สิคาลชาดก
ว่าด้วยสุนัขเข้าอยู่ในท้องช้าง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๘ · บรรทัด ๙๗๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการข่มกิเลส ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาหํ ปุนํ น จ ปุนํ ดังนี้. ได้ยินว่า เศรษฐีบุตรในเมืองสาวัตถี ประมาณ ๕๐๐ คนเป็นเพื่อนกัน ต่างมีสมบัติคนละมากมาย ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว พากันบวชถวายชีวิตในพระศาสนา อยู่ในกุฏิแถวสุดในพระวิหารเชตวัน อยู่มาวันหนึ่ง เป็นเวลาท่ามกลางรัตติกาล ความดำริ อาศัยกิเลสเป็นเจ้าเรือน บังเกิดขึ้นแก่พวกภิกษุเหล่านั้น พวกเธอต่างกระสัน เกิดจิตตุบาท เพื่อที่จะยึดครองกิเลสที่ตนละแล้วอีก ครั้งนั้น พระศาสดาทรงชูประทีปอันมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นด้าม ในระหว่างท่ามกลางรัตติกาลทรงตรวจดูอัธยาศัยของภิกษุทั้งหลายว่า พวกภิกษุพากันพำนักอยู่ในพระเชตวันวิหาร ด้วยความยินดีอย่างไหนเล่าหนอ ? ได้ทรงทราบความที่พวกภิกษุเหล่านั้น ต่างมีความดำริในกามราคะ เกิดขึ้นในภายใน ก็ธรรมดาพระศาสดาย่อมรักษาหมู่สาวกของพระองค์ ประดุจหญิงมีบุตรคนเดียวถนอมบุตรของตน ประดุจคนมีตาข้างเดียวระวังนัยน์ตาของตน ก็ปานกันในสมัยใด ๆ มีเวลาเช้า เป็นต้น กองกิเลสเกิดแก่หมู่สาวกนั้นก็ไม่ทรงยอมให้กองกิเลสเหล่านั้น ของสาวกเหล่านั้น พอกพูนไปกว่านั้น ทรงข่มเสียในสมัยนั้น ๆ ทีเดียว ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงได้มีพระปริวิตกว่า กาลนี้ เป็นประดุจดังกาลที่เกิดพวกโจรขึ้นภายในพระนคร ของพระเจ้าจักรพรรดิ ฉะนั้น เราต้องแสดงพระธรรมเทศนาข่มกองกิเลสแล้วให้พระอรหัตผลแก่พวกเธอในบัดนี้ทีเดียว พระองค์จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี มีกลิ่นหอมมีพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ เรียกท่านพระอานนท์ผู้เป็นขุนคลังแห่งธรรม ว่า "ดูก่อนอานนท์" พระเถระเจ้ารับพระพุทธดำรัสว่า อะไร พระเจ้าข้า ? มาถวายบังคมยืนอยู่ตรัสว่า อานนท์ ภิกษุมีเท่าไร ที่อยู่ในกุฏิแถวหลังสุด เธอจงให้ประชุมกันในบริเวณคันธกุฎีทั้งหมดทีเดียว ได้ยินว่าพระองค์ได้ทรงมีพระดำริดังนี้ว่า แม้นเราให้เรียกภิกษุ ๕๐๐ พวกนั้นเท่านั้นมาประชุม