ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. วาตมิคชาดก
ชาดกที่ ๑๔ · เอกกนิบาตชาดก · สีลวรรค

วาตมิคชาดก

ว่าด้วยอำนาจของรส

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๔ · บรรทัด ๙๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากวาตมิคชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระจูฬปิณฑปาติกตสสเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น กิรตฺถิ เรเสหิ ปาปิโย ดังนี้.

ได้ยินว่า เมื่อพระศาสดาทรงอาศัยพระนครราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน.

วันหนึ่ง บุตรของตระกูลเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก ชื่อว่า ติสสกุมารไปพระวิหารเวฬุวัน ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วประสงค์จะบวชจึงทูลขอบรรพชา แต่บิดามารดายังไม่อนุญาต จึงถูกปฏิเสธ ได้การทำการอดอาหาร ๗ วัน แล้วให้บิดามารดาอนุญาต เหมือนดังพระรัฐบาลเถระได้บวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว. พระศาสดาครั้นทรงให้ติสสกุมารนั้นบวชแล้ว ประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวันประมาณกึ่งเดือน แล้วได้เสด็จไปพระวิหารเชตวัน ในพระเชตวันนั้น กุลบุตรได้สมาทานธุดงค์ ๑๓ เที่ยวไปบิณฑบาตตามลำดับตรอกในนครสาวัตถี ยิ่งกาลเวลาให้ล่วงไป ใคร ๆ เรียกว่าพระจูฬบิณฑปาติกติสสเถระ ได้เป็นผู้ปรากฏรู้กันทั่วไปในพระพุทธศาสนาเหมือนพระจันทร์เพ็ญในพื้นท้องฟ้าฉะนั้น.

ในกาลนั้น เมื่อกาลเล่นนักขัตฤกษ์ยังดำเนินไปในนครราชคฤห์ บิดามารดาของพระเถระเก็บสิ่งของอันเป็นเครื่องประดับ อันมีอยู่ในครั้งพระเถระเป็นคฤหัสถ์ไว้ในผอบเงิน เอามาวางไว้ที่อกร้องไห้พลางพูดว่า ในการเล่นนักขัตฤกษ์อื่นๆ บุตรของพวกเรานี้ประดับด้วยเครื่องประดับนี้เล่นนักขัตฤกษ์พระสมณโคดมพาเอาบุตรน้อยนั้นของพวกเราไปยังพระนครสาวัตถี บัดนี้บุตรน้อยของเราทั้งหลายนั้น นั่งที่ไหนหนอ ยืนที่ไหนหนอ. ลำดับนั้น นางวัณณทาสีคนหนึ่งไปยังตระกูลนั้น เห็นภรรยาของเศรษฐีกำลังร้องไห้อยู่ จึงถามว่า แม่เจ้า ท่านร้องไห้ทำไม ? ภรรยาของเศรษฐีนั้นจึงบอกเนื้อความนั้น นางวัณณทาสีกล่าวว่า แม่เจ้า ก็พระลูกเจ้ารักอะไร ? ภรรยาเศรษฐีกล่าวว่า รักของสิ่งโน้นและสิ่งโน้น. นางวัณณทาสีกล่าวว่า ถ้าท่านจะให้ความเป็นใหญ่ทั้งหมดในเรือนนี้แก่ดิฉันไซร้ ดิฉันจักนำบุตรของท่านมา. ภรรยาท่านเศรษฐีรับคำว่า ได้ แล้วให้สะเบียง ส่งนางวัณณทาสีนั้นไปด้วยบริวารใหญ่ โดยพูดว่าท่านจงไปนำบุตรของเรามา ด้วยความสามารถของตนนางวัณณทาสีนั้นนั่งในยานน้อยอันปกปิด ไปยังนครสาวัตถีถือเอาการอยู่อาศัยใกล้ถนนที่พระเถระเที่ยวภิกขาจาร ไม่ให้พระเถระเห็นพวกตนที่มาจากตระกูลเศรษฐี แวดล้อมด้วยบริวารของตนเท่านั้น เมื่อพระเถระเข้าไปบิณฑบาต ได้ถวายยาคูหนึ่งกระบวยและภิกษามีรส ผูกพันด้วยความอยากในรสไว้แต่เบื้องต้นแล้วให้นั่งในเรือนถวายภิกษาโดยลำดับ รู้ว่าพระเถระตกอยู่ในอำนาจของตนจึงแสดงการว่าเป็นในนอนอยู่ภายในห้อง. ฝ่ายพระเถระเที่ยวไปตามลำดับตรอก ในเวลาภิกขาจาร ได้ไปถึงประตูเรือน ชนที่เป็นบริวารรับบาตรของพระเถระแล้วนิมนต์พระเถระให้นั่งในเรือน. พระเถระนั่งแล้วถามว่า อุบาสิกาไปไหน ? ชนบริวารกล่าวว่า ท่านผู้เจริญอุบาสิกาเป็นไข้ปรารถนาจะเห็นท่านพระเถระถูกตัณหาในรสผูกพัน ทำลายการสมาทานวัตรของตน เข้าไปยังที่ที่นางวัณณทาสีนั้นนอนอยู่ นางวัณณทาสีรู้เหตุแห่งการมาเพื่อตน จึงประเล้าประโลมพระเถระนั้น ผูกด้วยตัณหาในรส ให้สึกแล้วให้ตั้งอยู่ในอำนาจของตน ให้นั่งในยาน ได้ไปยังนครราชคฤห์นั้นเอง ด้วยบริวารใหญ่. ข่าวนั้นได้ปรากฏแล้ว.

ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในโรงธรรมสภา สนทนากันขึ้นว่า ได้ยินว่า นางวัณณทาสีคนหนึ่ง ผูกพระจูฬบิณฑปาติกาติกติสสเถระด้วยตัณหาในรส แล้วพาไปแล้ว. พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังโรงธรรมสภา ประทับบนอาสนะที่เขาตกแต่งไว้ แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไร ? ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลเรื่องราวนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้ติดในรสตัณหา ตกอยู่ในอำนาจของนางวัณณทาสีนั้น ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ตกอยู่ในอำนาจของนางเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาว่า

ในอดีตกาล ในพระนครพาราณสี ได้มีนายอุยยานบาลของพระเจ้าพรหมทัต ชื่อว่าสัญชัย ครั้งนั้น เนื้อสมันตัวหนึ่งม้ายังอุทยานนั้น เห็นนายอุยยานบาลคนเฝ้าอุทยานจึงหนีไป. ฝ่ายนายสัญชัยมิได้ขู่คุกคามเนื้อสมันนั้นให้ออกไป เนื้อสมันนั้น จึงมาเที่ยวในอุทยานนั้นนั่นแลบ่อย ๆ นายอุยยานบาลนำเอาดอกไม้และผลไม้มีประการต่าง ๆ มาจากอุทยานแต่เช้าตรู่ นำไปเฉพาะพระราชาทุกวัน ๆ. ครั้นวันหนึ่ง พระราชาตรัสถามนายอุยยานบาลนั้นว่า ดูก่อนสหายอุยยานบาล เธอเห็นความอัศจรรย์อะไรๆ ในอุทยานบ้างไหม? นายอุยยานบาลกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระบาทไม่เห็นสิ่งอื่น แต่ว่าเนื้อสมันตัวหนึ่งมาเที่ยวอยู่ในอุทยาน ข้าพระบาทได้เห็นสิ่งนี้. พระราชาตรัสถามว่า ก็เธอจักอาจจับมันไหม ? นายอุยยานบาลกราบทูลว่า ข้าพระบาทเมื่อได้น้ำผึ้งหน่อยหนึ่งจักอาจนำเนื้อสมันนี้มา แม้ยังภายในพระราชนิเวศน์พระเจ้าข้า. พระราชาได้ให้น้ำผึ้งแก่นายอุยยานบาลนั้น. นายอุยยานบาลนั้นรับน้ำผึ้งนั้นแล้วไปยังอุทยาน แอบเอาน้ำผึ้งทาหญ้าทั้งหลายในที่ที่เนื้อสมันเที่ยวไป. เนื้อสมันมากินหญ้าที่ทาด้วยน้ำผึ้ง ติดในรสตัณหา ไม่ไปที่อื่นมาเฉพาะอุทยานเท่านั้น. นายอุยยานบาลรู้ว่าเนื้อสมันนั้นติดหญ้าที่ทาด้วยน้ำผึ้ง จึงแสดงตนให้เห็นโดยลำดับ. เนื้อสมันนั้นครั้นเห็นนายอุยยานบาลนั้น๒-๓ วันแรกก็หนีไป แค่พอเห็นเข้าบ่อย ๆ จึงคุ้นเคย ถึงกับกินหญ้าที่อยู่ในมือของนายอุยยานบาลได้โดยลำดับ. นายอุยยานบาลรู้ว่าเนื้อสมันนั้นคุ้นเคยแล้วจึงเอาเสือลำแพนล้อมถนนจนถึงพระราชนิเวศน์ แล้วเอากิ่งไม้หักปักไว้ในที่นั้น ๆ สพายน้ำเต้าบรรจุน้ำผึ้ง หนีบกำหญ้า แล้วโปรยหญ้าที่ทาด้วยน้ำผึ้งลงข้างหน้าเนื้อ. ได้ไปยังภายในพระราชนิเวศน์ทีเดียว เมื่อเนื้อเข้าไปภายในแล้ว คนทั้งหลายจึงปิดประตู เนื้อเห็นมนุษย์ทั้งหลายก็ตัวสั่นกลัวแต่มรณภัยวิ่งมาวิ่งไป ณ พระลานในภายในพระราชนิเวศน์ พระราชาเสด็จลงจากปราสาททอดพระเนตรเห็นเนื้อนั้นตัวสั่น จึงตรัสว่า ธรรมดาเนื้อย่อมไม่ไปยังที่ที่คนเห็นตลอด ๗ วัน ย่อมไม่ไปยังที่ที่ถูกคุกคามตลอดชีวิต เนื้อสมันผู้อาศัยป่าชัฏอยู่เห็นปานนี้นั้นถูกผูกด้วยความอยากในรส มาสู่ที่เห็นปานนี้ ในบัดนี้ผู้เจริญทั้งหลาย ชื่อว่าสิ่งที่ลามกกว่าความอยากในรส ย่อมไม่มีในโลกหนอแล้วทรงเริ่มตั้งธรรมเทศนาด้วยคาถานี้ว่า

ได้ยินว่า สิ่งอื่นที่จะเลวยิ่งไปกว่ารสทั้งหลายย่อม ไม่มี รสเป็นสภาพเลวแม่กว่าถิ่นที่อยู่ แม้กว่าความ สนิทสนม นายสัญชัยอุยยานบาลนำเนื้อสมันซึ่งอาศัย อยู่ในป่าชัฏนาสู่อำนาจของตนได้ ด้วยรสทั้งหลาย.

