ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. เอกปัณณชาดก
ชาดกที่ ๑๔๙ · เอกกนิบาตชาดก · กกัณฏกวรรค

เอกปัณณชาดก

ว่าด้วยต้นไม้ใบเดียว

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔๙ · บรรทัด ๙๘๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากเอกปัณณชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยพระนครไพสาลี ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอกปณฺโณ อยํ รุกฺโข ดังนี้. ความพิสดารว่า ในกาลครั้งนั้น พระนครเวสาลี มีกำแพงล้อมถึง ๓ ชั้น ตลอดบริเวณคาวุตหนึ่ง ประกอบไปด้วยกระท่อมพลและป้อมในที่ทั้งสาม ถึงความเป็นเมืองงดงามอย่างยิ่ง จำนวนพระราชาเสวยราชสมบัติอยู่เป็นนิตยกาล ในพระนครนั้นเล่ามีถึงเจ็ดพันเจ็ดร้อยเจ็ดองค์ จำนวนอุปราชก็เท่านั้นเหมือนกันเสนาบดีและขุนคลัง ก็มีจำนวนฝ่ายละเท่านั้น ในกลุ่มแห่งโอรสของราชาเหล่านั้น มีราชกุมารผู้หนึ่ง พระนามว่า ทุฏฐลิจฉวีเป็นผู้มักโกรธ ดุร้าย หยาบคาย เป็นเสมือนอสรพิษที่ถูกตีด้วยไม้ คอยเป็นฟืนเป็นไฟอยู่เป็นประจำ ผู้ที่จะชื่อว่าสามารถกล่าวถ้อยคำ สอง-สามคำ ต่อหน้าพระกุมารด้วยอำนาจแห่งความโกรธ ไม่มีเลย พระมารดา พระบิดา พระประยูรญาติและพระสหาย ต่างไม่สามารถที่จะอบรมเธอได้เลย. ครั้งนั้น พระมารดา และพระบิดาของเธอ ได้ทรงวิตกว่ากุมารนี้หยาบคายยิ่งนัก โหดเหี้ยม เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ผู้อื่นที่จะชื่อว่าสามารถอบรมเธอได้ไม่มีเลย เธอควรจะเป็นผู้อันพระพุทธเจ้า ทรงแนะนำดังนี้แล้ว พาพระกุมารไปสู่สำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุมารนี้ ดุร้าย หยาบคาย รุ่งโรจน์อยู่ด้วยความโกรธขอพระองค์ทรงประทานพระโอวาทแก่กุมารนี้ด้วยเถิด พระเจ้าข้าพระศาสดาทรงโอวาทพระกุมารว่า ดูก่อนกุมาร เธอไม่น่าจะเป็นคนดุร้าย หยาบคาย ร้ายกาจ ชอบข่มเหงรังแกในหมู่สัตว์เหล่านี้เลย ขึ้นชื่อว่า คนมีวาจาหยาบ ย่อมไม่เป็นที่รัก ที่ชอบใจ แม้ของมารดาบังเกิดเกล้า แม้ของบิดา แม้ของบุตรภรรยา แม้ของพี่น้องชายหญิง แม้ของหมู่มิตรเผ่าพันธุ์พวกพ้อง เป็นที่ตั้งแห่งความหวาดหวั่น เหมือนงูที่กำลังเลื้อยมากัด เหมือนโจรที่ส้องสุมกันอยู่ในดง เหมือนยักษ์ที่กำลังเดินมาจับกิน ในวารจิตที่ ๒ย่อมบังเกิดในนรกเป็นต้นได้ ในปัจจุบันนั้นเล่า คนมักโกรธถึงจะประดับประดางดงาม ก็คงยังมีผิวพรรณเศร้าหมองอยู่นั่นเอง หน้าตาของเขาแม้จะมีสิริ เพียงดวงจันทน์เต็มดวง ก็จะเป็นเหมือนดอกบัวที่ถูกลนไฟ เหมือนวงแว่นทองคำที่ฝ้าจับย่อมผิดรูป ผิดร่าง ไม่น่าดู เพราะว่า ฝูงสัตว์อาศัยความโกรธย่อมจับศัสตราประหารตนเองตาย ดื่มยาพิษตาย ผูกคอตายโดดเขาตาย ครั้นตายด้วยอำนาจความโกรธอย่างนี้แล้ว ก็ย่อมบังเกิดในอบายภูมิมีนรกเป็นต้น ถึงคนที่ชอบข่มเหงเขาเล่าก็ต้องถูกติเตียนในปัจจุบัน เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ก็บังเกิดในนรกเป็นต้น แม้จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ย่อมเป็นคนมีโรคมาก ตั้งแต่เกิดมาทีเดียว บรรดาโรคทั้งหลาย มีโรคตา โรคหูเป็นต้น จะรุมกันทับถมคนประเภทนี้ พวกเขาจะไม่พ้นไปจากโรคร้าย จะเป็นผู้ครองทุกข์อยู่เป็นประจำทีเดียว เพราะฉะนั้นเธอพึงเป็นคนมีจิตเมตตา มีจิตอ่อนโยนในสรรพสัตว์ เพราะบุคคลเช่นนี้ ย่อมรอดพ้นจากภัยมีนรกเป็นต้นก็ได้ ดังนี้ กุมารนั้นสดับโอวาทของพระศาสดาแล้ว ทิ้งมานะเสียได้ ด้วยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น เป็นผู้ฝึกฝนได้ ไร้พยศ เป็นคนมีจิตอ่อนโยนทีเดียว แม้คนอื่นจะด่าจะตี ก็มิได้เหลียวหลังมอง เหมือนงูที่ถูกถอนเขี้ยว เหมือนปูที่ถูกหักก้าม และเหมือนโคผู้ ที่ถูกตัดเขาฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลายทราบพฤติการณ์ของกุมารนั้นแล้ว จึงยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระมารดาบิดา พระประยูรญาติและพระสหายเป็นต้น มิอาจฝึกลิจฉวีกุมารผู้ดุร้าย แม้ตลอดเวลาอันยาวนาน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทรมานเธอด้วยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น ก็ได้ทรงกระทำเหตุ คือการให้อยู่ในขอบเขตที่เชิดชูกันได้ เหมือนนายควาญช้างทรมานพระยาช้างซับมันให้หมดพยศร้ายฉะนั้น ตรงกันกับพระพุทธภาษิตที่ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างที่ควรฝึกได้ม้าที่ควรฝึกได้ โคที่ควรฝึกได้ อันผู้ฝึกได้ฝึกหัดแล้ว ย่อมวิ่งไปได้ทิศเดียวเท่านั้น คือทิศตะวันออก หรือตะวันตก เหนือหรือใต้ ก่อนภิกษุทั้งหลาย ม้าที่ควรฝึกได้ อันผู้ฝึกได้ฝึกหัดแล้ว ฯลฯ โคที่ควรฝึกได้ อันผู้ได้ฝึกหัดแล้ว ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษที่ควรฝึกได้ อันตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าฝึกหัดแล้ว ย่อมแล่นไปได้ทั้งแปดทิศ ผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายได้ ผู้ที่ทรงฝึกแล้วนี้เล่า ก็เป็นเช่นนั้น ฯลฯ ตถาคตนั้น บัณฑิตย่อมกล่าวว่า เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกเลิศกว่าอาจารย์ผู้ฝึกทั้งหลายผู้มีอายุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ที่จะเสมอเหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีอย่างแท้จริง พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในครั้งนี้เท่านั้น ที่เราฝึกกุมารนี้ได้ ด้วยโอวาทครั้งเดียว แม้ในครั้งก่อน เราก็ได้ฝึกเธอด้วยโอวาทครั้งเดียวเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลอุทิจจพราหมณ์เจริญวัยแล้ว เล่าเรียนไตรเพท และสรรพศิลปวิทยา ในเมืองตักกสิลา อยู่ครองเรือนสิ้นกาลเล็กน้อย ครั้นมารดาบิดาล่วงลับไป ก็บวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิดแล้ว พำนักอยู่ในป่าหิมพานต์ ครั้นอยู่ในป่านั้นนาน ๆ ก็ไปสู่ชนบทเพื่อบริโภคเปรี้ยว ๆ เค็ม ๆ บรรลุถึงพระนครพาราณสี อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งเช้านุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว สมบูรณ์ด้วยมารยาทของดาบส เข้าสู่พระนครเพื่อภิกษา เดินไปถึงพระลานหลวง. พระราชากำลังทอดพระเนตรทางช่องพระแกล ทรงเห็นท่านแล้ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ ทรงดำริว่า