พวกเธอจักพากันสลดใจว่า พระศาสดาทรงทราบความที่กองกิเลสเกิดขึ้น ในภายในของพวกเราแล้ว จักมิอาจที่จะรับพระธรรมเทศนาได้ เหตุนั้นจึงตรัสว่า ให้ประชุมทั้งหมดพระเถระรับพระพุทธดำรัสว่าดีละ พระเจ้าข้า แล้วถือลูกดาลเที่ยวไปทั่วบริเวณ บอกให้ภิกษุทั้งหมด ประชุมกัน ณ บริเวณพระคันธกุฎี แล้วจัดปูลาดพระพุทธอาสน์ไว้. พระศาสดาทรงคู้บัลลังก์ ตั้งพระกายตรง ประทับเหนือพระพุทธอาสน์ที่จัดไว้ ปานประหนึ่งขุนเขาสิเนรุอันดำรงอยู่เหนือปฐพีศิลา ทรงเปล่งพระพุทธรัศมี เป็นทิวแดงมีพรรณ๖ ประการ ฉวัดเฉวียนประสานสีทีละคู่ ๆ พระรัศมีแม้เหล่านั้นมีประมาณเท่าถาด เท่าฉัตร และเท่าโคมแห่งเรือนยอด ขาดเป็นระยะวนเวียนรอบพระกาย ประหนึ่งสายฟ้าในนภากาศ กาลนั้นได้เป็นเสมือนเวลาที่ดวงอาทิตย์กำลังเริ่มฉายแสงอ่อน ๆ ทำให้ท้องมหรรณพ มีประกายสาดแสงระยิบระยับฉะนั้น ภิกษุสงฆ์เล่าก็น้อมเกล้าถวายบังคมพระศาสดา ดำรงจิตอันเคารพไว้มั่นคงนั่งล้อมพระองค์โดยรอบ ประหนึ่งแวดวงไว้ด้วยม่านกำพลแดงพระบรมศาสดาทรงเปล่งพระสุรเสียงดังเสียงพรหม ทรงเตือนภิกษุทั้งหลาย ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุไม่ควรตรึก อกุศลวิตกทั้ง ๓ นี้ คือ กามวิตก ความตรึกในกาม พยาบาทวิตก ความตรึกในพยาบาท วิหิงสาวิตก ความตรึกในวิหิงสาขึ้นชื่อว่า กิเลสเป็นเช่นกับปัจจามิตร และปัจจามิตรเล่า จะชื่อว่าเล็กน้อยไม่มีเลย ได้โอกาสแล้วย่อมทำให้ถึงความพินาศโดยส่วนเดียว กิเลสแม้ถึงจะมีประมาณน้อย เกิดขึ้นแล้ว ได้โอกาสเพื่อจะเพิ่มพูน ย่อมยังความพินาศอย่างใหญ่พลวงให้เกิดขึ้นได้อย่างนั้นทีเดียว ขึ้นชื่อว่ากิเลสนี้ เปรียบด้วยยาพิษที่ร้ายแรงเป็นเช่นกับด้วยหัวฝีที่มีผิวหนังปอกไปแล้ว เทียบกันได้กับอสรพิษคล้ายกับไฟที่เกิดจากอสนีบาต ไม่ควรเลยที่จะนิยมยินดี ควรจะกีดกันเสีย ด้วยพลังแห่งการพิจารณา ด้วยพลังแห่งภาวนาในขณะที่เกิดทีเดียว ควรจะละเสีย ด้วยการที่กองกิเลสทั้งนั้นจะเลือนไปไม่ทันตั้งอยู่ในหทัยแม้เพียงครู่เดียว เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกไปจากใบบัว ฉันใดก็ฉันนั้น แม้ถึงบัณฑิตในครั้งก่อนทั้งหลาย ก็ติเตียนกิเลสแม้มีประมาณน้อย ข่มมันเสียไม่ยอมให้เกิดขึ้นในภายในได้อีกฉะนั้น ดังนี้ แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในกำเนิดหมาจิ้งจอกพำนักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำใกล้ป่า ครั้งนั้นช้างแก่ตัวหนึ่งล้มอยู่ที่ฝั่งคงคาสุนัขจิ้งจอก ออกหาเหยื่อ พบทรากช้างนั้น คิดว่า เหยื่อชิ้นใหญ่เกิดแก่เราแล้ว จึงไปที่ทรากช้างนั้น กัดที่งวง ก็เป็นเหมือนเวลาที่กัดงอนไถ มันคิดว่า ตรงนี้ไม่ควรกิน จึงกัดที่งาทั้งคู่ ก็เป็นเหมือนเวลาที่กัดเสา กัดหูเล่า ก็ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดขอบกระด้งกัดที่ท้อง ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดยุ้งข้าว กัดที่เท้า ก็ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดครก กัดที่หางได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดสากดำริว่า แม้ในที่นี้ก็ไม่ควรกิน เมื่อไม่ได้รับความพอใจในอวัยวะทั้งปวง ก็กัดตรงวัจมรรค ได้เป็นเหมือนเวลาที่กัดขนมนุ่มมันดำริว่า คราวนี้เราได้ที่ที่ควรกินอันอ่อนนุ่มในสรีระนี้แล้วจึงกัดแต่วัจมรรคนั้น เข้าไปถึงภายในท้อง กินดับและหัวใจเป็นต้น เวลากระหายน้ำ ก็ดื่มโลหิต เวลาอยากจะนอนก็เอาพื้นท้องรองนอน ครั้งนั้น สุนัขจิ้งจอกได้มีปริวิตกว่า ทรากช้างนี้เป็นเหมือนเรือนของเรา เพราะเป็นที่อยู่สบาย ครั้นอยากกิน ก็มีเนื้ออย่างเพียงพอ ทีนี้เราจะไปที่อื่นทำไม จึงไม่ยอมไปในที่อื่นอีกเลย คงอยู่กินเนื้อในท้องช้างแห่งเดียว. ครั้งเวลาล่วงไป ผ่านไป จนถึงฤดูแล้ว ซากช้างนั้นก็หดตัวเหี่ยวแห้ง ด้วยถูกลมสัมผัส และถูกแสงอาทิตย์แผดเผาช่องที่สุนัขจิ้งจอกเข้าไปก็ปิด ภายในท้องก็มืด ปรากฏแก่มันเหมือนอยู่ในโลกันตนรก ฉะนั้น เมื่อซากเหี่ยวแห้ง แม้เนื้อก็พลอยแห้ง แล้วโลหิตก็เหือดหาย มันไม่มีทางออก ก็เกิดความกลัว ซมซานไปกัดทางโน้น ทางนี้ วุ่นวายหาทางออกอยู่ เมื่อสุนัขจิ้งจอกนั้นตกอยู่ในท้องช้างอย่างนี้ ก็เป็นเหมือนก้อนแป้งในหม้อข้าว ล่วงมา สอง-สามวันฝนตกใหญ่ ครั้นซากนั้นชุ่มน้ำฝนก็พองขึ้น จนมีสัณฐานเป็นปกติ วัจมรรคก็เปิด ปรากฏเหมือนดวงดาว มันเห็นช่องนั้น คิดว่า คราวนี้เรารอดได้แน่แล้วถอยหลังไปจนจดหัวช้าง วิ่งไปโดยเร็ว เอาหัวชนวัจมรรคออกไปได้ เพราะว่าร่างกายของมันซูบซีดเหี่ยวแห้ง ขนทั้งหมดก็เลยติดอยู่ที่วัจมรรคนั่นเอง มันมีจิตสะดุ้ง ด้วยสรีระอันไร้ขนเหมือนลำตาล วิ่งไปครู่หนึ่ง กลับนั่งมองดูสรีระ แล้วสลดใจว่าทุกข์นี้ของเรา สิ่งอื่นมิได้ทำให้เลย แต่เพราะความโลภเป็นเหตุเพราะความโลภเป็นตัวการณ์ เราอาศัยความโลภ ก่อทุกข์นี้ไว้เอ็ง บัดนี้นับแต่นี้ เราจะไม่ยอมอยู่ในอำนาจของความโลภ ขึ้นชื่อว่า ทรากช้างละก็เราจะไม่ขอเข้าไปอีกต่อ ดังนี้แล้ว กล่าวคาถานี้ ความว่า :" ไม่เอาอีกแล้ว ไม่เอาอีกละ เราจะไม่ขอเข้าสู่ซากช้างซ้ำอีกละ เพราะเวลาอยู่ใน
ท้องช้าง ถูกภัยคุกคามเจียนตาย" ดังนี้. ในคาถานั้น อ อักษร ในบาทคาถาว่า น จาปิ อปุนปฺปุนํ เป็นเพียงนิบาต ก็ในคาถาทั้งหมดนี้ มีอรรถาธิบายดังนี้ว่า :ก็ต่อแต่นี้ไป เราจะไม่เข้าไปอีกละ ได้แก่ เราจะไม่ขอเข้าไปสู่ซากช้าง คือสรีระของช้าง หลังจากที่พูดไว้ว่า ไม่เอาอีกแล้วดังนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะว่า เวลาอยู่ในท้องช้าง ถูกภัยคุกคามแทบตาย อธิบายว่า เพราะเราถูกภัยในการเข้าไปทั้งนี้ทีเดียว คุกคามแทบตาย คือต้องถึงความสะดุ้ง ความสลดใจเพราะกลัวตาย. ก็แลสุนัขจิ้งจอกนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หนีไปจากที่นั้นทันที ขึ้นชื่อว่า สรีระช้างตัวนั้นหรือตัวอื่น มันจะไม่ยอมเหลียวหลังไปมอง ดูอีกเลย ต่อจากนั้น สุนัขจิ้งจอกนั้น ก็ไม่ตกอยู่ในอำนาจของความโลภ. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า กิเลสที่เกิดขึ้นภายใน ต้องไม่ให้พอกพูนได้ ควรข่มเสียทันทีทันใดทีเดียว แล้วตรัสประกาศสัจจะทั้งหลาย ทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุที่เหลือแม้ทั้ง ๕๐๐ รูป ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล ในบรรดาภิกษุที่เหลือเล่า บางเหล่าก็ได้เป็นพระโสดาบัน บางเหล่าเป็นพระสกทาคามีบางเหล่าได้เป็นพระอนาคามี ก็ในกาลครั้งนั้น สิคาล (จิ้งจอก) ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสิคาลชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๙๑–๕๙๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘. สิคาลชาตกํ