ศัพท์ว่า กิระ ได้ยินว่า ในคาถานั้น เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าได้ยินได้ฟัง. บทว่า รเสหิ กว่ารสทั้งหลาย ความว่า กว่ารสหวานและรสเปรี้ยวเป็นต้น ที่พึงรู้ด้วยลิ้น. บทว่า ปาปิโย แปลว่า เลวกว่า. บทว่า อาวาเส วา สนฺถเวท วา แม้กว่าถิ่นที่อยู่ แม้กว่าความสนิทสนม ความว่าความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจในถิ่นที่อยู่กล่าวคือสถานที่อยู่ประจำก็ดี ในความสนิทสนมด้วยอำนาจความเป็นมิตรก็ดี ลามกแท้ แต่รสในการบริโภคที่เป็นไปกับด้วยฉันทราคะนั่นแหละเป็นสภาพเลวกว่า แม้กว่าถิ่นที่อยู่ แม้กว่าความสนิทสนมด้วยความเป็นมิตร ซึ่งมีการบริโภคด้วยฉันทราคะเหล่านั้น โดยร้อยเท่าพันเท่า เพราะอรรถว่า ต้องเสพเฉพาะเป็นประจำ และเพราะเว้นอาหาร การรักษาชีวิตินทรีย์ก็ไม่มี พระโพธิสัตว์ทรงกระทำเนื้อความนี้ ให้เป็นเสมือนเนื้อที่ตามมาด้วยดี จึงตรัสว่า ได้ยินว่าสภาพที่เลวกว่ารสทั้งหลายย่อมไม่มี รสเป็นสภาพเลวกว่า แม้กว่าถิ่นที่อยู่ แม้กว่าความสนิทสนม บัดนี้พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงว่ารสเหล่านั้นเลว จึงตรัสคำมีอาทิว่า วาตมิคํ ดังนี้บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คหนนิสฺสิตํ แปลว่า อาศัยที่เป็นป่ารกชัฏ ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ท่านทั้งหลายจงดูความที่รสทั้งหลายเป็นสภาพเลว นายสญชัยอุยยานบาลนำเนื้อสมันชื่อนี้ ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าชัฏ ในราวป่า มาสู่อำนาจของตนด้วยรสน้ำผึ้ง สิ่งอื่นที่เลวกว่า คือลามกกว่า ชื่อว่าเลวกว่ารสทั้งหลายชึ่งมีการบริโภคด้วยฉันทราคะ ย่อมไม่มีแม้โดยประการทั้งปวง. พระโพธิสัตว์ตรัสโทษแห่งตัณหาในรส ด้วยประการดังนี้ ก็แหละครั้นตรัสแล้ว จึงทรงให้ส่งเนื้อนั้นไปยังป่านั่นเอง.

พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย นางวัณณทาสีนั้น ผูกภิกษุนั้นด้วยตัณหาในรส กระทำไว้ในอำนาจของตนในบัดนี้ เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้กระทำแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า นายสัญชัยในครั้งนั้น ได้เป็นนางวัณณทาสีคนนี้ เนื้อสมันในครั้งนั้น ได้เป็นพระจูฬบิณฑปาติภิกษุส่วนพระเจ้าพาราณสีได้เป็นเราแล.

จบ วาตมิคชาดกที่ ๔

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๕๐–๒๕๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๔ วาตมิคชาตกํ

น กิรตฺถิ รเสหิ ปาปิโยหิ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต จูฬปิณฺฑปาติกติสฺสตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สตฺถริ กิร ราชคหํ อุปนิสฺสาย เวฬุวเน วิหรนฺเต ติสฺสกุมาโร นาม มหาวิภวสฺส เสฏฺฐิกุลสฺส ปุตฺโต เอกทิวสํ เวฬุวนํ คนฺตฺวา สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปพฺพชิตุกาโม ปพฺพชฺชํ ยาจิตฺวา มาตาปิตูหิ อนนุญฺญาตตฺตา ปฏิกฺขิตฺโต สตฺตาหํ ภตฺตจฺเฉทํ กตฺวา รฏฺฐปาลตฺเถโร วิย มาตาปิตโร อนุชานาเปตฺวา สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิ ฯ สตฺถา ตํ ปพฺพาเชตฺวา อฑฺฒมาสมตฺตํ เวฬุวเน วิหริตฺวา เชตวนํ อคมาสิ ฯ ตตฺรายํ กุลปุตฺโต เตรส ธุตงฺคานิ สมาทาย สาวตฺถิยํ สปทานํ ปิณฺฑาย จรนฺโต กาลํ วีตินาเมสิ จูฬปิณฺฑปาติกติสฺสตฺเถโร นามาติ วุตฺโต คคนตเล ปุณฺณจนฺโท วิย พุทฺธสาสเน ปากโฏ ปญฺญาโต อโหสิ ฯ