พระดาบสนี้อินทรีย์งดงาม ใจสงบ ทอดตาต่ำชั่วแอก ประหนึ่งวางถุงทรัพย์๑๐๐๐ เหรียญ ไว้ทุก ๆ ย่างก้าว เดินมาด้วยลีลาองอาจอย่างราชสีห์ หากจะมีสภาวะที่ชื่อว่า สันตธรรมอยู่อย่างหนึ่งละก็สันตธรรมนั้น ต้องมีภายในของดาบสนี้ แล้วทรงทอดพระเนตรดูอำมาตย์ผู้หนึ่ง อำมาตย์ผู้นั้นกราบทูลว่า ข้าพระองค์จักต้องทำอะไรพระเจ้าข้า รับสั่งว่า เจ้าจงไปนิมนต์พระดาบสนั้นมาเขารับพระดำรัสว่าดีละ พระเจ้าข้า เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ไหว้แล้วรับภาชนะใส่ภิกษา จากมือพระโพธิสัตว์ เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวว่า อะไรหรือ ท่านผู้มีบุญมาก ก็กราบเรียนว่า ข้าแต่พระคุณท่านผู้เจริญ พระราชารับสั่งนิมนต์พระคุณเจ้า พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เราไม่ใช่นักบวชประจำราชสำนัก เป็นนักบวชอยู่ป่าหิมพานต์. อำมาตย์ไปกราบทูลความนั้นแด่พระราชาพระราชาตรัสว่า ดาบสอื่นที่เป็นผู้ใกล้ชิดของเราไม่มีดอก จงนิมนต์ท่านมาเถิด อำมาตย์ก็ไปไหว้พระโพธิสัตว์ พูดอ้อนวอนนิมนต์ให้เข้าไปสู่พระราชวัง. พระราชาถวายบังคมพระโพธิสัตว์อาราธนาให้นั่งเหนือบัลลังก์ทอง ภายใต้เศวตรฉัตร ให้ฉันโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ที่เขาจัดไว้เพื่อพระองค์ แล้วรับสั่งถามว่าข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พระคุณเจ้าอยู่ที่ไหนเจ้าข้า ? พระโพธิสัตว์ถวายพระพรว่า มหาบพิตร อาตมาภาพ อยู่ป่าหิมพานต์รับสั่งถามว่า บัดนี้พระคุณเจ้าจะไปที่ไหน ? ถวายพระพรว่ามหาบพิตร อาตมาภาพกำลังสอดส่องเสนาสนะที่เหมาะแก่ฤดูฝนรับสั่งว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น นิมนต์อยู่ในอุทยานของพวกโยมเถิดขอรับ ทรงถือปฏิญญาแล้ว แม้พระองค์เองก็เสวยเสร็จ ทรงพาพระโพธิสัตว์เสด็จไปสู่อุทยาน รับสั่งให้สร้างบรรณศาลา ให้กระทำที่พักกลางคืนและที่พักกลางวัน ทรงถวายบริขารสำหรับบรรพชิต ทรงมอบหมายให้คนเฝ้าสวนคอยดูแล แล้วเสด็จเข้าพระนคร. จำเดิมแต่นั้น พระโพธิสัตว์ก็อยู่ในอุทยาน แม้พระราชาก็เสด็จไปหาท่านวันละ สอง-สามครั้งทุก ๆ วัน ก็แลพระราชานั้นทรงมีพระโอรส พระนามว่า ทุฏฐกุมาร เป็นผู้มีสันดาน ดุร้ายหยาบคาย พระราชา และพระประยูรญาติทั้งหลาย ต่างก็ไม่สามารถจะฝึกหัดอบรมเธอได้ พวกอำมาตย์ก็ดี พวกพราหมณ์และคฤหบดีก็ดี แม้จะร่วมกันว่ากล่าวอย่างขุ่นเคือง ว่า ข้าแต่เจ้านาย ท่านอย่าได้ทำอย่างนี้เลย ท่านไม่น่าจะทำอย่างนี้ ก็มิสามารถจะให้เธอเชื่อถือถ้อยคำได้ พระราชาทรงพระดำริว่ายกเว้นพระดาบสผู้ทรงศีลผู้เป็นเจ้า ของเราเสียแล้ว คงไม่มีผู้อื่นที่จะชื่อว่าสามารถทรมานกุมารนี้ได้ พระคุณเจ้าเท่านั้น จักทรมานเขาได้ ท้าวเธอทรงพาพระกุมารไปสำนักพระโพธิสัตว์รับสั่งว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ กุมารนี้ดุร้าย หยาบคาย พวกข้าพเจ้าไม่สามารถจะอบรมฝึกสอนเธอได้ พระคุณเจ้าโปรดหาอุบายสักอย่างหนึ่งอบรมเธอให้ด้วยเถิด ดังนี้แล้ว ทรงมอบพระกุมารแต่พระโพธิสัตว์ แล้วเสด็จหลีกไป พระโพธิสัตว์จึงชวนพระกุมาร เที่ยวไปในอุทยาน เห็นหน่อต้นสะเดาต้นหนึ่งเพิ่งมีใบสองใบเท่านั้น คือแตกออกข้างละหนึ่งใบ จึงกล่าวกะพระกุมารว่า กุมาร เธอจงเคี้ยวกินใบของหน่อสะเดานี้ แล้วทราบรสไว้เถิด พระกุมารทรงเคี้ยวใบสะเดาใบหนึ่ง รู้รสแล้วตรัสว่า ชิ ! ชิ ! ถ่มทิ้งที่แผ่นดินพร้อมทั้งเขฬะ เมื่อดาบสกล่าวว่าเป็นอย่างไรเล่า กุมาร ก็กราบเรียนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญต้นไม้นี้เปรียบเสมือนยาพิษชนิดร้ายแรง ในบัดนี้ทีเดียว ถ้าเจริญเติบโตขึ้น คงฆ่ามนุษย์เสียเป็นอันมาก พลางทรงถอนหน่อสะเดานั้น แล้วขยี้จนแหลกด้วยพระหัตถ์ ตรัสคาถานี้ความว่า :ต้นไม้นี้ มีใบข้างละหนึ่งใบ จากแผ่นดินยังไม่ถึง ๔ องคุลี มีรสเสมอกับยาพิษ ต้นไม้นี้เติบโตขึ้น จักขมสักเพียงไหน ? ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกปณฺโณ ความว่า มีใบที่ข้างทั้งสอง ข้างละใบ. บทว่า น ภูมิยา จตุรงฺคุโล ความว่า (ต้นไม้นี้) ยังไม่ออกจากแผ่นดินถึง ๔ องคุลีเลย. บทว่า ผเลน ได้แก่รสอันเกิดจากผล. บทว่า วิสกปฺเปน ได้แก่มีผลคล้ายยาพิษอย่างแรง อธิบายว่า แม้จะต้นเล็กอย่างนี้ ก็ประกอบด้วยใบมีรสขมเห็นปานนี้. บทว่า มหายํ กึ ภวิสฺสติ ความว่า แม้นว่า ต้นไม้นี้ จักถึงความเจริญ คือเติบโตขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นจักเป็นอย่างไร มันต้องฆ่ามนุษย์ได้เป็นแน่ พระกุมารตรัสว่า ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้เราต้องถอนนั้น ขยี้ทิ้งเสีย. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคำนี้กะพระกุมารว่ากุมารเอ๋ย เธอกล่าวถึงหน่อสะเดานี้ว่า เดี๋ยวนี้เอง มันยังขมถึงเพียงนี้ เมื่อมันโตจักเป็นอย่างไร อาศัยมันแล้ว จะมีความเจริญมาแต่ไหน ? ดังนี้แล้วถอนขยี้ทิ้งไป เธอปฏิบัติในหน่อสะเดานี้ฉันใดเล่า แม้ชาวแว่นแคว้นของเธอ ก็คงฉันนั้น จักพากันกล่าวว่า พระกุมารนี้ยังเป็นเด็กอยู่ทีเดียว ยังดุร้าย หยาบคายอย่างนี้ เมื่อเจริญเติบโตครองราชสมบัติ จักทำอย่างไรกันเล่าที่ไหนพวกเราจักอาศัยเธอ พากันจำเริญได้ แล้วไม่ยอมถวายราชสมบัติ อันเป็นของแห่งตระกูลของเธอ จักถอดถอนเธอเสียเหมือนหน่อสะเดา แล้วทำการขับไล่ออกไปเสียจากแว่นแคว้นเพราะฉะนั้น เธอจงละเว้นความเป็นผู้ตนเปรียบเหมือนต้นสะเดาเสีย จงถึงพร้อมด้วยความอดทน ความเมตตา และความเอื้อเฟื้อตั้งแต่บัดนี้ไปเถิด จำเดิมแต่นั้น พระกุมารก็หมดมานะ หมดพยศสมบูรณ์ด้วยความอดทน ความเมตตา และความเอื้อเฟื้อ ดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ครั้นพระชนกล่วงลับไปแล้ว ก็ได้ครองราชสมบัติ ทรงบำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่เราทรมานลิจฉวีกุมารผู้ชั่วร้ายได้ แม้ในครั้งก่อนเราก็เคยทรมานเธอแล้วเหมือนกันดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ทุฏฐกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็นลิจฉวีกุมารนี้ พระราชาได้มาเป็นอานนท์ ส่วนดาบสผู้ให้โอวาทได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาเอกปัณณชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๕๙๘–๖๐๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