นาหํ ปุนํ น จ ปุนนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต กิเลสนิคฺคหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สาวตฺถิยํ กิร ปญฺจสตมตฺตา สหายกา มหาวิภวา เสฏฺฐิปุตฺตา สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา สาสเน อุรํ ทตฺวา ปพฺพชิตฺวา เชตวเน อนฺโตโกฏิสณฺฐาเร วิหรึสุ ฯ อเถกทิวสํ เตสํ อฑฺฒรตฺตสมเย กิเลสนิสฺสิโต สงฺกปฺโป อุปฺปชฺชิ ฯ เต อุกฺกณฺฐิตา อตฺตโน ชหิตกิเลเส ปุน คณฺหิตุํ จิตฺตํ อุปฺปาทยึสุ ฯ อถ สตฺถา อฑฺฒรตฺตสมนนฺตเร สพฺพญฺญุตญาณทณฺฑทีปกํ อุกฺขิปิตฺวา กตราย นุ โข รติยา เชตวเน ภิกฺขู วิหรนฺตีติ ภิกฺขูนํ อชฺฌาสยํ โอโลเกนฺโต เตสํ ภิกฺขูนํ อพฺภนฺตเร กามราคสงฺกปฺปสฺส อุปฺปนฺนภาวํ อญฺญาสิ ฯ สตฺถา จ นาม เอกปุตฺติกา อิตฺถี อตฺตโน ปุตฺตํ วิย เอกจกฺขุโก ปุริโส จกฺขุํ วิย อตฺตโน สาวเก รกฺขติ ปุพฺพณฺหาทีสุ ยสฺมึ ยสฺมึ สมเย เตสํ กิเลสา อุปฺปชฺชนฺติ เต เตสํ กิเลเส ตโต ปรํ วฑฺฒิตุํ อทตฺวา ตสฺมึ ตสฺมึเยว สมเย นิคฺคณฺหาติ ฯ เตนสฺส เอตทโหสิ อยํ จกฺกวตฺติรญฺโญ อนฺโตนคเรเยว โจรานํ อุปฺปชฺชนกาโล วิย วตฺตติ อิทาเนว เตสํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา กิเลเส นิคฺคณฺหิตฺวา อรหตฺตํ ทสฺสามีติ ฯ โส สุรภิคนฺธกุฏิโต นิกฺขมิตฺวา มธุรสฺสเรน อานนฺทาติ อายสฺมนฺตํ ธมฺมภณฺฑาคาริกํ อานนฺทตฺเถรํ อามนฺเตสิ ฯ เถโร กึ ภนฺเตติ อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อานนฺท ยตฺตกา ภิกฺขู อนฺโตโกฏิสณฺฐาเร วิหรนฺติ สพฺเพว คนฺธกุฏิปริเวเณ สนฺนิปาเตหีติ ฯ เอวํ กิรสฺส อโหสิ สจาหํ เตเยว ปญฺจสเต ภิกฺขู ปกฺโกสาเปสฺสามิ สตฺถารา โน อพฺภนฺตเร กิเลสานํ อุปฺปนฺนภาโว ญาโตติ สํวิคฺคมานสา ธมฺมเทสนํ ปฏิจฺฉิตุํ น สกฺขิสฺสนฺตีติ ฯ ตสฺมา สพฺเพ สนฺนิปาเตหีติ อาห ฯ เถโร สาธุ ภนฺเตติ อปาปุรณํ อาทาย ปริเวเณน ปริเวณํ อาหิณฺฑิตฺวา สพฺเพ ภิกฺขู คนฺธกุฏิปริเวเณ สนฺนิปาเตตฺวา พุทฺธาสนํ ปญฺญาเปสิ ฯ
สตฺถา ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย สิลาปฐวิยํ ปติฏฺฐหมาโน สิเนรุ วิย ปญฺญตฺตพุทฺธาสเน นิสีทิ อาเวฬาเวฬายมกยมกา ฉพฺพณฺณฆนพุทฺธรํสิโย วิสฺสชฺเชนฺโต ฯ ตาปิ รํสิโย ปาตีมตฺตา ฉตฺตมตฺตา กูฏาคารกุจฺฉิมตฺตา ฉิชฺชิตฺวา ฉิชฺชิตฺวา คคนตเล วิชฺชุลตา วิย สญฺจรึสุ ฯ อณฺณวกุจฺฉึ โขเภตฺวา พาลสุริยุคฺคมนกาโล วิย อโหสิ ฯ ภิกฺขุสงฺโฆปิ สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ครุจิตฺตํ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา รตฺตกมฺพลสาณึ ปริกฺขิปนฺโต วิย ปริวาเรตฺวา นิสีทิ ฯ สตฺถา พฺรหฺมสฺสรํ นิจฺฉาเรนฺโต ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา ภิกฺขเว ภิกฺขุนา นาม กามวิตกฺกํ พฺยาปาทวิตกฺกํ วิหึสาวิตกฺกนฺติ อิเม ตโย อกุสลวิตกฺเก วิตกฺเกตุํ น วฏฺฏติ อนฺโต อุปฺปนฺนกิเลโส หิ ปริตฺตโกติ อวญฺญาตุํ น วฏฺฏติ กิเลโส นาม ปจฺจามิตฺตสทิโส ปจฺจามิตฺโต จ ขุทฺทโก นาม นตฺถิ โอกาสํ ลภิตฺวา วินาสเมว ปาเปติ เอวเมว อปฺปมตฺตโกปิ กิเลโส อุปฺปชฺชิตฺวา วฑฺฒิตุํ ลภนฺโต มหาวินาสํ ปาเปติ กิเลโส นาเมส หลาหลวิสูปโม อุปฺปาทิตจฺฉวิกณฺฑุสทิโส อาสีวิสปฺปฏิภาโค อสนิอคฺคิสทิโส อลฺลียิตุํ น ยุตฺโต อาสงฺกิตพฺโพ อุปฺปนฺนกฺขเณเยว ปฏิสงฺขาพเลน ภาวนาพเลน ยถา มุหุตฺตํปิ หทเย อฏฺฐตฺวา ปทุมินิปตฺตา อุทกวินฺทูนิ วิย วิวตฺตนฺติ เอวํ วิชหิตพฺโพ โปราณกปณฺฑิตาปิ อปฺปมตฺตกํ กิเลสํ ครหิตฺวา ยถา ปุน อพฺภนฺตเร น อุปฺปชฺชติ เอวํ นิคฺคณฺหึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สิคาลโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา อรญฺเญ นทีตีเร นิวาสํ กปฺเปสิ ฯ อเถโก ชรหตฺถี คงฺคาตีเร กาลมกาสิ ฯ สิคาโล โคจรปฺปสุโต ตํ หตฺถิสรีรํ ทิสฺวา มหา เม โคจโร อุปฺปนฺโนติ ตํ คนฺตฺวา โสณฺเฑ ฑํสิ ฯ นงฺคลีสาย ทฏฺฐกาโล วิย อโหสิ ฯ โส นตฺเถตฺถ ขาทิตพฺพยุตฺตกนฺติ ทนฺเตสุ ฑํสิ ฯ ถมฺเภ ทฏฺฐกาโล วิย อโหสิ ฯ กณฺเณ ฑํสิ ฯ สุปฺปโกฏิยํ ทฏฺฐกาโล วิย อโหสิ ฯ อุทเร ฑํสิ ฯ กุสูเล ทฏฺฐกาโล วิย อโหสิ ฯ ปาเท ฑํสิ ฯ อุทุกฺขเล ทฏฺฐกาโล วิย อโหสิ ฯ นงฺคุฏฺเฐ ฑํสิ ฯ มุสเล ทฏฺฐกาโล วิย อโหสิ ฯ โส เอตฺถาปิ นตฺถิ ขาทิตพฺพยุตฺตกนฺติ สพฺพตฺถ อสฺสาทํ อลภนฺโต วจฺจมคฺเค ฑํสิ ฯ มุทุปูเว ทฏฺฐกาโล วิย อโหสิ ฯ โส ลทฺธนฺทานิ เม อิมสฺมึ สรีเร มุทุํ ขาทิตพฺพยุตฺตกฏฺฐานนฺติ ตโต ปฏฺฐาย ขาทิตฺวา อนฺโตกุจฺฉึ ปวิสิตฺวา วกฺกหทยาทีนิ ขาทิตฺวา ปิปาสิตกาเล โลหิตํ ปิวิตฺวา นิปชฺชิตุกามกาเล อุทรํ โอตฺถริตฺวา นิปชฺชติ ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อิทํ หตฺถิสรีรํ มยฺหํ นิวาสนสุขตาย เคหสทิสํ ขาทิตุกามตาย สติ ปหูตมํสํ กินฺทานิ เม อญฺญตฺถ คมนนฺติ ฯ โส อญฺญตฺถ อคนฺตฺวา หตฺถิกุจฺฉิยเมว มํสํ ขาทิตฺวา วสติ ฯ
