สูกรชาดก
ว่าด้วยหมูท้าราชสีห์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๕ · บรรทัด ๑๐๓๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภพระเถระแก่รูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า จตุตปฺปโห อหํ สมฺม ดังนี้
ในวันหนึ่งเมื่อการฟังธรรมยังเป็นไปอยู่ในตอนกลางคืนเมื่อพระศาสดาประทับยืน ณ แผ่นหินแก้วมณี ใกล้ประตูพระคันธกุฏี ประทานสุคโตวาทแก่หมู่ภิกษุแล้วเสด็จเข้าพระคันธกุฏีพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรถวายบังคมพระศาสดา แล้วได้ไปยังบริเวณของตน. พระมหาโมคคัลลานะก็ไปยังบริเวณของตนเหมือนกัน พักอยู่ครู่หนึ่งจึงมาหาพระเถระ แล้วถามปัญหา. พระธรรมเสนาบดีได้แก้ปัญหาที่พระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว ๆได้ทำให้ชัดเจนดุจทำพระจันทร์ให้ปรากฏบนท้องฟ้า. แม้บริษัทสี่ก็นั่งฟังธรรมอยู่. ณ ที่นั้นพระเถระแก่รูปหนึ่งคิดว่า หากเราจะเย้าพระสารีบุตร ถามปัญหาในท่ามกลางบริษัทนี้. บริษัทนี้รู้ว่า ภิกษุนี้เป็นพหูสูต ก็จักกระทำสักการะและยกย่อง จึงลุกขึ้นจากระหว่างบริษัทเข้าไปหาพระเถระยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโสสาริบุตร ข้าพเจ้าจักถามปัญหาข้อหนึ่งกะท่าน ขอจงให้โอกาสแก่เราบ้าง ขอท่านจงให้การวินิจฉัยแก่ข้าพเจ้า โดยอ้อมก็ตาม โดยตรงก็ตาม ในการติเตียนก็ตาม ในการยกย่องก็ตาม ในการวิเศษก็ตาม ในการไม่วิเศษก็ตาม. พระเถระแลดูพระแก่นั้นแล้วคิดว่า หลวงตานี่ตั้งอยู่ในความริษยา โง่ ไม่รู้อะไรเลย จึงไม่พูดกับพระแก่นั้นละอายใจวางพัดวีชนี ลงจากอาสนะเข้าไปยังบริเวณ. แม้พระมหาโมคคัลลานเถระก็ได้เข้าไปยังบริเวณของตนเหมือนกัน. พวกมนุษย์พากันลุกขึ้นประกาศว่า พวกท่านจงจับพระแก่ใจร้ายนี้ ไม่ให้พวกเราได้ฟังธรรมอันไพเราะ แล้วก็พากันติดตามไป พระเถระนั้นหนีไปตกในวัจจกุฏีเต็มด้วยคูถซึ่งมีไม้เลียงหักพังท้ายวิหาร ลุกขึ้นมาทั้งที่เปื้อนคูถ. พวกมนุษย์เห็นดังนั้นพากันรังเกียจได้ไปเฝ้าพระศาสดา.
พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นมนุษย์เหล่านั้น จึงตรัสถามว่า อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกท่านมาทำไมนอกเวลา. พวกมนุษย์พากันกราบทูลเนื้อความให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ภิกษุแก่นี้ผยอง ไม่รู้กำลังของตน ทำทัดเทียมกับผู้มีกำลังมาก แล้วก็เปื้อนคูถ มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนภิกษุแก่นี้ก็เคยผยองไม่รู้กำลังของตนทำทัดเทียมกับผู้มีกำลังมากแล้วก็เปื้อนคูถ เมื่ออุบาสกอุบาสิกาทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า
ครั้งอดีต เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำภูเขาใกล้หิมวันตประเทศ. ในที่ไม่ไกลภูเขานั้นมีสุกรเป็นอันมากอาศัยสระแห่งหนึ่งอยู่. พระดาบสทั้งหลายก็อาศัยสระนั้นอยู่บนบรรณศาลา อยู่มาวันหนึ่งราชสีห์ฆ่าสัตว์มีกระบือและช้างเป็นต้น ตัวใดตัวหนึ่ง เคี้ยวกินเนื้อจนเพียงพอแล้ว ลงไปยังสระนั้นดื่มน้ำขึ้นมา. ขณะนั้นสุกรอ้วนตัวหนึ่งเที่ยวหาอาหารอยู่แถวสระนั้น. ราชสีห์เห็นสุกรอ้วนตัวนั้น จึงคิดว่า สักวันหนึ่งเราจักกินเจ้าสุกรตัวนี้ แต่มันเห็นเราเข้าจะไม่มาอีก เพราะกลัวมันจะไม่กลับมา จึงขึ้นจากสระหลบไปเสียข้างหนึ่ง. สุกรมองดูราชสีห์คิดว่า ราชสีห์นี้พอเห็นเราเข้าก็ไม่อาจจะเข้าใกล้เพราะกลัวเรา จึงหนีไปเพราะความกลัว. วันนี้เราควรจะต้องต่อสู้กับราชสีห์นี้ แล้วชูหัวร้องเรียกราชสีห์ให้มาต่อสู้กัน กล่าวคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนสหาย เราก็มี ๔ เท้า แม้ท่านก็มี ๔ เท้าจงกลับมาสู้กันก่อนเถิดสหาย ท่านกลัว หรือจึงหนีไป.
ราชสีห์ได้ฟังคำท้าของสุกรนั้นจึงกล่าวว่า ดูก่อนสหายสุกร วันนี้เราไม่สู้กับท่าน แต่จากนี้ไป ๗ วัน จงมาสู้กันในที่นี้แหละ แล้วก็หลีกไป. สุกรรื่นเริงเบิกบานใจว่า เราจักได้สู้กับราชสีห์. จึงเล่าเรื่องนั้นให้พวกญาติฟัง. พวกญาติสุกรฟังแล้วพากันตกใจกลัวพูดขึ้นว่า เจ้าจะพาพวกเราทั้งหมดให้ถึงความฉิบหายกันคราวนี้แหละ เจ้าไม่รู้จักกำลังของตัวจะหวังสู้กับราชสีห์ ราชสีห์จักมาทำให้เราทั้งหมดถึงแก่ความตาย เจ้าอย่าทำกรรมอุกอาจนักเลย. สุกรสะดุ้งตกใจกลัวถามว่า คราวนี้เรา จะทําอย่างไรดีเล่า. พวกสุกรต่างพากันพูดว่า นี่แน่ะสหาย เจ้าจงไปในที่ถ่ายอุจจาระของพวกดาบสเหล่านี้ แล้วเกลือกตัวเข้าที่คูถเหม็น รอให้ตัวแห้งสัก ๗ วัน ถึงวันที่ ๗ จงเกลือกตัวให้ชุ่มด้วยน้ำค้าง แล้วมาก่อนราชสีห์มา จงสังเกตทางลม แล้วยืนเหนือลม ราชสีห์เป็นสัตว์สะอาดได้กลิ่นตัวเพื่อนแล้ว จักให้เพื่อนชนะแล้วกลับไป. สุกรอ้วนได้ทำตามนั้น ในที่วันที่ ๗ ได้ไปยืนอยู่ ณ ที่นั้น. ราชสีห์ได้กลิ่นตัวมันเข้าก็รู้ว่าตัวเปื้อนคูถจึงกล่าวว่า ดูก่อนเพื่อนสุกร ท่านคิดชั้นเชิงดีมาก หากท่านไม่เปื้อนคูถ เราจักฆ่าท่านเสียตรงนี้แหละ แต่บัดนี้เราไม่อาจกัดตัวท่านด้วยปาก เหยียบตัวท่านด้วยเท้าได้ เราให้ท่านชนะแล้วจึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-
ดูก่อนสุกร เจ้าเป็นสัตว์สกปรก มีขน เหม็นเน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป ดูก่อนสหายหาก ท่านประสงค์จะสู้กับเรา เราก็จะให้ชัยชนะแก่ ท่าน.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปูติโลโมสิ ได้แก่ ขนมีกลิ่นเหม็นเน่าเพราะเปื้อนขี้. บทว่า ทุคฺคนฺโธ วายสิ ได้แก่ มีกลิ่นปฏิกูลน่าเกลียดยิ่งนัก ฟุ้งไป. บทว่า ชยํ สมฺม ททามิ เต ได้แก่ เราให้ท่านชนะ.