9 Ekapaṇṇajātakaṃ

ekapaṇṇo ayaṃ rukkhoti idaṃ satthā vesāliṃ upanissāya mahāvane kūṭāgārasālāyaṃ viharanto vesālikaṃ duṭṭhalicchavikumāraṃ ārabbha kathesi.

Tasmiṃ hi kāle vesālīnagaraṃ gāvutantare tīhi pākārehi parikkhittaṃ tīsu ṭhānesu gopuraṭṭālakayuttaṃ paramasobhaggappattaṃ. Tattha niccakālaṃ rajjaṃ kāretvā vasantānaññeva rājūnaṃ sattasahassāni sattasatāni satta ca rājāno honti tattakāyeva uparājāno tattakā senāpatino tattakā bhaṇḍāgārikā. Tesaṃ rājakumārānaṃ antare eko duṭṭhalicchavi rājakumāro nāma ahosi kodhano caṇḍo pharuso daṇḍena ghaṭitāsīviso viya niccaṃ pajjalito. Kodhavasena tassa purato dve tīṇi vacanāni kathetuṃ Samattho nāma natthi. Taṃ neva mātāpitaro na ñātayo na mittasuhajjā sikkhāpetuṃ sakkhiṃsu.

Athassa mātāpitūnaṃ etadahosi ayaṃ kumāro atipharuso sāhasiko ṭhapetvā sammāsambuddhaṃ añño imaṃ vinetuṃ samattho nāma natthi buddhaveneyyena bhavitabbanti. Te taṃ ādāya satthu santikaṃ gantvā vanditvā āhaṃsu bhante ayaṃ kumāro caṇḍo pharuso kodhena jalati imassa ovādaṃ dethāti. Satthā kumāraṃ ovadi kumāra imesu nāma sattesu tayā caṇḍena pharusena sāhasikena viheṭhakajātikena na bhavitabbaṃ pharusavāco nāma vijātamātuyāpi pitunopi puttadārassapi bhātikabhaginīnampi mittabandhavānampi appiyo hoti amanāpo ḍaṃsituṃ āgacchanto sappo viya aṭaviyaṃ uṭṭhitacoro viya khādituṃ āgacchanto yakkho viya ca ubbejanīyo hutvā dutiyakacittavāre nirayādīsu nibbattati diṭṭheyeva dhamme kodhano puggalo maṇḍitappasādhitopi dubbaṇṇova hoti puṇṇacandasassirikampissa mukhaṃ jālābhihatappadumaṃ viya malaggahitaṃ kāñcanādāsamaṇḍalaṃ viya virūpaṃ hoti duddasikaṃ kodhaṃ nissāya hi sattā satthaṃ ādāya attanāva attānaṃ paharanti visaṃ khādanti rajjuyā ubbandhanti papātaṃ patanti evaṃ kodhavasena kālaṃ katvā nirayādīsu uppajjanti viheṭhakajātiyāpi diṭṭheyeva dhamme garahaṃ patvā kāyassa bhedā nirayādīsu uppajjanti puna manussattaṃ labhitvāpi jātakālato paṭṭhāya rogabahulāva honti cakkhurogo sotarogoti ādīsu ca rogesu ekato uṭṭhāya etasmiṃ Patanti rogena aparimuttā hutvā niccaṃ dukkhitāva honti tasmā sabbasattesu mettacittena muducittena bhavitabbaṃ evarūpo hi puggalo nirayādibhayena parimuccatīti. So kumāro satthu ovādaṃ sutvā ekovādeneva nihatamāno danto nibbisevano mettacitto mudukova ahosi aññaṃ akkosantaṃpi paharantaṃpi nivattitvā na olokesi uddhaṭadāṭho viya sappo aḷacchinno viya kakkaṭako chinnavisāṇo viya ca usabho ahosi.