คจฺฉนฺเต คจฺฉนฺเต กาเล นิทาฆสมเย วาตสมฺผสฺเสน เจว สุริยรสฺมิสนฺตาเปน จ ตํ กุณปํ สุสฺสิตฺวา วลิโย คณฺหิ ฯ สิคาลสฺส ปวิฏฺฐทฺวารํ ปิหิตํ ฯ อนฺโตกุจฺฉิ อนฺธกาโร อโหสิ ฯ สิคาลสฺส โลกนฺตริกนิวาโส วิย ชาโต ฯ กุณเป สุสฺสนฺเต มํสมฺปิ สุสฺสิ ฯ โลหิตมฺปิ ปจฺฉิชฺชิ ฯ โส นิกฺขมนทฺวารํ อลภนฺโต ภยปฺปตฺโต หุตฺวา สนฺธาวนฺโต อิโต จิโต จ ปหริตฺวา นิกฺขมนทฺวารํ ปริเยสมาโน วิจรติ ฯ เอวํ ตสฺมึ อุกฺขลิยํ ปิฏฺฐปิณฑํ วิย อนฺโตกุจฺฉิยํ นิปชฺชมาเน กติปาหจฺจเยน มหาเมโฆ ปาวสฺสิ ฯ อถ นํ กุณปํ เตมิตฺวา อุฏฺฐาย ปกติสณฺฐาเนน อฏฺฐาสิ ฯ วจฺจมคฺโค วิวโฏ หุตฺวา ตารกา วิย ปญฺญายิ ฯ สิคาโล ตํ ฉิทฺทํ ทิสฺวา อิทานิ เม ชีวิตํ ลทฺธนฺติ ยาว หตฺถิสีสา ปฏิกฺกมิตฺวา เวเคน ปกฺขนฺทิตฺวา วจฺจมคฺคํ สีเสน ปหริตฺวา นิกฺขมิ ฯ ตสฺส สุสฺสินฺนสรีรตฺตา สพฺพโลมานิ วจฺจมคฺเคเยว อลฺลียึสุ ฯ โส ตาลกฺขนฺธสทิเสน นิลฺโลเมน สรีเรน อุพฺพิคฺคจิตฺโต มุหุตฺตํ ธาวิตฺวา นิวตฺติตฺวา นิสินฺโน สรีรํ โอโลเกตฺวา อิทํ ทุกฺขํ มยฺหํ น อญฺเญน กตํ โลภเหตุ ปน โลภการณา โลภํ นิสฺสาย มยา เอตํ กตํ อิโตทานิ ปฏฺฐาย น โลภวสิโก ภวิสฺสามิ ปุน หตฺถิสรีรนฺนาม น ปวิสิสฺสามีติ สํวิคฺคหทโย หุตฺวา อิมํ คาถมาห
นาหํ ปุนํ น จ ปุนํ น จาปิ อปุนปฺปุนํ
หตฺถิโพนฺทึ ปเวกฺขามิ ตถา หิ ภยตชฺชิโตติ ฯ
ตตฺถ น จาปิ อปุนปฺปุนนฺติ อกาโร นิปาตมตฺโต ฯ อยมฺปเนส สกลายปิ คาถาย อตฺโถ ฯ อหญฺหิ อิโต ปุน ตโต จ ปุนนฺติ วุตฺตวารโต ปุน ตโตปิ ปุนปฺปุนํ วารณสรีรสงฺขาตํ หตฺถิโพนฺทึ น ปเวกฺขามิ ฯ กึการณา ฯ ตถา หิ ภยตชฺชิโตติ ตถา หิ อหํ อิมสฺมึเยว ปเวสเน ภยตชฺชิโต มรณภเยน สนฺตาสํ สํเวคํ อาปาทิโตติ ฯ
เอวญฺจ ปน วตฺวา ตโตว ปลายิตฺวา ปุน ตํ วา อญฺญํ วา หตฺถิสรีรํ นาม นิวตฺติตฺวาปิ น โอโลเกติ ฯ ตโต ปฏฺฐาย น โลภวสิโก อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ภิกฺขเว อนฺโต อุปฺปนฺนกิเลสสฺส นาม วฑฺฒิตุํ อทตฺวา ตตฺถ ตตฺเถว นิคฺคณฺหิตุํ วฏฺฏตีติ วตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน ปญฺจสตาปิ เต ภิกฺขู อรหตฺเต ปติฏฺฐหึสุ ฯ อวเสเสสุ เกจิ โสตาปนฺนา เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน อเหสุํ ฯ ตทา ปน สิคาโล อหเมวาติ ฯ
สิคาลชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