สัญชีวชาดก
ว่าด้วยโทษที่ยกย่องอสัตบุรุษ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๐ · บรรทัด ๙๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันทรงปรารภการยกย่องอสัตบุรุษของพระเจ้าอชาตศัตรู ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า "อสนฺตํ โย ปคฺคณฺหาติ" ดังนี้. ความพิสดารว่า พระเจ้าอชาตศัตรูนั้น ทรงเลื่อมใสในพระเทวทัตผู้ทุศีล มีบาปธรรม เป็นเสี้ยนหนามต่อพระพุทธองค์และพุทธสาวก ทรงยกย่องพระเทวทัตนั้น ผู้ไม่สงบระงับเป็นอสัตบุรุษ ทรงพระดำริว่า จักทำสักการะแก่เธอ ดังนี้แล้ว ทรงบริจาคทรัพย์เป็นอันมาก ให้สร้างวิหารที่คยาสีสประเทศ ทรงเชื่อถ้อยคำของเธอ สำเร็จโทษพระราชบิดา ผู้เป็นพระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระอริยสาวกชั้นพระโสดาบันเสีย ตัดรอนอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติมรรคของพระองค์ ถึงความพินาศใหญ่หลวง ครั้นท้าวเธอทรงสดับว่า พระเทวทัต ถูกแผ่นดินสูบก็สะดุ้งตกพระทัยว่า ตัวเราเล่า จักถูกแผ่นดินสูบบ้างไหมหนอ ? ไม่ได้รับความสุขในราชสมบัติ ไม่ได้ประสบความยินดีบนพระแท่นบรรทม ทรงหวาดผวาอยู่เที่ยวไป เหมือนเปรตที่ถูกทรมานอย่างรุนแรง ท้าวเธอนึกเห็นเป็นเสมือน กำลังถูกแผ่นดินสูบเหมือนเปลวเพลิงในอเวจี กำลังแลบออกมา และเหมือนพระองค์จักบังคับให้บรรทมหงาย เหนือแผ่นดินเหล็กที่ร้อน แล้วถูกแทงด้วยหลาวเหล็กฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ขึ้นชื่อว่า ความสงบพระทัยแม้ชั่วครู จึงมิได้มีแก่พระองค์ ผู้หวาดผวาเหมือนไก่ที่ถูกเชือดท้าวเธอมีพระประสงค์จะเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระประสงค์จะให้พระพุทธองค์ทรงอดโทษ ทั้งมีพระประสงค์จะทูลถามปัญหา แต่เพราะพระองค์มีความผิดอย่างใหญ่หลวง จึงมิอาจที่จะเข้าเฝ้าได้. ครั้งนั้นประจวบกับพระนครราชคฤห์ มีงานราตรีประจำเดือน กัตติกา ประชาชนพากันตกแต่งบ้านเมืองประหนึ่งเทพนครพระเจ้าอชาตศัตรู แวดล้อมไปด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ทองคำ ในท้องพระโรงหลวง ทอดพระเนตรเห็นหมอชีวกโกมารภัจ นั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง ได้ทรงมีพระปริวิตกว่าเราจักชวนหมอชีวกไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เราไม่อาจที่จะชวนไปตรง ๆ ทีเดียว ว่า ชีวกผู้สหาย เราไม่สามารถที่จะไปตามลำพังได้ มาเถิด เธอช่วยพาฉันไปเฝ้าพระศาสดาด้วยเถิด ดังนี้ ต้องพรรณาถึงความเพริดพริ้งงดงามแห่งยามราตรี แก่เขาด้วยปริยายเป็นอันมาก แล้วจึงค่อยกล่าวว่าไฉนเล่าหนอ วันนี้พวกเราน่าจะเข้าไปหาสมณะ หรือพราหมณ์ที่เมื่อพวกเราเข้าไปหาท่าน จะพึงทำจิตใจให้ผ่องใสได้ ฟังคำนั้นแล้ว พวกอำมาตย์จักพากันพรรณนาคุณศาสดาทั้งหลายของตนถึงหมอชีวกเล่า ก็คงจะกล่าวพรรณนาคุณแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักชวนเขาไปสู่สำนักพระศาสดาดังนี้ ท้าวเธอจึงพรรณนาราตรีกาล ด้วยบททั้ง ๕ ดังนี้ :ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ เจิดจ้าแท้ หนอ
ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ งามจริง ยิ่งหนอ
ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ น่าทัศนา จริงหนอชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ แจ่มใส จริงหนอ
ชาวเราเอ๋ย คืนวันเพ็ญ น่ารื่นรมย์ แท้หนอวันนี้ใครเล่าหนอ ที่ชาวเราควรเข้าไปหา ท่านผู้ใดเล่าที่พวกเราเข้าไปหา จิตใจจะพึงเลื่อมใสได้ ครั้งนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่ง กล่าวถึงคุณของปูรณกัสสป คนหนึ่งกล่าวถึงคุณของมักขลิโคศาล คนหนึ่งกล่าวถึงคุณของอชิตเกสกัมพล คนหนึ่งกล่าวคุณปกุทธกัจจายนะ คนหนึ่งกล่าวคุณของสญชัยเวลัฏฐบุตรคนหนึ่งกล่าวคุณของนิครนถนาฏบุตร พระราชาทรงสดับคำของเขาเหล่านั้นแล้ว ได้ทรงดุษณีภาพด้วยว่า ท้าวเธอทรงปรารถนาถ้อยคำของมหาอำมาตย์ชีวกเท่านั้น ฝ่ายหมอชีวกดำริว่า เมื่อพระราชาตรัสกับเรานั่นแหละ เราจึงจักกราบทูลดังนี้แล้วก็นั่งนิ่งอยู่ในที่ไม่ไกล ครั้งนั้น พระราชาจึงตรัสกะเขาว่า ดูก่อนสหายชีวก ท่านเล่าทำไมจึงนิ่งเสีย ? ขณะนั้น ชีวกก็ลุกจากอาสนะ ประณมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ กราบทูลว่า ขอเดชะ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระอรหันต์ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น กำลังเสด็จประทับอยู่ ณ สวนมะม่วงของข้าพระองค์ กับภิกษุสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปก็แลกิตติศัพท์อันงามอย่างนี้ เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ระบือไปแล้ว พลางประกาศปาฏิหาริย์เก้าร้อยประการอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีบุรพนิมิตรตั้งแต่ประสูติเป็นต้นเป็นประเภท แล้วกราบทูลว่า ขอเชิญพระองค์ผู้สมมติเทพเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงสดับธรรมตรัสถามปัญหาเถิดพระเจ้าข้า พระราชาทรงมีพระมโนรถเต็มเปี่ยม ตรัสว่า สหายชีวก ถ้าเช่นนั้น เธอจงสั่งให้จัดแจงช้างเถิดครั้นรับสั่งให้จัดเตรียมยานพาหนะแล้ว เสด็จดำเนินไปสู่ชีวกัมพวัน ด้วยราชานุภาพอันใหญ่หลวง ทอดพระเนตรเห็นพระตถาคตเจ้า แวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุในโรงโถง ณ ชีวกัมพวันนั้น ทรงชำเลืองดูหมู่ภิกษุ ผู้ปราศจากการเคลื่อนไหว