Tassa taṃ pavuttiṃ ñatvā bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso duṭṭhalicchavikumāraṃ suciraṃpi ovaditvā neva mātāpitaro na ñātimittādayo dametuṃ sakkhiṃsu sammāsambuddho pana taṃ ekovādeneva dametvā nibbisevanaṃ katvā mattavaravāraṇaṃ viya samuggahitāṇañchakāraṇaṃ akāsi yāva subhāsitañcidaṃ hatthidamakena bhikkhave hatthidammo sārito ekaṃyeva disaṃ dhāvati puratthimaṃ vā pacchimaṃ vā uttaraṃ vā dakkhiṇaṃ vā assadamakena .pe. Goṇadamekena .pe. Dakkhiṇaṃ vā tathāgatena bhikkhave arahatā sammāsambuddhena purisadammo sārito aṭṭha disā vidhāvati rūpī rūpāni passati ayameva tādiso .pe. So vuccati yoggācariyānaṃ anuttaro purisadammasārathīti na hi āvuso sammāsambuddhena sadiso purisadammasārathi nāma atthīti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave idānevesa mayā ekovādena damito pubbepāhaṃ imaṃ ekovādeneva Damesinti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto udiccabrāhmaṇakule nibbattitvā vayappatto takkasilāyaṃ tayo vede sabbasippāni ca uggahetvā kiñci kālaṃ gharāvāsaṃ vasitvā mātāpitūnaṃ accayena isipabbajjaṃ pabbajitvā abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā himavante vāsaṃ kappesi. Tattha ciraṃ vasitvā loṇambilasevanatthāya janapadaṃ gantvā bārāṇasiṃ patvā rājuyyāne vasitvā punadivase sunivattho supāruto tāpasākappasampanno bhikkhāya nagaraṃ pavisitvā rājaṅgaṇaṃ pāpuṇi.

Rājā sīhapañjarena olokento taṃ disvā iriyāpathe pasīditvā ayaṃ tāpaso santinduriyo santamānaso yugamattadasso padavāre padavāre sahassathavikaṃ ṭhapento viya sīhavijambhitena āgacchati sace santadhammo nāmeko atthi imassa tena abbhantare bhavitabbanti cintetvā ekaṃ amaccaṃ olokesi. So kiṃ karomi devāti āha. Etaṃ tāpasaṃ ānehīti. So sādhu devāti bodhisattaṃ upasaṅkamitvā vanditvā hatthato bhikkhābhājanaṃ gahetvā kiṃ mahāpuññāti vutte bhante rājā taṃ pakkosatīti āha. Bodhisatto na mayaṃ rājakulupakā himavantakā nāmamhāti āha. Amacco gantvā tamatthaṃ rañño ārocesi. Rājā añño amhākaṃ kulupako natthi ānehi nanti āha. Amacco gantvā bodhisattaṃ vanditvā yācitvā rājanivesanaṃ pavesesi. Rājā bodhisattaṃ vanditvā Samussitasetacchatte kāñcanapallaṅke nisīdāpetvā attano paṭiyattaṃ nānaggarasabhojanaṃ bhojetvā kahaṃ bhante vasathāti pucchi. Himavantakā mayaṃ mahārājāti. Idāni kahaṃ gacchathāti. Vassārattānurūpaṃ senāsanaṃ upadhārema mahārājāti. Tenahi bhante amhākaññeva uyyāne vasathāti paṭiññaṃ gahetvā sayampi bhuñjitvā bodhisattaṃ ādāya uyyānaṃ gantvā paṇṇasālaṃ māpetvā rattiṭṭhānadivāṭṭhānāni kāretvā pabbajitaparikkhāre datvā uyyānapālaṃ paṭicchāpetvā nagaraṃ pāvisi.

