ภัคคชาดก
ว่าด้วยอายุ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๕๙ · บรรทัด ๑๐๕๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ ราชิการามซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ให้จัดสร้างถวายใกล้พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการจามของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้เริ่มต้นว่า ชีว วสฺสสตํ ภคฺค ดังนี้.
ความพิสดารมีว่า วันหนึ่งพระศาสดาประทับนั่ง ณ ท่ามกลางบริษัท ที่ราชิการาม ขณะแสดงธรรมทรงจามขึ้น. ภิกษุทั้งหลายได้พากันส่งเสียงเอ็ดอึงว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระชนม์เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงทรงพระชนม์เถิด. เพราะเสียงนั้นได้ทำให้การแสดงธรรมหยุดลง. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากล่าวในเวลาจามว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิด ดังนี้ เพราะเหตุที่กล่าวดังนั้น คนนั้นจะพึงเป็นอยู่ หรือจะพึงตายเป็นไปได้ไหม. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เป็นไปไม่ได้พระพุทธเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสต่อไปว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอไม่ควรกล่าวในเวลาเขาจามว่า ขอให้ท่านเป็นอยู่เถิด. ผู้ใดกล่าว ผู้นั้นต้องอาบัติทุกกฏ. สมัยนั้นมนุษย์ทั้งหลาย กล่าวกะพวกภิกษุในเวลาที่ภิกษุเหล่านั้นจามว่า ขอให้พระคุณเจ้าทั้งหลายจงเป็นอยู่เถิด. ภิกษุทั้งหลายตั้งข้อรังเกียจ ไม่พูดตอบ. พวกมนุษย์พากันยกโทษว่า อย่างไรกันนี่ สมณศากยบุตรเมื่อเรากล่าวว่า ขอให้พระคุณเจ้าจงเป็นอยู่เถิด ไม่พูดตอบเลย. จึงพากันไปกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกคฤหัสถ์เขาถือมงคลกัน เมื่อคฤหัสถ์เขากล่าวว่า ขอพระคุณเจ้าจงเป็นอยู่เถิด เราอนุญาตให้กล่าวตอบว่าขอให้พวกท่านจงเป็นอยู่เถิด. ภิกษุทั้งหลายพากันกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาการกล่าวโต้ตอบว่าจงเป็นอยู่เถิด เกิดขึ้นเมื่อไร. พระศาสดาตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาการโต้ตอบกันว่า จงเป็นอยู่เถิดเกิดขึ้นแต่โบราณกาล แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ ตระกูลหนึ่งในแคว้นกาสี. บิดาของพระโพธิสัตว์ ทำการค้าขายเลี้ยงชีพบิดาให้พระโพธิสัตว์ซึ่งมีอายุได้ ๑๖ ปี แบกเครื่องแก้วมณีเดินทางไปในบ้านและนิคมเป็นต้น ครั้นถึงกรุงพาราณสีให้หุงอาหารบริโภคใกล้เรือนของนายประตู เมื่อหาที่พักไม่ได้ จึงถามว่า คนจนมาผิดเวลาจะพักได้ที่ไหน. ครั้นแล้วพวกมนุษย์พวกเขาว่า นอกพระนครมีศาลาอยู่หลังหนึ่ง แต่ศาลานั้นมียักษ์ยึดครอง ถ้าท่านต้องการก็จงอยู่เถิด. พระโพธิสัตว์กล่าวว่ามาเถิดพ่อ เราจะไป อย่ากลัวยักษ์ ฉันจะทรมานยักษ์นั้นให้หมอบลงแทบเท้าของพ่อ แล้วก็พาบิดาไปในที่นั้น. ลำดับนั้นบิดาของพระโพธิสัตว์นอนบนพื้นกระดาน. ตนเองนั่งนวดเท้าให้บิดา. ยักษ์ซึ่งสิงอยู่ที่ศาลานั้น อุปฐากท้าวเวสวัณอยู่ ๑๒ ปีเมื่อจะได้ศาลานั้น ได้พรว่า บรรดามนุษย์ซึ่งเข้าไปยังศาลานี้ผู้ใดกล่าวในเวลาที่เขาจามว่า ขอท่านจงเป็นอยู่เถิด และผู้ใดเมื่อเขากล่าวว่าจงเป็นอยู่เถิด แล้วกล่าวตอบว่าท่านก็เหมือนกันขอให้เป็นอยู่เถิด เว้นคนที่กล่าวโต้ตอบเหล่านั้นเสีย ที่เหลือกินเสียเถิด. ยักษ์นั้นอาศัยอยู่ที่ขื่อหัวเสา คิดว่าจักให้บิดาพระโพธิสัตว์จาม จึงโรยผงละเอียดลงด้วยอานุภาพของตน. ผงปลิวเข้าไปในดั้งจมูกของเขา. เขาจึงจามทั้งที่นอนอยู่เหนือพื้นกระดาน. พระโพธิสัตว์มิได้กล่าวว่า ขอท่านจงเป็นอยู่เถิด. ยักษ์จึงลงจากขื่อหมายจะกินเขา. พระโพธิสัตว์เห็นยักษ์ไต่ลงจึงคิดว่า เจ้ายักษ์นี้เองทำให้บิดาของเราจาม เจ้านี่คงจะเป็นยักษ์กินคนที่ไม่กล่าวว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิดในเวลาเขาจามตนนั้นจึงกล่าวคาถาแรกเกี่ยวกับบิดาว่า :-
ข้าแต่บิดา ขอท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปี ขอ ปีศาจจงอย่ากินฉันเลย ท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปี เถิด.
