ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สิคาลชาดก
ชาดกที่ ๑๕๒ · ทุกนิบาตชาดก · ทัฬหวรรค

สิคาลชาดก

ว่าด้วยการทำโดยไม่พิจารณา

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๓ · บรรทัด ๑๐๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสิคาลชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ทรงปรารถนาบุตรช่างกัลบกคนหนึ่ง ซึ่งอยู่เมืองเวสาลี แล้วตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสเมกฺขิตกมฺมนฺตํ ดังนี้

ได้ยินว่า บิดาของเราเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสถึงไตรสรณาคมน์ สมาทานศีล ๕ กระทำกิจทุกอย่าง เป็นต้นว่า ปลงพระมัสสุ แต่งพระเกศา ตั้งกระดานสะกาแด่พระราชา พระมเหสีพระราชกุมาร และพระราชกุมารี ยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยการฟังธรรมของพระศาสดาเนือง ๆ. วันหนึ่งบิดาไปทำงานในราชนิเวศน์ พาบุตรของตนไปด้วย. บุตรนั้น เห็นนางกุมาริกาแห่งเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่ง ในราชนิเวศน์นั้น ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ เปรียบด้วยนางเทพอัปสร มีจิตปฏิพัทธ์ ครั้นออกจากราชนิเวศน์กับบิดาแล้วคิดว่า เมื่อเราได้นางกุมาริกานี้จึงจักมีชีวิตอยู่ เมื่อไม่ได้เราจักตายเสียในที่นี้แหละ จึงอดอาหารนอนซมเซาอยู่บนเตียง.

ลําดับนั้น บิดาเข้าไปหาบุตรปลอบโยนว่า ลูกเอ๋ย ลูกอย่าทำความพอใจยินดีในสิ่งที่ไม่สมควรเลย ลูกเป็นคนมีกำเนิดต่ำต้อย เป็นลูกช่างกัลบก ส่วนกุมาริกาของเจ้าลิจฉวี เป็นธิดากษัตริย์ สมบูรณ์ด้วยชาติ นางไม่สมควรแก่เจ้าดอก พ่อจักนำกุมาริกาอื่นที่เหมาะสมด้วยชาติแลโคตรมาให้ลูก. บุตรมิได้เชื่อถ้อยคำของบิดา. ต่อมาญาติและมิตรสหาย คือ มารดา พี่ชายน้องสาว น้า อา ทั้งหมด ประชุมกันชี้แจงก็ไม่อาจให้ยินยอมได้. เขาผอมซูบซีด นอนตายอยู่บนเตียงนั่นเอง บิดาของเขาครั้นทำฌาปนกิจเสร็จแล้ว เมื่อความโศกสร่างลง คิดว่า เราจักถวายบังคมพระศาสดา จึงถือของหอม ดอกไม้เป็นต้น และเครื่องลูบไล้เป็นอันมาก ไปป่ามหาวัน บูชาพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อพระศาสดาตรัสถามว่า อุบาสก เพราะอะไรท่านจึงไม่ปรากฏตลอดวัน เขาได้กราบทูลความนั้นให้ทรงทราบพระศาสดาตรัสว่า อุบาสก บุตรของท่านเกิดพอใจยินดีในสิ่งอันไม่สมควร แล้วถึงความพินาศ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนบุตรของท่านก็ถึงความพินาศมาแล้ว เมื่อเขาทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมา

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดราชสีห์ ณ ป่าหิมพานต์. ราชสีห์นั้นมีน้องชายหก มีน้องหญิงหนึ่ง. ทั้งหมดอาศัยอยู่ ณถ้ำทอง. อนึ่ง ที่รชฏบรรพตไม่ไกลจากถ้ำนั้นมีถ้ำผลึกอยู่ถ้ำหนึ่ง. ที่ถ้ำผลึกนั้นมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งอาศัยอยู่. ครั้นต่อมาพ่อแม่ของราชสีห์ทั้งหลายได้ตายลง. ราชสีห์ผู้พี่เหล่านั้น จึงให้นางราชสีห์ผู้น้องอยู่ในถ้ำทอง แล้วออกหาอาหาร นําเนื้อมาให้น้อง. สุนัขจิ้งจอกเห็นนางราชสีห์นั้น ได้มีจิตปฏิพัทธ์. แต่เมื่อพ่อแม่ของนางราชสีห์ยังไม่ตาย สุนัขจิ้งจอกจึงไม่ได้โอกาส. ในเวลาที่ราชสีห์พี่น้องทั้ง ๗ ออกไปหาอาหาร สุนัขจิ้งจอกจึงลงจากถ้ำแก้วผลึก ไปยังประตูถ้ำทอง กล่าววาจามีเลศนัย อันประกอบด้วยโลกามิส เฉพาะหน้านางราชสีห์ว่า นี่แน่ะแม่ราชสีห์น้อย เรามีสี่เท้า แม้เจ้าก็มีสี่เท้า เจ้าจงเป็นภรรยาของเราเถิด เราจักเป็นสามีของเจ้า เราทั้งสองจักสมสู่อยู่ร่วมกันอย่างบันเทิงใจ ตั้งแต่นี้ไปเจ้าจงร่วมกับเราด้วยอำนาจกิเลส.

นางราชสีห์ฟังคำของสุนัขจิ้งจอกแล้วคิดว่า เจ้าสุนัขจิ้งจอกนี้ เป็นสัตว์เลวทรามน่าขยะแขยง คล้ายตัวจัณฑาลในระหว่างสัตว์สี่เท้าทั้งหลาย พวกเราเท่ากับราชตระกูลชั้นสูง สุนัขจิ้งจอกนี้พูดจาไม่งดงาม ไม่เหมาะสมกับเรา เราฟังถ้อยคำชนิดนี้แล้วจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม เราจักกลั้นใจตายเสีย ครั้นแล้วนางราชสีห์ฉุกคิดขึ้นว่า เราตายอย่างนี้ไม่สมควร รอให้พวกพี่ของเรากลับมาเสียก่อน เราเล่าเรื่องให้พี่ ๆ ฟังแล้วจึงจะตาย.

ฝ่ายสุนัขจิ้งจอก ครั้นไม่ได้คำตอบจากนางราชีสีห์ คิดว่านางไม่เยื่อใยในเราเสียแล้ว เสียใจกลับเข้าไปนอนในถ้ำแก้วผลึก. ราชีสีห์ตัวหนึ่งฆ่ากระบือและช้างเป็นต้น ตัวใดตัวหนึ่งกัดกินเนื้อและนำส่วนหนึ่งมาให้นางราชสีห์ผู้น้อง กล่าวว่า น้องเคี้ยวกินเนื้อเสียเถิด. นางราชสีห์ตอบว่า พี่ ฉันไม่กินดอก ฉันจะตายละ. ราชสีห์ถามว่า ทำไมเล่าน้อง. นางได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ราชีสีห์ผู้พี่ฟัง. ราชสีห์ถามว่า เดี๋ยวนี้สุนัขจิ้งจอกมันอยู่ที่ไหนเล่า นางราชีสีห์สำคัญสุนัขจิ้งจอกซึ่งนอนอยู่ในถ้ำแก้วผลึกว่า นอนอยู่ในกลางแจ้ง จึงตอบว่า พี่ไม่เห็นหรือ สุนัขจิ้งจอกนี้นอนอยู่กลางแจ้งใกล้เขารชฏบรรพต. ลูกราชสีห์ไม่รู้ว่ามันนอนในถ้ำแก้วผลึก สำคัญว่ามันนอนในกลางแจ้ง คิดว่า จักฆ่ามันเสียจึงวิ่งไปโดยกำลังเร็วของราชสีห์ ชนเอาถ้ำแก้วผลึกหัวใจวาย. ลูกราชสีห์นั้น หัวใจวายถึงแก่ความตาย ล้มลงที่เชิงเขานั้นเอง. ต่อมาราชสีห์อีกตัวหนึ่งมา. นางราชสีห์ก็บอกเรื่องราวแก่ราชสีห์เหมือนอย่างเดิม. แม้ราชสีห์นั้นก็ทำอย่างเดียวกันนั้นถึงแก่ความตายล้มลงที่เชิงเขา. เมื่อพี่ทั้งหกตายหมด ราชสีห์โพธิสัตว์กลับมาภายหลัง. นางราชสีห์ก็เล่าเรื่องให้ราชสีห์โพธิสัตว์ฟัง เมื่อราชสีห์โพธิสัตว์ถามว่า เดี๋ยวนี้สุนัขจิ้งจอกนั้นมันอยู่ที่ไหน นางก็บอกว่า มันนอนที่กลางแจ้งใกล้ยอดเขารชฏบรรพต. ราชสีห์โพธิสัตว์คิดว่า ธรรมดาสุนัขจิ้งจอกทั้งหลายไม่มีที่อาศัยในกลางแจ้ง มันต้องนอนอยู่ในถ้ำแก้วผลึกเป็นแน่. ราชสีห์โพธิสัตว์จึงเดินไปยังเชิงภูเขา เห็นพวกน้อง ๆ ตายหมดหกตัว จึงกล่าวว่า ราชสีห์เหล่านี้คงจะไม่รู้ว่าสุนัขจิ้งจอกนอนในถ้ำแก้วผลึก เพราะไม่มีปัญญาตรวจสอบ เพราะความที่ตัวโง่จึงชนถ้ำตาย. ขึ้นชื่อว่าการงานของผู้ไม่พิจารณาแล้ว รีบทำย่อมเป็นอย่างนี้แหละ แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-

