้ พระเถระแก่ ๆ ทั้งหลาย กอดคอกันเที่ยวร้องไห้อยู่แถวท้ายวิหาร พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภิกษุเหล่านั้นพากันเที่ยวร้องไห้ เพราะหญิงนั้นตายลง แม้ในครั้งก่อน ภิกษุเหล่านี้ อาศัยหญิงนี้ ผู้เกิดในกำเนิดกา แล้วตายเสียในสมุทร ร่วมคิดกันว่าพวกเราจักวิดน้ำในสมุทร นำนางขึ้นมาให้จงได้ ดังนี้ พากันเพียรพยายาม เพราะได้อาศัยบัณฑิต จึงได้มีชีวิตอยู่ได้ดังนี้แล้วทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นการรักษาสมุทร ครั้งนั้น กาตัวหนึ่ง พานางกาผู้ภรรยาของตน เที่ยวแสวงหาเหยื่อ ได้ไปถึงฝั่งสมุทร กาลนั้นฝูงชนพากันกระทำพลีกรรมแก่พญานาค ด้วยน้ำนม ข้าวปายาส ปลา เนื้อ และสุราเป็นต้นแล้วพากันหลีกไป ครั้งนั้น กาตัวหนึ่ง ไปถึงที่พลีกรรม เห็นน้ำนมเป็นต้น ก็พร้อมด้วยนางกากินน้ำนม ข้าวปายาส ปลาและเนื้อเป็นต้น แล้วดื่มสุราเข้าไปมาก กาผัวเมียทั้งคู่ ต่างเมามายสุรา คิดจะเล่นสมุทรกรีฑา เกาะที่ชายหาดทราย หมายใจจะอาบน้ำ ทีนั้นคลื่นลูกหนึ่งซัดมา พาเอานางกาเข้าไปเสียในสมุทร ปลาตัวหนึ่งจึงฮุบนางกานั้น กลืนกินเสีย การ้องไห้รำพรรณว่า เมียของเราตายเสียแล้ว ครั้นกามากด้วยกัน ได้ยินเสียงร่ำไห้ของมัน ก็มาประชุมกันถามว่า เจ้าร้องไห้เพราะเหตุไร ? มันบอกว่า หญิงสหายของพวกท่านกำลังอาบน้ำอยู่ที่ชายหาด โดนคลื่นซัดไปเสียแล้ว กาเหล่านั้นแม้ทุกตัวก็ร้องเอ็ดอึงเป็นเสียงเดียวกัน ครั้งนั้นฝูงกาเหล่านั้น ได้มีความคิดดังนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า น้ำในสมุทรนี้ จะสำคัญกว่าพวกเราหรือพวกเราช่วยกันวิดน้ำให้แห้ง ค้นเอาหญิงสหายออกมาให้ได้กาเหล่านั้น ช่วยกันอมน้ำเค็มปากทีเดียว เอาไปบ้วนทิ้งเสียข้างนอก และเมื่อคอแห้งเพราะน้ำเค็มก็พากันขึ้นไปบนบก พวกมันครั้นขาตะไกรล้า ปากซีด ตาแดง ก็อิดโรยไปตามกัน จึงเรียกกันมาปรับทุกข์ว่า ชาวเราเอ๋ย พวกเราพากันอมน้ำจากสมุทรไปทิ้งข้างนอก ที่ที่เราอมน้ำไปแล้ว กลับเต็มไปด้วยน้ำเสียอีกพวกเราคงไม่สามารถทำให้สมุทรแห้งเป็นแน่ ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ ความว่า :"เออหนอ ขาตะไกรของพวกเราล้าเสีย
แล้ว และปากเล่าก็ซีดเซียว พวกเราพากันวิด
อยู่ ไม่ทำให้สมุทรเหือดแห้งได้ ดูเถอะ ห้วงน้ำใหญ่คงเต็มอย่างเดิม" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ นุ หนุกา สนฺตา ความว่าเออ ก็คางของเราเมื่อยล้าแล้ว. บทว่า โอรมาม น ปาเรม ความว่า พวกเราพากันอมน้ำจากมหาสมุทรไปทิ้งตามกำลังของตน ก็ไม่อาจทำให้เหือดแห้งได้ เพราะห้วงน้ำใหญ่คงเต็มเหมือนเดิมนั่นเอง. ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว กาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ก็ต่างพูดพร่ำเพ้อมากมายว่า จะงอยปากของนางกานั้น งดงามเห็นปานนี้ ตากลมอย่างนี้ ผิวพรรณทรวดทรง งามระหงอย่างนี้เสียงเพราะปานนี้ เพราะอาศัยสมุทรผู้เป็นโจรนี้ นางกาของพวกเรา หายไปแล้ว เทวดาประจำสมุทร สำแดงรูปน่าสะพึงกลัวได้ฝูงกาที่กำลังร้องรำพรรณพร่ำเพ้ออยู่อย่างนี้ ให้หนีไป ความสวัสดี ได้มีแก่ฝูงกานั้น ด้วยประการฉะนี้. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า นางกาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภรรยาเก่านี้ กาได้มาเป็นพระเถระแก่ ฝูงกาที่เหลือได้มาเป็นพระเถระแก่ ๆ ที่เหลือส่วนเทวดารักษาสมุทร ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากากชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๘๒–๕๘๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๖. กากชาตกํ
อปิ นู หนุกา สนฺตาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สมฺพหุเล มหลฺลเก ภิกฺขู อารพฺภ กเถสิ ฯ
เต กิร คิหิกาเล สาวตฺถิยํ กุฏุมฺพิกา อฑฺฒา มหทฺธนา อญฺญมญฺญสหายกา เอกโต หุตฺวา ปุญฺญานิ กโรนฺตา สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา มยํ มหลฺลกา กินฺโน ฆราวาเสน สตฺถุ สนฺติเก รมณีเย พุทฺธสาสเน ปพฺพชิตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสามาติ สพฺพํ สาปเตยฺยํ ปุตฺตนตฺตาทีนํ ทตฺวา อสฺสุมุขํ ญาติสงฺฆํ ปหาย สตฺถารํ ปพฺพชฺชํ ยาจิตฺวา ปพฺพชึสุ ปพฺพชิตฺวา จ ปน ปพฺพชฺชานุรูปํ สมณธมฺมํ น กรึสุ มหลฺลกภาเวน ธมฺมมฺปิ น ปริยาปุณึสุ คิหิกาเล วิย ปพฺพชิตกาเลปิ วิหารปริยนฺเต ปณฺณสาลํ กาเรตฺวา เอกโตว วสึสุ ปิณฺฑาย จรนฺตาปิ อญฺญตฺถ อคนฺตฺวา เยภุยฺเยน อตฺตโน ปุตฺตทารสฺเสว เคหํ คนฺตฺวา ภุญฺชึสุ ฯ เตสุ เอกสฺส ปุราณทุติยิกา สพฺเพสํปิ มหลฺลกตฺเถรานํ อุปการิกา อโหสิ ฯ ตสฺมา เสสาปิ อตฺตนา ลทฺธมาหารํ คเหตฺวา ตสฺสาเยว เคเห นิสีทิตฺวา ภุญฺชนฺติ ฯ สาปิ เตสํ ยถาสนฺนิหิตํ สูปพฺยญฺชนํ เทติ ฯ สา อญฺญตเรน อาพาเธน ผุฏฺฐา กาลมกาสิ ฯ อถ เต มหลฺลกตฺเถรา วิหารํ คนฺตฺวา อญฺญมญฺญํ คีวาสุ คเหตฺวา มธุรหตฺถรสา อุปาสิกา กาลกตาติ วิหารปจฺจนฺเต โรทนฺตา วิจรึสุ ฯ เตสมฺปน สทฺทํ สุตฺวา อิโต จิโต จ ภิกฺขู สนฺนิปติตฺวา อาวุโส กสฺมา โรทถาติ ปุจฺฉึสุ ฯ เต อมฺหากํ สหายสฺส ปุราณทุติยิกา มธุรหตฺถรสา กาลกตา อมฺหากํ อติวิย อุปการกา อิทานิ กุโต ตถารูปํ ลภิสฺสาม อิมินา การเณน โรทิมฺหาติ อาหํสุ ฯ เตสํ ตํ วิปฺปการํ ทิสฺวา ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อิมินา นาม การเณน มหลฺลกตฺเถรา อญฺญมญฺญํ คีวาสุ คเหตฺวา วิหารปจฺจนฺเต โรทนฺตา วิจรนฺตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว เต ตสฺสา กาลกิริยาย โรทนฺตา วิจรนฺติ ปุพฺเพเปเต อิมํ กากโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา สมุทฺเท มตํ นิสฺสาย สมุทฺทา อุทกํ อุสฺสิญฺจิตฺวา เอตํ นีหริสฺสามาติ วายมนฺตา ปณฺฑิเต นิสฺสาย ชีวิตํ ลภึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สมุทฺทเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ อเถโก กาโก อตฺตโน ภริยํ กากึ อาทาย โคจรํ ปริเยสมาโน สมุทฺทตีรํ อคมาสิ ฯ ตสฺมึ กาเล มนุสฺสา สมุทฺทตีเร ขีรปายาสมจฺฉมํสสุราทีหิ นาคพลิกมฺมํ กตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ อเถโก กาโก พลิกมฺมฏฺฐานํ คนฺตฺวา ขีราทีนิ ทิสฺวา สทฺธึ กากิยา ขีรปายาสมจฺฉมํสาทีนิ ปริภุญฺชิตฺวา พหุํ สุรํ ปิวิ ฯ เต อุโภ สุรามทมตฺตา สมุทฺทกีฬํ กีฬิสฺสามาติ เวลนฺเต นิสีทิตฺวา นฺหายิตุํ อารภึสุ ฯ อเถกา อุมฺมิ อาคนฺตฺวา กากึ คเหตฺวา สมุทฺเท ปเวเสสิ ฯ ตเมโก มจฺโฉ สํหริตฺวา อชฺโฌหริ ฯ กาโก ภริยา เม มตาติ โรทิ ปริเทวิ ฯ อถสฺส ปริเทวนสทฺทํ สุตฺวา พหู กากา สนฺนิปติตฺวา กึการณา โรทสีติ ปุจฺฉึสุ ฯ สหายิกา โว เวลนฺเต นฺหายมานา อุมฺมิยา หฏาติ ฯ เต สพฺเพปิ เอกรวํ รวนฺตา โรทึสุ ฯ อถ เนสํ เอตทโหสิ อิมํ สมุทฺทูทกํ นาม อมฺหากํ กึ ปโหสิ อุทกํ อุสฺสิญฺจิตฺวา สมุทฺทํ ตุจฺฉํ กตฺวา สหายิกํ นีหริสฺสามาติ ฯ เต มุขํ ปูเรตฺวาว อุทกํ พหิ ฉฑฺเฑนฺติ โลณูทเกน จ คเล สุสฺสมาเน อุฏฺฐายุฏฺฐาย ถลํ คนฺตฺวา วิสฺสมนฺติ ฯ เต หนูสุ กิลมนฺเตสุ มุเขสุ สุกฺขนฺเตสุ อกฺขีสุ รตฺเตสุ กิลมนฺตา หุตฺวา อญฺญมญฺญํ อามนฺเตตฺวา อมฺโภ มยํ สมุทฺทา อุทกํ คเหตฺวา พหิ ปาเตม คหิตคหิตฏฺฐานํ ปุน อุทเกน ปูเรติ สมุทฺทํ ตุจฺฉํ กาตุํ น สกฺขิสฺสามาติ วตฺวา อิมํ คาถมาหํสุ
อปิ นู หนุกา สนฺตา มุขญฺจ ปริสุสฺสติ
โอรมาม น ปาเรม ปูรเตว มโหทธีติ ฯ
ตตฺถ อปิ นู หนุกา สนฺตาติ อปิ อมฺหากํ หนุกา กิลนฺตา ฯ โอรมาม น ปาเรมาติ มยํ อตฺตโน พเลน มหาสมุทฺทา อุทกํ อากฑฺฒมานา โอสาเรม ตุจฺฉํ ปน นํ กาตุํ น สกฺโกม อยญฺหิ ปูรเตว มโหทธีติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา สพฺเพปิ เต กากา ตสฺสา กากิยา เอวรูปนฺนาม ตุณฺฑํ อโหสิ เอวรูปานิ วฏฺฏกฺขีนิ เอวรูปํ ฉวิสณฺฐานํ เอวรูโป มธุรสทฺโท สา โน อิมํ โจรสมุทฺทํ นิสฺสาย นฏฺฐาติ พหุํ วิปฺปลปึสุ ฯ เต เอวํ วิปฺปลปมาเน สมุทฺทเทวตา เภรวรูปํ ทสฺเสตฺวา ปลาเปสิ ฯ เอวํ เตสํ โสตฺถิ อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กากี อยํ ปุราณทุติยิกา อโหสิ กาโก มหลฺลกตฺเถโร เสสกากา เสสมหลฺลกตฺเถรา สมุทฺทเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
กากชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