ประหนึ่งเรือใหญ่ในท่ามกลางทะเล ยามมีคลื่นลมสงบแล้ว ฉะนั้น โดยถ้วนทั่ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถนั้นแล ด้วยทรงพระดำริว่าบริษัทเห็นปานดังนี้ เราไม่เคยเห็นเลย พลางประคองอัญชลีแด่พระสงฆ์ ตรัสชมเชย ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลถามปัญหาในสามัญญผลครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงสามัญญผลสูตร ประดับด้วยภาณวาร ๒ ภาณวาร แก่ท้าวเธอ ในเวลาจบพระสูตรท้าวเธอดีพระทัย ทูลขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอดโทษ เสด็จลุกจากอาสนะ ทรงกระทำปทักษิณ แล้วเสด็จหลีกไป. เมื่อพระราชาเสด็จไปแล้วไม่นาน พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย มาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาองค์นี้ถูกขุดเสียแล้ว ถูกโค่นเสียแล้ว ถ้าท้าวเธอจักไม่ปลงพระชนม์พระราชบิดา ผู้ประกอบด้วยธรรม เป็นราชาโดยธรรมเสียเพราะมุ่งความเป็นใหญ่ไซร้ ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน จักบังเกิดในขณะประทับนั่งนี้ทีเดียว แต่ท้าวเธออาศัยพระเทวทัต ทำการยกย่องอสัตบุรุษ จึงเสื่อมเสียจากโสดาปัตติผล ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลาย ยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ได้ยินว่า พระเจ้าอชาตศัตรูเสื่อมเสียจากโสดาปัตติผล เพราะทำการยกย่องอสัตบุรุษอาศัยพระเทวทัตผู้ทุศีล มีบาปธรรม ทรงกระทำปิตุฆาตกรรมเป็นพระราชาที่พระเทวทัตให้ฉิบหายแล้ว พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อชาตศัตรูทำการยกย่องอสัตบุรุษ ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง แม้ในกาลก่อน เธอก็ทำลายตนเสียด้วยการยกย่องอสัตบุรุษเหมือนกันทรงนำเรื่องราวในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ มีสมบัติมาก เจริญวัยแล้วไปสู่เมืองตักกสิลา เรียนสรรพศิลปวิทยาเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในพระนครพาราณสี บอกศิลปะแก่มาณพ ๕๐๐ คน ในมาณพเหล่านั้น มีมาณพคนหนึ่งชื่อ "สัญชีวะ" พระโพธิสัตว์ได้ให้มนต์ทำคนตายให้ฟื้นแก่เขา เขาเรียนแต่มนต์ทำคนตายให้ฟื้นอย่างเดียว ไม่ได้เรียนมนต์สำหรับป้องกันวันหนึ่งไปป่าหาฟืนกับพวกเพื่อน เห็นเสือตายตัวหนึ่ง ก็พูดกะพวกมาณพว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เราจักทำเสือตายตัวนี้ให้ฟื้นขึ้น มาณพทั้งหลาย กล่าวแย้งว่า ท่านจักไม่สามารถดอกเขากล่าวว่า เราจักทำให้มันฟื้นขึ้น ให้พวกท่านเห็นกันทุกคนทีเดียว พวกมาณพเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ถ้าท่านสามารถ ก็จงปลุกให้มันตื่นขึ้นเถิด