ตสฺมึ กาเล ราชคเห นกฺขตฺตกีฬาย วตฺตมานาย เถรสฺส มาตาปิตโร ยํ ตสฺส คิหิกาเล อโหสิ อาภรณภณฺฑกํ ตํ รชตจงฺโกฏเก นิกฺขิปิตฺวา อุเร ฐเปตฺวา อญฺญาสุ นกฺขตฺตกีฬาสุ อมฺหากํ ปุตฺโต อิมินา อลงฺกาเรน อลงฺกโต นกฺขตฺตํ กีฬติ ตํ โน เอกปุตฺตกํ คเหตฺวา สมโณ โคตโม สาวตฺถีนครํ คโต กหํ นุ โข โส เอตรหิ นิสินฺโน กหํ ฐิโตติ วตฺวา โรทนฺติ ฯ อเถกา วณฺณทาสี ตํ กุลํ คนฺตฺวา เสฏฺฐิภริยํ โรทนฺตึ ทิสวา ปุจฺฉิ กึ อยฺเย โรทสีติ ฯ สา ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ กึ ปน อยฺเย อยฺยปุตฺโต ปิยายตีติ ฯ อสุกญฺจ อสุกญฺจาติ ฯ สเจ ตุมฺเห อิมสฺมึ เคเห สพฺพํ อิสฺสริยํ มยฺหํ เทถ อหนฺเต ปุตฺตํ อาเนสฺสามีติ ฯ เสฏฺฐิภริยา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ปริพฺพยํ ทตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ตํ อุยฺโยเชสิ คจฺฉ อตฺตโน วเสน มม ปุตฺตํ อาเนหีติ ฯ สา ปฏิจฺฉนฺนยาเน นิสินฺนา สาวตฺถึ คนฺตฺวา เถรสฺส ภิกฺขาจารวีถิยํ นิวาสํ คเหตฺวา เสฏฺฐิกุลา อาคตมนุสฺเส เถรสฺส อทสฺเสตฺวา อตฺตโน ปริวาเรเนว ปริวุตา เถรสฺส ปิณฺฑาย ปวิฏฺฐสฺส อาทิโตว อุลุงฺกยาคุญฺจ รสกภิกฺขญฺจ ทตฺวา รสตณฺหาย พนฺธิตฺวา อนุกฺกเมน เคเห นิสีทาเปตฺวา ภิกฺขํ ททมานา เถรสฺส อตฺตโน วสํ อุปคตภาวํ ญตฺวา คิลานาลยํ ทสฺเสตฺวา อนฺโตคพฺเภ นิปชฺชิ ฯ เถโรปิ ภิกฺขาจารเวลาย สปทานํ จรนฺโต เคหทฺวารํ อคมาสิ ฯ ปริชโน เถรสฺส ปตฺตํ คเหตฺวา เถรํ ฆเร นิสีทาเปสิ ฯ เถโร นิสีทิตฺวา กหํ อุปาสิกาติ ปุจฺฉิ ฯ คิลานา ภนฺเต ตุมฺหากํ ทสฺสนํ อิจฺฉตีติ ฯ โส รสตณฺหาย พนฺโธ อตฺตโน วตฺตสมาทานํ ภินฺทิตฺวา ตสฺสา นิปนฺนฏฺฐานํ ปาวิสิ ฯ สา อตฺตโน อาคตการณํ กเถตฺวา ตํ ปโลเภตฺวา รสตณฺหาย พนฺธิตฺวา อุปฺปพฺพาเชตฺวา อตฺตโน วเส ฐเปตฺวา ยาเน นิสีทาเปตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ราชคหเมว อคมาสิ ฯ สา ปวุตฺติ ปากฏา ชาตา ฯ

ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิสินฺนา จูฬปิณฺฑปาติกติสฺสตฺเถรํ กิร เอกา วณฺณทาสี รสตณฺหาย พนฺธิตฺวา อาทาย คตาติ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ฯ สตฺถา ธมฺมสภํ อุปคนฺตฺวา อลงฺกตาสเน นิสีทิตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ อาห ฯ เต ตํ ปวุตฺตึ กถยึสุ ฯ น ภิกฺขเว อิทาเนว เอโส ภิกฺขุ รสตณฺหาย พชฺฌิตฺวา ตสฺสา วสงฺคโต ปุพฺเพปิ ตสฺสา วสงฺคโตเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ รญฺโญ พฺรหฺมทตฺตสฺส สญฺชโย นาม อุยฺยานปาโล อโหสิ ฯ อเถโก วาตมิโค ตํ อุยฺยานํ อาคนฺตฺวา สญฺชยํ ทิสฺวา ปลายติ ฯ สญฺชโยปิ น ตํ ตชฺเชตฺวา นีหรติ ฯ โส ปุนปฺปุนํ อาคนฺตฺวา อุยฺยาเนเยว จรติ ฯ อุยฺยานปาโล ปาโตว อุยฺยานโต นานปฺปการานิ ปุปฺผผลานิ คเหตฺวา ทิวเส ทิวเส รญฺโญ อภิหรติ ฯ อถ นํ เอกทิวสํ ราชา ปุจฺฉิ สมฺม อุยฺยานปาล อุยฺยาเน กิญฺจิ อจฺฉริยํ ปสฺสสีติ ฯ เทว อญฺญํ น ปสฺสามิ เอโก ปน วาตมิโค อาคนฺตฺวา อุยฺยาเน จรติ เอตํ ปสฺสามีติ ฯ สกฺขิสฺสสิ ปน ตํ คเหตุนฺติ ฯ โถกํ มธุํ ลภนฺโต อิมํ อนฺโตราชนิเวสนมฺปิ อาเนตุํ สกฺขิสฺสามีติ ฯ ราชา ตสฺส มธุํ ทาเปสิ ฯ โส ตํ คเหตฺวา อุยฺยานํ คนฺตฺวา วาตมิคสฺส จรณฏฺฐาเน ติณานิ มธุนา มกฺเขตฺวา นิลียิ ฯ มิโค อาคนฺตฺวา มธุมกฺขิตานิ ติณานิ ขาทิตฺวา รสตณฺหาย พนฺโธ อญฺญตฺถ อคนฺตฺวา อุยฺยานเมว อาคจฺฉติ ฯ อุยฺยานปาโล ตสฺส มธุมกฺขิตติเณสุ ปลุทฺธภาวํ ญตฺวา อนุกฺกเมน อตฺตานํ ทสฺเสสิ ฯ โส ตํ ทิสฺวา กติปาหํ ปลายิตฺวา ปุนปฺปุนํ ปสฺสนฺโต วิสฺสาสํ อาปชฺชิตฺวา อนุกฺกเมน อุยฺยานปาลสฺส หตฺเถ ฐิตติณานิ ขาทิตุํ อารภิ ฯ โส ตสฺส วิสฺสาสํ อาปนฺนภาวํ ญตฺวา ยาว ราชนิเวสนา วีถึ กิลญฺเชหิ ปริกฺขิปิตฺวา ตหึ ตหึ สาขาภงฺคํ ปาเตตฺวา มธุลาพุกํ อํเส ลคฺเคตฺวา ติณกลาปํ อุปกจฺฉเก ฐเปตฺวา มธุมกฺขิตานิ ติณานิ มิคสฺส ปุรโต วิกิรนฺโต อนฺโตราชนิเวสนํเยว อคมาสิ ฯ มิเค อนฺโต ปวิฏฺเฐ ทฺวารํ ปิทหึสุ ฯ มิโค มนุสฺเส ทิสฺวา กมฺปมาโน มรณภยภีโต อนฺโตนิเวสนงฺคเณ อาธาวติ ปริธาวติ ฯ ราชา ปาสาทา โอรุยฺห ตํ กมฺปมานํ ทิสฺวา มิโค นาม มนุสฺสานํ ทิฏฺฐฏฺฐานํ สตฺตาหํ น คจฺฉติ ตชฺชิตฏฺฐานํ ยาวชีวํ น คจฺฉติ โส เอวรูโป คหนนิสฺสิโต วาตมิโค รสตณฺหาย พนฺโธ อิทานิ เอวรูปํ ฐานํ อาคโต นตฺถิ วต โภ โลเก รสตณฺหาย ปาปกตรนฺนามาติ อิมาย คาถาย ธมฺมเทสนํ ปฏฺฐเปสิ