ราชสีห์ครั้นกล่าวว่าเราแพ้แล้ว เจ้าไปเสียเถิดดังนี้ แล้วก็กลับจากที่นั้นเที่ยวแสวงหาอาหาร ดื่มน้ำในสระ เสร็จแล้วก็กลับเข้าถ้ำภูเขาตามเดิม. แม้สุกรก็บอกแก่พวกญาติว่า เราชนะราชสีห์แล้ว. พวกสุกรเหล่านั้น พากันตกใจกลัวว่าราชสีห์จะกลับมาสักวันหนึ่งอีก จักฆ่าพวกเราตายหมด จึงพากันหนีไปอยู่ที่อื่น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงทรงประชุมชาดก. สุกรในครั้งนั้นได้เป็นภิกษุแก่ในครั้งนี้ ส่วนราชสีห์ได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสูกรชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๗–๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๓ สูกรชาตกํ
จตุปฺปโท อหํ สมฺมาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ มหลฺลกตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ ทิวเส รตฺตึ ธมฺมสฺสวเน วตฺตมาเน สตฺถริ คนฺธกุฏิทฺวาเร มณิโสปาณผลเก ฐตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส สุคโตวาทํ ทตฺวา คนฺธกุฏึ ปวิฏฺเฐ ธมฺมเสนาปติ สตฺถารํ วนฺทิตฺวา อตฺตโน ปริเวณํ อคมาสิ ฯ มหาโมคฺคลฺลาโน ปริเวณเมว คนฺตฺวา มุหุตฺตํ วิสฺสมิตฺวา เถรสฺส สนฺติกํ อาคนฺตฺวา ปญฺหํ ปุจฺฉิ ฯ ปุจฺฉิตปุจฺฉิตํ ธมฺมเสนาปติ คคนตเล จนฺทํ อุฏฺฐาเปนฺโต วิย วิสชฺเชตฺวา ปากฏํ อกาสิ ฯ จตสฺโสปิ ปริสา ธมฺมํ สุณมานา นิสีทึสุ ฯ ตตฺเถโก มหลฺลกตฺเถโร จินฺเตสิ สจาหํ อิมิสฺสาปิ ปริสาย มชฺเฌ สาริปุตฺตํ อาลุเฬนฺโต ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสามิ, อยเมว ปริสา พหุสฺสุโต อยนฺติ ญตฺวา สกฺการสมฺมานํ กริสฺสตีติ ฯ ปริสนฺตรา อุฏฺฐาย เถรํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺเตว ฐตฺวา อาวุโส สาริปุตฺต มยมฺปิ ตํ เอกํ ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสาม, อมฺหากมฺปิ โอกาสํ กโรหิ, เทหิ เม ว วินิจฺฉยํ อาเวธิตาย วา ๑- นิพฺเพธิตาย วา ๒- นิคฺคเห วา ปฏิคฺคเห วา วิเสเส วา ปฏิวิเสเส วาติ อาห ฯ เถโร ตํ โอโลเกตฺวา อยํ มหลฺลโก อิจฺฉาจาเร ฐิโต