ครั้นกล่าวแล้ว ต่างรีบปีนขึ้นต้นไม้ สัญชีวมาณพ ร่ายมนต์แล้วขว้างเสือตายด้วยก้อนกรวด เสือลุกขึ้นโดดกัดสัญชีวมาณพที่ก้านคอ ทำให้สิ้นชีวิต ล้มลงตรงนั้นเองทั้งคู่นอนตายอยู่ในที่เดียวกัน พวกมาณพพากันขนฟืนไปแล้วแจ้งความเป็นไปนั้นแก่อาจารย์ อาจารย์จึงเรียกมาณพทั้งหลายมากล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า ผู้ที่ยกย่อง อสัตบุรุษกระทำสักการะและสัมมานะ ในที่อันไม่สมควร ย่อมกลับได้รับทุกข์เห็นปานนี้ ทั้งนั้น แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า : "ผู้ใดยกย่อง และคบหาอสัตบุรุษ อสัต-
บุรุษย่อมทำผู้นั้นแหละให้เป็นเหยื่อ เหมือนพยัคฆ์
ที่สัญชีวมาณพ ชุบขึ้น ย่อมทำเขานั่นแลให้เป็นเหยื่อ ฉะนั้น" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสนฺตํ ได้แก่ผู้ทุศีลมีบาปธรรมประกอบด้วยทุจริตทั้ง ๓ ประการ. บทว่า โย ปคฺคณฺหาติ ความว่า บรรดาขนมีกษัตริย์เป็นต้น ผู้ใดผู้หนึ่งยกย่อง คือทำสักการะ สัมมานะ อสัตบุรุษผู้ทุศีลเห็นปานนี้ ที่เป็นบรรพชิต ด้วยการถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ที่เป็นคฤหัสถ์ด้วยการให้ครอบครองตำแหน่ง อุปราชและเสนาบดี เป็นต้น. บทว่า อสนฺตํ จูปเสวติ ความว่า อนึ่งเล่าผู้ใดย่อมเข้าไปสร้องเสพ คบหา สนิทสนม อสัตบุรุษ ผู้ทุศีล เห็นปานนี้. บทว่า ตเมว ฆาสํ กุรุเต ความว่า บุคคลชั่วผู้ทุศีลนั้นย่อมกัดผู้นั้น คือผู้ที่ยกย่องอสัตบุรุษนั้นแล กินเสีย ได้แก่ทำผู้นั้นให้ถึงความพินาศ. เช่นไรเล่า ? เหมือนพยัคฆ์ที่คืนชีพ เพราะมาณพชุบขึ้น อธิบายว่าพยัคฆ์ที่ตายคืนชีพได้ โดยที่สัญชีวมาณพ ร่ายมนต์ยกย่องด้วยการมอบชีวิตให้ กลับปลงชีพ สัญชีวมาณพผู้ให้ชีวิตแก่มันให้ล้มลงตรงนั้นเอง ฉันใด แม้ผู้อื่นก็ฉันนั้น ผู้ใดทำการยกย่องอสัตบุรุษ อสัตบุรุษทุศีลนั้น ย่อมทำลายล้าง ผู้ที่ยกย่องตนนั้นเสียทีเดียว พวกชนที่ยกย่องอสัตบุรุษ ย่อมพากันถึงความพินาศ ด้วยประการฉะนี้. พระโพธิสัตว์ แสดงธรรมแก่มาณพทั้งหลาย ด้วยคาถานี้การทำบุญมีให้ทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า มาณพผู้ทำเสือตายให้ฟื้นในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเจ้าอชาตศัตรูในบัดนี้ ส่วนอาจารย์ทิศาปาโมกข์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ สัญชีวชาดกที่ ๑๐รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ๑. โคธชาดก ๒. สิคาลชาดก ๓. วิโรจนชาดก ๔. นังคุฏฐชาดก ๕. ราธชาดก ๖. กากชาดก ๗. ปุปผรัตตชาดก๘. สิคาลชาดก ๙. เอกปัณณชาดก ๑๐. สัญชีวชาดก. จบ กกัณฏกวรรคที่ ๑๕รวมชาดกที่มีในเอกนิบาตนี้ คือ๕. อัตถกกามวรรค ๖. อาสิงสวรรค ๗. อิตถีวรรค ๘. วรุณวรรค๙. อปายิมหวรรค ๑๐. ลิตตวรรค ๑๑. ปโรสตวรรค ๑๒. หังสิวรรค๑๓. กุสินาฬิวรรค ๑๔. อสัมปทานวรรค ๑๕. กกัณฏกวรรคจบ เอกนิบาต