น กิรตฺถิ รเสหิ ปาปิโย

อาวาเสหิ วา สนฺถเวหิ วา

วาตมิคํ คหนนิสฺสิตํ

วสมาเนสิ รเสหิ สญฺชโยติ ฯ

ตตฺถ กิราติ อนุสฺสวนตฺเถ นิปาโต ฯ รเสหีติ ชิวฺหาวิญฺเญยฺเยหิ มธุรมฺพิลาทีหิ ฯ ปาปิโยติ ปาปตโร ฯ อาวาเสหิ วา สนฺถเวหิ วาติ นิพทฺธวสนฏฺฐานสงฺขาเตสุ อาวาเสสุปิ มิตฺตสนฺถเวสุปิ ฉนฺทราโค ปาปโกว เอเตหิ ปน สจฺฉนฺทราคปริโภเคหิ อาวาเสหิ วา มิตฺตสนฺถเวหิ วา สตคุเณน สหสฺสคุเณน จ ธุวปฏิเสวนฏฺเฐน อาหารํ วินา ชีวิตินฺทฺริยปาลนาย อภาเวน จ สจฺฉนฺทราคปริโภครสาว ปาปตราติ โพธิสตฺโต ปน อนุสฺวาคตํ มิคํ วิย อิมมตฺถํ กตฺวา น กิรตฺถิ รเสหิ ปาปิโย อาวาเสหิ วา สนฺถเวหิ วาติ อาห ฯ อิทานิ เนสํ ปาปิยภาวํ ทสฺเสนฺโต วาตมิคนฺติ อาทิมาห ฯ ตตฺถ คหนนิสฺสิตนฺติ คหนฏฺฐานนิสฺสิตํ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ ปสฺสถ รสานํ ปาปิยภาวํ อิทํ นาม อรญฺญายตเน คหนนิสฺสิตํ วาตมิคํ สญฺชโย อุยฺยานปาโล มธุรเสหิ อตฺตโน วสํ อาเนสิ สพฺพถาปิ สฉนฺทราคปริโภเคหิ รเสหิ นาม อญฺญํ ปาปตรํ ลามกตรํ นตฺถีติ รสตณฺหาย อาทีนวํ กเถสิ กเถตฺวา จ ปน ตํ มิคํ อรญฺญเมว เปเสสิ ฯ

สตฺถา น ภิกฺขเว สา วณฺณทาสี อิทาเนว เอตํ รสตณฺหาย พนฺธิตฺวา อตฺตโน วเส กโรติ ปุพฺเพปิ อกาสิเยวาติ อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สญฺชโย อยํ วณฺณทาสี อโหสิ วาตมิโค จูฬปิณฺฑปาติโก พาราณสิราชา ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

วาตมิคชาตกํ จตุตฺถํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๓. กัณฑินชาดกชาดกถัดไป๑๕. ขราทิยชาดก