ตุจฺโฉ น กิญฺจิ ชานาตีติ เตน สทฺธึ อกเถตฺวา ว ลชฺชมาโน วีชนึ ฐเปตฺวา อาสนา โอตริตฺวา ปริเวณํ ปาวิสิ ฯ โมคฺคลฺลานตฺเถโรปิ อตฺตโน ปริเวณเมว อคมาสิ ฯ มนุสฺสา อุฏฺฐาย คณฺหเถตํ ทุฏฺฐมหลฺลกํ, มธุรธมฺมสฺสวนํ โน โสตุํ นาทาสีติ อนุพนฺธึสุ ฯ โส ปลายนฺโต วิหารปจฺจนฺเต ภินฺนภินฺนปทราย คูถปูราย วจฺจกุฏิยา ปติตฺวา คูถมกฺขิโต อุฏฺฐาสิ ฯ มนุสฺสา ตํ ทิสฺวา วิปฺปฏิสาริโน หุตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ อคมํสุ ฯ สตฺถา เต ทิสฺวา กึ อุปาสกา อเวลาย อาคตตฺถาติ ปุจฺฉิ ฯ มนุสฺสา ตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ สตฺถา น โข อุปาสกา อิทาเนว เอโส มหลฺลโก อุพฺพิลฺลาวิโต ๓- หุตฺวา อตฺตโน พลํ อชานิตฺวา
@เชิงอรรถ: ๑ อาเวธิกาย วาติปิ ฯ ๒ นิพฺเพธิกาย วาติปิ ฯ
@๓ อุพฺพิลาปิโตติปิ ฯ มหาพเลหิ สทฺธึ ปโยเชตฺวา คูถมกฺขิโต ชาโต, ปุพฺเพเปส อุพฺพิลฺลาวิโต หุตฺวา อตฺตโน พลํ อชานิตฺวา มหาพเลหิ สทฺธึ ปโยเชตฺวา คูถมกฺขิโต อโหสีติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สีโห หุตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส ปพฺพตคุหายํ วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตสฺสาวิทูเร เอกํ สรํ นิสฺสาย พหู สูกรา นิวาสํ กปฺเปสุํ ฯ ตเมว สรํ นิสฺสาย ตาปสาปิ ปณฺณสาลาสุ วาสํ กปฺเปสุํ ฯ อเถกทิวสํ สีโห มหิสวารณาทีสุ อญฺญตรํ วธิตฺวา ยาวทตฺถํ มํสํ ขาทิตฺวา ตํ สรํ โอตริตฺวา ปานียํ ปิวิตฺวา อุตฺตริ ฯ ตสฺมึ ขเณ เอโก ถูลฺลสูกโร ตํ สรํ นิสฺสาย โคจรํ คณฺหาติ ฯ สีโห ตํ ทิสฺวา อญฺญํ เอกทิวสํ อิมํ ขาทิสฺสามิ, มํ โข ปน ทิสฺวา ปุน นาคจฺเฉยฺยาติ ตสฺส อนาคมนภเยน สรโต อุตฺตริตฺวา เอเกน ปสฺเสน คนฺตุํ อารภิ ฯ สูกโร โอโลเกตฺวา เอส มํ ทิสฺวา มม ภเยน อุปคนฺตุํ อสกฺโกนฺโต ภเยน ปลายติ, อชฺช มยา อิมินา สีเหน สทฺธึ ปโยเชตุํ วฏฺฏตีติ สีสํ อุกฺขิปิตฺวา ตํ ยุทฺธตฺถาย อวฺหยนฺโต ปฐมํ คาถมาห
จตุปฺปโท อหํ สมฺม, ตฺวมฺปิ สมฺม จตุปฺปโท,
เอหิ สมฺม นิวตฺตสฺสุ, กินฺนุ ภีโต ปลายสีติ ฯ