การงานเหล่านั้น ย่อมเผาบุคคลผู้มีการ งานอันมิได้พิจารณาแล้ว รีบร้อนจะทำให้สําเร็จ เหมือนกับของร้อนที่บุคคลไม่พิจารณาก่อนแล้ว ใส่เข้าไปในปาก ฉะนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อสเมกฺขิตกมฺมนฺตํ ตุริตาภินิปาตินํ ความว่า บุคคลใดประสงค์จะทำการงานใด มิได้พิจารณาคือมิได้สอบสวนโทษในการงานนั้น รีบร้อนตกลง ผลุนผลันปฏิบัติ เพื่อรีบทําการงานนั้น การงานทั้งหลายเช่นนั้นย่อมเผาผลาญบุคคลผู้นั้น ผู้มิได้พิจารณาการงานรีบร้อนทำให้สำเร็จ คือทำให้เศร้าโศก ทำให้ลำบาก. ถามว่าเหมือนอะไร. ตอบว่าเหมือนของร้อนที่ใส่เข้าไปในปากฉะนั้น อธิบายว่า เหมือนผู้จะบริโภคไม่ได้พิจารณาว่า ของนี้เย็นของนี้ร้อน ใส่ คือ วางของที่กลืนอันร้อนลงไปในปาก ย่อมลวกปากบ้าง คอบ้าง ท้องบ้างทำให้เศร้าโศก ทำให้ลำบาก ฉันใด การงานทั้งหลายเหล่านั้นก็ฉันนั้น ย่อมเผาบุคคลเช่นนั้น.

ราชสีห์โพธิสัตว์นั้น ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว จึงพูดว่าน้อง ๆ ของเราไม่ฉลาดในอุบาย คิดว่าจักฆ่าสุนัขจิ้งจอก รีบร้อนผลุนผลันไปตัวเองจึงตาย ส่วนเราจักไม่ทำอย่างนั้น จักฉีกอกสุนัขจิ้งจอก ซึ่งนอนสะดุ้งอยู่ในถ้ำแก้วผลึกให้จงได้. ราชสีห์โพธิสัตว์สังเกตทางขึ้นลงของสุนัขจิ้งจอกเสร็จแล้ว จึงมุ่งหน้าไปทางนั้น บันลือสีหนาทสามครั้ง. อากาศกับผืนแผ่นดินได้มีเสียงกึกก้องเป็นอันเดียวกัน. หัวใจสุนัขจิ้งจอกซึ่งนอนหวาดสะดุ้งอยู่ในถ้ำแก้วผลึก ก็แตกทำลาย. สุนัขจิ้งจอกถึงแก่ความตายในที่นั้นเอง.