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก
เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๓
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ทุกนิบาตชาดก
๑. ทัฬหวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๖๐๗ – เล่ม ๕๗ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐ สญฺชีวชาตกํ
อสนฺตํ โย ปคฺคณฺหาตีติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต อชาตสตฺตุสฺส รญฺโญ อสนฺตํ สมฺปคฺคหํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส หิ พุทฺธานํ ปฏิกณฺฏกภูเต ทุสฺสีเล ปาปธมฺเม เทวทตฺเต ปสีทิตฺวา ตํ อสนฺตํ อสปฺปุริสํ ปคฺคยฺห ตสฺส สกฺการํ กริสฺสามีติ พหุํ ธนํ ปริจฺจชิตฺวา คยาสีเส วิหารํ กาเรตฺวา ตสฺส วจนํ คเหตฺวา ปิตรํ ธมฺมราชานํ โสตาปนฺนํ อริยสาวกํ ฆาเตตฺวา อตฺตโน โสตาปตฺติมคฺคสฺส อุปนิสฺสยํ ฉินฺทิตฺวา มหาวินาสํ ปตฺโต ฯ โส หิ เทวทตฺโต ปฐวึ ปวิฏฺโฐติ สุตฺวา กจฺจิ นุ โข มมฺปิ ปฐวี คิเลยฺยาติ ภีตตสิโต รชฺชสุขํ น ลภติ สยเน อสฺสาทํ น วินฺทติ ติพฺพการณาภิตุนฺโน เปโต วิย กมฺปมาโน วิจรติ ฯ โส ปฐวึ คิลมานํ วิย อวีจิชาลํ นิกฺขมนฺตํ วิย อตฺตานํ อาทิตฺตาย โลหปฐวิยา อุตฺตานํ นิปชฺชาเปตฺวา อยสูเลหิ โกฏฺฏิยมานํ วิย จ สมนุปสฺสิ ฯ เตนสฺส ปหฏกุกฺกุฏสฺเสว มุหุตฺตมฺปิ กมฺปมานสฺส อวฏฺฐานํ นาม นาโหสิ ฯ สมฺมาสมฺพุทฺธํ ปสฺสิตุกาโม ขมาเปตุกาโม ปญฺหํ ปุจฺฉิตุกาโม อโหสิ อตฺตโน ปน อปราธมหนฺตตาย อุปสงฺกมิตํ น สกฺโกติ ฯ
อถสฺส ราชคหนคเร กตฺติกรตฺติวาเร สมฺปตฺเต เทวนคเร วิย อลงฺกเต มหาตเล อมจฺจคณปริวุตสฺส กาญฺจนาสเน นิสินฺนสฺส ชีวกํ โกมารภจฺจํ อวิทูเร นิสินฺนํ ทิสฺวา เอตทโหสิ ชีวกํ คเหตฺวา สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส สนฺติกํ คมิสฺสามิ น โข ปน สกฺกา มยา อุชุกเมว คนฺตุํ อหํ สมฺม ชีวก สยํ คนฺตุํ น สกฺโกมิ เอหิ มํ สตฺถุ สนฺติกํ เนหีติ อเนกปริยาเยนสฺส รตฺติสมฺปทํ วณฺเณตฺวา กึ นุ โข อชฺช มยํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปยิรูปาเสยฺยาม ยนฺโน ปยิรูปาสตํ จิตฺตํ ปสีเทยฺยาติ วกฺขามิ ตํ สุตฺวา อมจฺจา อตฺตโน สตฺถารานํ วณฺณํ กเถสฺสนฺติ ชีวโกปิ สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส วณฺณํ กเถสฺสติ อถ นํ คเหตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คจฺฉิสฺสามีติ ฯ โส ปญฺจหิ ปเทหิ รตฺตึ วณฺเณสิ
ลกฺขญฺญา วต โภ โทสินา รตฺติ
อภิรูปา วต โภ โทสินา รตฺติ
ทสฺสนียา วต โภ โทสินา รตฺติ