สีโห ตสฺส วจนํ สุตฺวา สมฺม สูกร อชฺช อมฺหากํ ตยา สทฺธึ สงฺคาโม นตฺถิ, อิโต ปน สตฺตเม ทิวเส อิมสฺมึ เยว ฐาเน สงฺคาโม โหตูติ วตฺวา ปกฺกามิ ฯ สูกโร สีเหน สทฺธึ สงฺคาเมสฺสามีติ ตุฏฺฐปหฏฺโฐ ตํ ปวุตฺตึ ญาตกานํ อาโรเจสิ ฯ เต ตสฺส กถํ สุตฺวา ภีตภีตา อิทานิ ตฺวํ สพฺเพปิ อมฺเห นาเสสฺสสิ, อตฺตโน พลํ อชานิตฺวา สีเหน สทฺธึ สงฺคามิตุกาโมสิ, สีโห อาคนฺตฺวา สพฺเพปิ อมฺเห ชีวิตกฺขยํ ปาเปสฺสติ, สาหสิกํ กมฺมํ มา กรีติ อาหํสุ ฯ โส ภีตตสิโต อิทานิ กึ กโรมีติ ปุจฺฉิ ฯ สูกรา สมฺม ตฺวํ เอเตสํ ตาปสานํ อุจฺจารภูมิยํ คนฺตฺวา ปูติคูเถ สตฺตทิวสานิ สรีรํ วตฺเตตฺวา สรีรํ สุกฺขาเปตฺวา สตฺตเม ทิวเส สรีรํ อุสฺสาวพินฺทูหิ เตเมตฺวา สีหสฺส อาคมนโต ปุริมตรํ อาคนฺตฺวา วาตโยคํ ญตฺวา อุปริวาเต ติฏฺฐ, สุจิชาติโก สีโห ตว สรีรคนฺธํ ฆายิตฺวา ตุยฺหํ ชยํ ทตฺวา คมิสฺสตีติ อาหํสุ ฯ โส ตถา กตฺวา สตฺตเม ทิวเส ตตฺถ อฏฺฐาสิ ฯ สีโห ตสฺส สรีรคนฺธํ ฆายิตฺวา คูถมกฺขิตภาวํ ญตฺวา สมฺม สูกร สุนฺทโร เต เลโส จินฺติโต, สเจ ตฺวํ คูถมกฺขิโต นาภวิสฺส, อิเธว ตํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปสฺสํ, อิทานิ ปน เต สรีรํ เนว มุเขน ฑํสิตุํ น ปาเทน ปหริตุํ สกฺโกมิ, ชยํ เต ทมฺมีติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห
อสุจิ ปูติโลโมสิ, ทุคฺคนฺโธ วายสิ สูกร,
สเจ ยุชฺฌิตกาโมสิ, ชยํ สมฺม ททามิ เตติ ฯ
ตตฺถ ปูติโลโมสีติ มฬฺหมกฺขิตตฺตา ทุคฺคนฺธโลโม ฯ ทุคฺคนฺโธ วายสีติ อติเชคุจฺฉปติกฺกูลคนฺโธ หุตฺวา วายสิ ฯ ชยํ สมฺม ททามิ เตติ ตุยฺหํ ชยํ เทมิ ฯ
อหํ ปราชิโต, คจฺฉ ตฺวนฺติ วตฺวา สีโห ตโต ว นิวตฺติตฺวา โคจรํ คเหตฺวา สเร ปานียํ ปิวิตฺวา ปพฺพตคุหายเมว คโต ฯ สูกโรปิ สีโห เม ชิโตติ ญาตกานํ อาโรเจสิ ฯ เต ภีตตสิตา ปุน เอกทิวสํ อาคจฺฉนฺโต สีโห สพฺเพ ว อมฺเห ชีวิตกฺขยํ ปาเปสฺสตีติ ปลายิตฺวา อญฺญตฺถ อคมํสุ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา สูกโร มหลฺลโก อโหสิ, สีโห ปน อหเมวาติ ฯ
สูกรชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