พระศาสดาตรัสว่า สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นได้ยินราชสีห์แผดเสียงอย่างนี้แล้วถึงแก่ความตาย เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว จึงตรัสคาถาที่สองว่า :-

อนึ่ง ราชสีห์ได้แผดสีหนาทที่ภูเขาเงิน สุนัขจิ้งจอกอยู่ในภูเขาเงินได้ฟังราชสีห์แผดเสียง ก็กลัวตาย หวาดกลัว หัวแตกตาย.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สีโห ได้แก่ราชสีห์ ๔ จำพวก คือติณราชสีห์ ปัณฑุราชสีห์ กาฬราชสีห์ ไกรสรราชสีห์ (มีมือและเท้าแดง). ในราชสีห์เหล่านั้น ในที่นี้ประสงค์เอาไกรสรราชสีห์.

บทว่า ทฺทรํ อภินาทยิ ความว่า ไกรสรราชสีห์นั้นบันลือสีหนาทน่ากลัวดุจสำเนียงอสนิบาตฟาดลงสักร้อยครั้งคือ ได้กระทำรชฏบรรพตให้มีเสียงกึกก้องเป็นอันเดียวกัน. บทว่า ททฺทเร วสํ ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกซึ่งอาศัยอยู่ในรชฏบรรพตติดกับถ้ำแก้วผลึก. บทวิา ภีโต สนฺตาสมาปาทิ ความว่า สุนัขจิ้งจอกกลัวตาย ถึงความหวาดสะดุ้ง. บทว่า หทยญฺจสฺส อปฺผลิ ความว่า หัวใจของสุนัขจิ้งจอกนั้นแตกเพราะความกลัว.

ราชสีห์โพธิสัตว์ ครั้นให้สุนัขจิ้งจอกถึงแก่ความตายแล้วจึงปกคลุมพวกน้อง ๆ ไว้ในที่แห่งหนึ่ง แล้วแจ้งการตายของราชสีห์เหล่านั้นให้นางราชสีห์ผู้น้องรู้ ปลอบน้องอยู่อาศัยในถ้ำทองจนสิ้นชีพแล้วก็ไปตามยถากรรม.

พระศาสดาครั้นทรงนําพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจธรรมประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจธรรมอุบาสกตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้นได้เป็นบุตรช่างกัลบกในบัดนี้. นางราชสีห์ได้เป็นกุมาริกาแห่งเจ้าลิจฉวี น้อง ๆ ทั้งหกได้เป็นพระเถระรูปใดรูปหนึ่ง ส่วนราชสีห์พี่ใหญ่ได้เป็นเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาสิคาลชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๐–๑๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๒ สิคาลชาตกํ

อสเมกฺขิตกมฺมนฺตนฺติ อิทํ สตฺถา กูฏาคารสาลายํ วิหรนฺโต เวสาลิวาสิกํ เอกํ นฺหาปิตปุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺส กิร ปิตา ราชูนํ ราโชโรธานํ ราชกุมารานํ ราชกุมาริกานญฺจ มสฺสุกรณเกสสณฺฐาปนอฏฺฐปทฏฺฐปนาทีนิ สพฺพกิจฺจานิ กโรติ สทฺโธ ปสนฺโน ติสรณคโต สมาทินฺนปญฺจสีโล, อนฺตรนฺตเรน สตฺถุ ธมฺมํ สุณนฺโต กาลํ วีตินาเมติ ฯ โส เอกทิวสํ ราชนิเวสเน กมฺมํ กาตุํ คจฺฉนฺโต อตฺตโน ปุตฺตํ คเหตฺวา คโต ฯ โส ตตฺถ เอกํ เทวจฺฉรปฏิภาคํ อลงฺกตปฏิยตฺตํ ลิจฺฉวิกุมาริกํ ทิสฺวา กิเลสวเสน ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา ปิตรา สทฺธึ ราชนิเวสนา นิกฺขมิตฺวา เอตํ กุมาริกํ ลภมาโน ชีวิสฺสามิ, อลภมานสฺส เม เอตฺเถว มรณนฺติ อาหารูปจฺเฉทํ กตฺวา มญฺจกํ ปริสฺสชิตฺวา นิปชฺชิ ฯ อถ นํ ปิตา อุปสงฺกมิตฺวา ตาต อวตฺถุมฺหิ ฉนฺทราคํ มา กริ, หีนชจฺโจ ตฺวํ นฺหาปิตปุตฺโต, ลิจฺฉวิกุมาริกา ขตฺติยธีตา ชาติสมฺปนฺนา, สา ตุมฺหากํ อนนุจฺฉวิกา, อญฺญํ เต ชาติโคตฺเตหิ สทิสํ กุมาริกํ อาเนสฺสามีติ อาห ฯ โส ปิตุ กถํ น คณฺหาติ ฯ อถ นํ มาตา ภาตา ภคินี จุลฺลมาตา จุลฺลปิตาติ สพฺเพปิ ญาตกา เจว มิตฺตสุหชฺชา จ สนฺนิปติตฺวา สญฺญาเปนฺตาปิ สญฺญาเปตุํ นาสกฺขึสุ ฯ โส ตตฺเถว สุสฺสิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ อถสฺส ปิตา สรีรกิจฺจเปตกิจฺจานิ กตฺวา ตนุคเต โสเก สตฺถารํ วนฺทิสฺสามีติ พหูนิ คนฺธมาลาทิวิเลปนานิ คเหตฺวา มหาวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ปูเชตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน กินฺนุ โข อุปาสก อิมานิ ทิวสานิ น ทิสฺสสีติ วุตฺเต ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ สตฺถา น โข อุปาสก อิทาเนว ตว ปุตฺโต อวตฺถุสฺมึ ฉนฺทราคํ อุปฺปาเทตฺวา วินาสํ ปาปุณิ, ปุพฺเพปิ ปตฺโต เยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส สีหโยนิยํ นิพฺพตฺติ, ตสฺส ฉ กนิฏฺฐภาตโร เอกา จ ภคินี อโหสิ ฯ สพฺเพปิ กาญฺจนคุหายํ วสนฺติ ฯ ตสฺสา ปน คุหาย อวิทูเร รชฏปพฺพเต เอกา ผลิกคุหา อตฺถิ ฯ ตตฺเถโก สิคาโล วสติ ฯ อปรภาเค สีหานํ มาตาปิตโร กาลมกํสุ ฯ เต ภคินึ สีหโปติกํ กาญฺจนคุหายํ ฐเปตฺวา โคจราย ปกฺกมิตฺวา มํสํ อาหริตฺวา ตสฺสา เทนฺติ ฯ โส สิคาโล ตํ สีหโปติกํ ทิสฺวา ปฏิพทฺธจิตฺโต อโหสิ ฯ ตสฺสา ปน มาตาปิตูนํ อมตกาเล โอกาสํ นาลตฺถ ฯ โส สตฺตนฺนมฺปิ เตสํ โคจราย ปกฺกนฺตกาเล ผลิกคุหาย โอตริตฺวา กาญฺจนคุหทฺวารํ คนฺตฺวา สีหโปติกาย ปุรโต โลกามิสปฏิสํยุตฺตํ เอวรูปํ รหสฺสกถํ กเถสิ สีหโปติเก อหํ จตุปฺปโท, ตฺวมฺปิ จตุปฺปทา, ตฺวํ เม ปชาปตี โหหิ, อหนฺเต ปติ ภวิสฺสามิ, เต มยํ สมคฺคา สมฺโมทมานา วสิสฺสาม, ตฺวํ อิโต ปฏฺฐาย มํ กิเลสวเสน สงฺคณฺหาหีติ ฯ สา ตสฺส วจนํ สุตฺวา จินฺเตสิ อยํ สิคาโล จตุปฺปาทานํ อนฺตเร หีโน ปฏิกุฏฺโฐ จณฺฑาลสทิโส, มยํ อุตฺตมราชกุลสมฺมตา, เอส โข มยา สทฺธึ อสพฺภํ อนนุจฺฉวิกํ กถํ กเถสิ, อหํ เอวรูปํ กถํ สุตฺวา ชีวิเตน กึ กริสฺสามิ, นาสาวาตํ สนฺนิรุมฺหิตฺวา มริสฺสามีติ ฯ อถสฺสา เอตทโหสิ มยฺหํ เอวเมว มรณํ อยุตฺตํ, ภาติกา ตาว เม อาคจฺฉนฺติ, เตสํ กเถตฺวา มริสฺสามีติ ฯ สิคาโลปิ ตสฺสา สนฺติกา ปฏิวจนํ อลภิตฺวา อิทานิ เอสา มยิ น สมฺพชฺฌตีติ โทมนสฺสปฺปตฺโต ผลิกคุหายํ ปวิสิตฺวา นิปชฺชิ ฯ อเถโก สีหโปตโก มหิสวารณาทีสุ อญฺญตรํ วธิตฺวา มํสํ ขาทิตฺวา ภคินิยา ภาคํ อาหริตฺวา อมฺม มํสํ ขาทสฺสูติ อาห ฯ ภาติก นาหํ ขาทามิ, มริสฺสามีติ ฯ กึการณาติ ฯ สา ตํ ปวุตฺตึ อาจิกฺขิ ฯ อิทานิ กหํ โส สิคาโลติ วุตฺเต ผลิกคุหายํ นิปนฺนสิคาลํ อากาเส นิปนฺโนติ มญฺญมานา ภาติก กึ น ปสฺสสิ, เอโส รชฏปพฺพเต อากาเส นิปนฺโนติ ฯ สีหโปตโก ตสฺส ผลิกคุหายํ นิปนฺนภาวํ อชานนฺโต อากาเส นิปนฺโนติ สญฺญี หุตฺวา มาเรสฺสามิ นนฺติ สีหเวเคน ปกฺขนฺทิตฺวา ผลิกคุหํ หทเยเนว ปหริ ฯ โส หทเยน ผลิเตน ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปตฺวา ปพฺพตปาเท ปติ ฯ อถ อปโร อาคจฺฉิ ฯ สา ตสฺสาปิ ตเถว กเถสิ ฯ โสปิ ตเถว กตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปตฺวา ปพฺพตปาเท ปติ ฯ เอวํ ฉสุปิ ภาติเกสุ มเตสุ สพฺพปจฺฉา โพธิสตฺโต อาคจฺฉติ ฯ สา ตสฺสาปิ ตํ การณํ อาโรเจตฺวา อิทานิ โส กหนฺติ วุตฺเต เอโส รชฏปพฺพตมตฺถเก อากาเส นิปนฺโนติ อาห ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ สิคาลานํ อากาเส ปติฏฺฐา นาม นตฺถิ, ผลิกคุหาย นิปนฺโน ภวิสฺสตีติ ฯ โส ปพฺพตปาทํ โอตริตฺวา ฉ ภาติเก มเต ทิสฺวา อิเม อตฺตโน พาลตาย ปริคฺคณฺหนปญฺญาย อภาเวน ผลิกคุหายํ นิปนฺนภาวํ อชานิตฺวา หทเยน ปหริตฺวา มตา ภวิสฺสนฺติ, อสเมกฺขิตฺวา อติตุริตํ กโรนฺตานํ กมฺมํ นาม เอวรูปํ โหตีติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

อสเมกฺขิตกมฺมนฺตํ ตุริตาภินิปาตินํ

ตานิ กมฺมานิ ตปฺเปนฺติ อุณฺหํ วชฺโฌหิตํ มุเขติ ฯ

ตตฺถ อสเมกฺขิตกมฺมนฺตํ ตุริตาภินิปาตินนฺติ โย ปุคฺคโล ยํ กมฺมํ กาตุกาโม โหติ ตตฺถ โทสํ อสเมกฺขิตฺวา อนุปธาเรตฺวา ตุริโต หุตฺวา เวเคเนว ตํ กมฺมํ กาตุํ อภินิปตติ ปกฺขนฺทติ ปฏิปชฺชติ ตํ อสเมกฺขิตกมฺมนฺตํ ตุริตาภินิปาตินํ ตาทิสานิ กมฺมานิ ตปฺเปนฺติ โสเจนฺติ กิลเมนฺติ ฯ ยถา กึ ฯ อุณฺหํ วชฺโฌหิตํ มุเขติ ยถา ภุญฺชนฺเตน อิทํ สีตลํ อิทํ อุณฺหนฺติ อนุปธาเรตฺวา อุณฺหํ อชฺโฌหรนียํ มุเข อชฺโฌหิตํ ฐปิตํ มุขมฺปิ กณฺฐมฺปิ กุจฺฉิมฺปิ ทหติ โสเจติ กิลเมติ, เอวํ ตถารูปํ ปุคฺคลํ ตานิ กมฺมานิ ตปฺเปนฺติ ฯ

อิติ โส สีโห อิมํ คาถํ วตฺวา มม ภาติกา อนุปายกุสลา สิคาลํ มาเรสฺสามาติ อติเวเคน ปกฺขนฺทิตฺวา สยํ มตา, อหํ ปน เอวํ อกตฺวา สิคาลสฺส ผลิกคุหายํ นิปนฺนสฺเสว ภีตภีตสฺส หทยํ ผาเลสฺสามีติ ฯ โส สิคาลสฺส อาโรหนโอโรหนมคฺคํ สลฺลกฺเขตฺวา ตทภิมุโข หุตฺวา ติกฺขตฺตุํ สีหนาทํ นทิ ฯ ปฐวิยา สทฺธึ อากาสํ เอกนินฺนาทํ อโหสิ ฯ สิคาลสฺส ผลิกคุหายํ นิปนฺนสฺเสว ภีตภีตสฺส หทยํ ผลิ ฯ โส ตตฺเถว ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ

สตฺถา เอวํ โส สิคาโล สีหนาทํ สุตฺวา ชีวิตกฺขยปฺปตฺโตติ วตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ทุติยํ คาถมาห

สีโห จ สีหนาเทน ททฺทรํ อภินาทยิ,

สุตฺวา สีหสฺส นิคฺโฆสํ สิคาโล ททฺทเร วสํ

ภีโต สนฺตาสมาปาทิ, หทยญฺจสฺส อปฺผลีติ ฯ

ตตฺถ สีโหติ จตฺตาโร สีหา ติณสีโห ปณฺฑุสีโห กาฬสีโห สุรตฺตหตฺถปาโท เกสรสีโหติ, เตสุ เกสรสีโห อิธ อธิปฺเปโต ฯ ททฺทรํ อภินาทยีติ เตน อสนิสตสทฺทเภรเวน สีหนาเทน รชฏปพฺพตํ อภินาทยิ เอกนินฺนาทํ อกาสิ ฯ ททฺทเร วสนฺติ ผลิกมิสฺสเก รชฏปพฺพเต วสนฺโต ฯ ภีโต สนฺตาสมาปาทีติ มรณภเยน ภีโต จิตฺตุตฺราสํ อาปาทิ ฯ หทยญฺจสฺส อปฺผลีติ เตน จสฺส ภเยน หทยํ ผลิตํ ฯ

เอวํ สีโห สิคาลสฺส ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา ภาตโร เอกสฺมึ ฐาเน ปฏิจฺฉาเทตฺวา เตสํ มตภาวํ ภคินิยา อาจิกฺขิตฺวา ตํ สมสฺสาเสตฺวา ชีวปริยนฺตํ กาญฺจนคุหายํ ฐตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุปาสโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา สิคาโล นฺหาปิตปุตฺโต อโหสิ, สีหโปติกา ลิจฺฉวิกุมาริกา, ฉ กนิฏฺฐภาตโร อญฺญตรเถรา อเหสุํ, เชฏฺฐภาติกสีโห ปน อหเมวาติ ฯ

สิคาลชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๕๑. ราโชวาทชาดกชาดกถัดไป๑๕๓. สูกรชาดก