ปาสาทิกา วต โภ โทสินา รตฺติ
รมณียา วต โภ โทสินา รตฺติ กํ นุ โข อชฺช มยํ สมณํ วา พฺราหฺมณํ วา ปยิรูปาเสยฺยาม ยนฺโน ปยิรูปาสตํ จิตฺตํ ปสีเทยฺยาติ ฯ อเถโก อมจฺโจ ปุรณกสฺสปสฺส วณฺณํ กเถสิ เอโก มกฺขลิโคสาลสฺส เอโก อชิตเกสกมฺพลสฺส เอโก ปกุธกจฺจายนสฺส เอโก สญฺชยเวฬฏฺฐปุตฺตสฺส เอโก นาฏปุตฺตนิคฺคณฺฐสฺสาติ ฯ ราชา เตสํ กถํ สุตฺวา ตุณฺหี อโหสิ ฯ โส หิ ชีวกสฺเสว มหามจฺจสฺส กถํ ปจฺจาสึสติ ฯ ชีวโกปิ รญฺญา มํ อารพฺภ กถิเตเยว ชานิสฺสามีติ อวิทูเร ตุณฺหี นิสีทิ ฯ อถ นํ ราชา อาห ตฺวํ ปน สมฺม ชีวก กึ ตุณฺหีติ ฯ ตสฺมึ ขเณ ชีวโก อุฏฺฐายาสนา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา เอโส เทว ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อมฺหากํ อมฺพวเน วิหรติ สทฺธึ อฑฺฒเตรเสหิ ภิกฺขุสเตหิ ตญฺจ ปน ภควนฺตํ เอวํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโตติ นวสตานิ ปาฏิหาริยานิ ชาติโต ปฏฺฐาย ปุพฺพนิมิตฺตาทิเภทํ ภควโต อานุภาวํ ปกาเสตฺวา ตํ ภควนฺตํ เทโว ปยิรูปาสตุ ธมฺมํ สุณาตุ ปญฺหํ ปุจฺฉตูติ อาห ฯ ราชา สมฺปุณฺณมโนรโถ หุตฺวา เตนหิ สมฺม ชีวก หตฺถิยานานิ กปฺปาเปหีติ ยานานิ กปฺปาเปตฺวา มหนฺเตน ราชานุภาเวน ชีวกมฺพวนํ คนฺตฺวา ตตฺถ มณฺฑลมาเล ภิกฺขุสงฺฆปริวุตํ ตถาคตํ ทิสฺวา สนฺตวีจิมชฺเฌ มหานาวํ วิย นิจฺจลํ ภิกฺขุสงฺฆํ อิโต จิโต จ อนุวิโลเกตฺวา เอวรูปา นาม เม ปริสา น ทิฏฺฐปุพฺพาติ อิริยาปเถเยว ปสีทิตฺวา สงฺฆสฺส อญฺชลึ ปคฺคณฺหิตฺวา ถุตึ วตฺวา ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน สามญฺญผลปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ อถสฺส ภควา ทฺวีหิ ภาณวาเรหิ ปฏิมณฺฑิตํ สามญฺญผลสุตฺตนฺตํ กเถสิ ฯ โส สุตฺตปริโยสาเน อตฺตมโน ภควนฺตํ ขมาเปตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ
สตฺถา อจิรปกฺกนฺตสฺส รญฺโญ ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา ขตายํ ภิกฺขเว ราชา อุปหตายํ ภิกฺขเว ราชา สจายํ ภิกฺขเว ราชา อิสฺสริยสฺส การณา ปิตรํ ธมฺมิกํ ธมฺมราชานํ ชีวิตา น โวโรเปสฺสติ อิมสฺมึเยว อาสเน วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เทวทตฺตมฺปน นิสฺสาย อสนฺตํ สมฺปคฺคหํ กตฺวา โสตาปตฺติผลา ปริหีโนติ อาห ฯ ปุนทิวเส ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อชาตสตฺตุ กิร อสนฺตํ สมฺปคฺคหํ กตฺวา ทุสฺสีลํ ปาปธมฺมํ เทวทตฺตํ นิสฺสาย ปิตุฆาตกมฺมสฺส กตตฺตา โสตาปตฺติผลา ปริหีโน เทวทตฺเตน นาสิโต ราชาติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อชาตสตฺตุ อิทาเนว อสนฺตํ สมฺปคฺคหํ กตฺวา มหาวินาสํ ปตฺโต ปุพฺเพเปส อสนฺตํ สมฺปคฺคเหเนว อตฺตานํ นาเสสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต มหาวิภเว พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคณฺหิตฺวา พาราณสิยํ ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย หุตฺวา ปญฺจมาณวกสตานํ สิปฺปํ วาเจสิ ฯ เตสุ มาณเวสุ เอโก สญฺชีโว นาม มาณโว อตฺถิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส มตกุฏฺฐาปนมนฺตํ อทาสิ ฯ โส อุฏฺฐาปนมนฺตเมว คเหตฺวา ปฏิพาหนมนฺตํ อคเหตฺวา เอกทิวสํ มาณเวหิ สทฺธึ ทารุอตฺถาย อรญฺญํ คนฺตฺวา เอกํ มตพฺยคฺฆํ ทิสฺวา มาณเว อาห โภ อิมํ มตพฺยคฺฆํ อุฏฺฐาเปสฺสามีติ ฯ มาณวา น สกฺขิสฺสสีติ อาหํสุ ฯ ปสฺสนฺตานญฺเยว โว อุฏฺฐาเปสฺสามีติ ฯ สเจ สกฺโกสิ อุฏฺฐาเปหีติ เอวญฺจ ปน วตฺวา เต มาณวา รุกฺขํ อภิรุหึสุ ฯ สญฺชีโว มนฺตํ ปริวตฺเตตฺวา มตพฺยคฺฆํ สกฺขราย ปหรติ ฯ พฺยคฺโฆ อุฏฺฐาย เวเคน คนฺตฺวา สญฺชีวํ คลนาลิยํ ฑํสิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ตตฺเถว ปติ ฯ อุโภ เอกฏฺฐาเนเยว มตา นิปชฺชึสุ ฯ มาณวา ทารูนิ อาทาย คนฺตฺวา ตํ ปวุตฺตึ อาจริยสฺส อาโรเจสุํ ฯ อาจริโย มาณเว อามนฺเตตฺวา ตาตา อสนฺตํ สมฺปคฺคหกา นาม อยุตฺตฏฺฐาเน สกฺการสมฺมานํ กโรนฺตา เอวรูปํ ทุกฺขํ ปฏิลภนฺติเยวาติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
อสนฺตํ โย ปคฺคณฺหาติ อสนฺตํ จูปเสวติ
ตเมว ฆาสํ กุรุเต พฺยคฺโฆ สญฺชีวิโก ยถาติ ฯ
ตตฺถ อสนฺตนฺติ ตีหิ ทุจฺจริเตหิ สมนฺนาคตํ ทุสฺสีลํ ปาปธมฺมํ ฯ โย ปคฺคณฺหาตีติ ยํ ขตฺติยาทีสุ โยโกจิ เอวรูปํ ทุสฺสีลํ ปพฺพชิตํ วา จีวราทิสมฺปทาเนน คหฏฺฐํ วา อุปรชฺชเสนาปติฏฺฐานาทิ- สมฺปทาเนน ปคฺคณฺหาติ สกฺการสมฺมานํ กโรตีติ อตฺโถ ฯ อสนฺตํ จูปเสวตีติ โย จ เอวรูปํ อสนฺตํ ทุสฺสีลํ อุปเสวติ ภชติ ปยิรูปาสติ ฯ ตเมว ฆาสํ กุรุเตติ ตเมว อสนฺตํ สมฺปคฺคณฺหกํ โส ทุสฺสีโล ปาปปุคฺคโล ฆสติ ขาทติ วินาสํ ปาเปติ ฯ กถํ ฯ พฺยคฺโฆ สญฺชีวิโก ยถาติ ยถา สญฺชีเวน มาณเวน มนฺตํ ปริวตฺเตตฺวา มตพฺยคฺโฆ สญฺชีวิโก ชีวิตสมฺปทาเนน สมฺปคฺคหิโต อตฺตโน ชีวิตทายกํ สญฺชีวเมว ชีวิตา โวโรเปตฺวา ตตฺเถว ปาเตสิ เอวํ อญฺโญปิ โย อสนฺตํ สมฺปคฺคหํ กโรติ โส ทุสฺสีโล ตํ อตฺตโน สมฺปคฺคหกเมว วินาเสติ เอวํ อสนฺตํ สมฺปคฺคหกา วินาสํ ปาปุณนฺตีติ ฯ
โพธิสตฺโต อิมาย คาถาย มาณวานํ ธมฺมํ เทเสตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา มตพฺยคฺฆุฏฺฐาปโก มาณโว อชาตสตฺตุ อโหสิ ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ
สญฺชีวชาตกํ ทสมํ ฯ
กกณฺฏกวคฺโค ปณฺณรสโม ฯ
เอกนิปาตวณฺณนา นิฏฺฐิตา ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