Tato paṭṭhāya bodhisatto uyyāne vasati. Rājāpissa divase divase dvittikkhattuṃ upaṭṭhānaṃ gacchati. Tassa pana rañño duṭṭhakumāro nāma putto ahosi caṇḍo pharuso. Neva naṃ rājā dametuṃ sakkhi na sesañātakā. Amaccāpi brāhmaṇagahapatikāpi ekato hutvā sāmi mā evaṃ kari evaṃ kātuṃ na labbhāti kujjhitvā kathentāpi kathaṃ gāhāpetuṃ na sakkhiṃsu. Rājā cintesi ṭhapetvā mama ayyaṃ sīlavantaṃ tāpasaṃ añño imaṃ kumāraṃ dametuṃ samattho nāma natthi soyeva naṃ damessatīti. So kumāraṃ ādāya bodhisattassa santikaṃ gantvā bhante ayaṃ kumāro caṇḍo pharuso mayaṃ etaṃ dametuṃ na sakkoma tumhe naṃ ekena upāyena sikkhāpethāti kumāraṃ bodhisattassa niyyādetvā pakkāmi. Bodhisatto kumāraṃ gahetvā uyyāne vicaranto ekato ekena ekato ekenāti dvīhiyeva pattehi ekaṃ nimbapotakaṃ disvā kumāraṃ āha kumāra Etassa nimbarukkhapotakassa paṇṇaṃ khāditvā rasaṃ jānāhīti. So etassa ekaṃ paṇṇaṃ khāditvā rasaṃ ñatvā chichīti saha kheḷena bhūmiyaṃ nuṭṭhubhi kiṃ etaṃ kumārāti vutte bhante idānevesa rukkho halāhalavisūpamo vaḍḍhanto pana bahū manusse māressatīti taṃ nimbapotakaṃ uppāṭetvā hatthehi parimadditvā imaṃ gāthamāha

ekapaṇṇo ayaṃ rukkho na bhūmiyā caturaṅgulo

phalena visakappena mahāyaṃ kiṃ bhavissatīti.

Tattha ekapaṇṇoti ubhosu passesu ekekaṃ paṇṇaṃ. Na bhūmiyā caturaṅguloti bhūmito caturaṅgulamattampi na vaḍḍhito. Phalenāti phalarasena. Visakappenāti halāhalavisasadisena. Evaṃ khuddakopi samāno evarūpena tittakapaṇṇena samannāgatoti attho. Mahāyaṃ kiṃ bhavissatīti yadā ca panāyaṃ vuḍḍhippatto mahā bhavissati tadā kiṃ bhavissati addhā manussamāraṇako bhavissatīti etaṃ uppāṭetvā madditvā chaḍḍesinti āha.

Atha naṃ bodhisatto etadavoca kumāra tvaṃ imaṃ nimbapotakaṃ idāneva evaṃtittako mahallakakāle kiṃ bhavissati kuto imaṃ nissāya vuḍḍhīti uppāṭetvā madditvā chaḍḍesi yathā tvaṃ etasmiṃ paṭipajji evameva tava raṭṭhavāsinopi ayaṃ kumāro daharakāleyeva evaṃ caṇḍo pharuso mahallakakāle rajjaṃ patvā kiṃ nāma karissati kuto amhākaṃ etaṃ nissāya vuḍḍhīti tava kulasantakaṃ rajjaṃ adatvā Nimbapotakaṃ viya taṃ uppāṭetvā raṭṭhā pabbājaniyakammaṃ karissanti tasmā nimbarukkhappaṭibhāgataṃ pajahitvā ito paṭṭhāya khantimettānuddayasampanno hohīti. So tato paṭṭhāya nihatamāno nibbisevano khantimettānuddayasampanno hutvā bodhisattassa ovāde ṭhatvā pitu accayena rajjaṃ patvā dānādīni puññāni katvā yathākammaṃ gato.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā na bhikkhave idānevesa duṭṭhalicchavikumāro mayā damito pubbepāhaṃ etaṃ damesiṃyevāti vatvā jātakaṃ samodhānesi tadā duṭṭhakumāro ayaṃ licchavikumāro ahosi rājā ānando ovādadāyakatāpaso pana ahamevāti.

Ekapaṇṇajātakaṃ navamaṃ.

-------

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๔๘. สิคาลชาดกชาดกถัดไป๑๕๐. สัญชีวชาดก