ในบทเหล่านั้น พระโพธิสัตว์เรียกชื่อบิดาว่า ภคฺค. บทว่าอปรานิ จ วีสติ ความว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปีเถิด. บทว่า มา มํ ปิสาจา ขาทนฺตุ ความว่า ขอปีศาจจงอย่ากินข้าพเจ้าเลย. บทว่า ชีว ตฺวํ สรโทสตํ ความว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปีเถิด. อันที่จริง ๑๒๐ ปี เป็นการคาดคะเน แต่เป็นแค่ ๑๐๐ ปีเท่านั้น. ในที่นี้ท่านประสงค์ ๑๐๐ ปี ให้เกินไปอีก๒๐ ปี.
ยักษ์ได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้ว รำพึงว่า เราไม่สามารถจะกินมาณพนี้ได้ เพราะเขากล่าวว่าขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิด แต่เราจะกินบิดาของเขา ว่าแล้วก็ไปหาบิดา. บิดาเห็นยักษ์ตรงมาคิดว่า เจ้ายักษ์นี่คงจักเป็นยักษ์กินคนผู้ไม่กล่าวตอบว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิด เพราะฉะนั้นเราจักกล่าวตอบ แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ เกี่ยวกับบุตรว่า :-
แม้ท่านก็จงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปี พวกปีศาจ จงกินยาพิษ ท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปีเถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วิสํ ปิสาจา ได้แก่ ปีศาจจงกินยาพิษที่ร้ายแรง.
ยักษ์ได้ฟังดังนั้น คิดว่าเราไม่สามารถกินได้ทั้งสองคนจึงถอยกลับ. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ถามยักษ์นั้นว่า ดูก่อนเจ้ายักษ์เพราะเหตุไรเจ้าจึงกินคนที่เข้าไปยังศาลานี้เล่า. ยักษ์ตอบว่าเพราะเราอุปฐากท้าวเวสวัณอยู่ถึง ๑๒ ปี แล้วได้พร. พระโพธิสัตว์ถามว่า เจ้ากินได้ทุกคนหรือ. ยักษ์ตอบว่า ยกเว้นคนที่กล่าวตอบว่า ขอให้ท่านจงป็นอยู่เถิด นอกนั้นเรากินหมด. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนยักษ์ เจ้ากระทำอกุศลไว้ในภพก่อนเป็นผู้ร้ายกาจ หยาบคาย ชอบเบียดเบียนผู้อื่น แม้บัดนี้เจ้าก็ยังทำกรรมเช่นนั้นอีก เจ้าจักเป็นผู้ชื่อว่ามืดมาแล้วมืดไป. เพราะฉะนั้นตั้งแต่บัดนี้ไป เจ้าจงงดจากปาณาติบาตเป็นต้นเสีย พระโพธิสัตว์ทรมานยักษ์นั้น แล้วขู่ด้วยภัยในนรก ให้ยักษ์ตั้งอยู่ในศีลห้า ได้ทำยักษ์ให้เหมือนคนรับใช้.
วันรุ่งขึ้นพวกมนุษย์ซึ่งเดินทาง เห็นยักษ์และทราบว่าพระโพธิสัตว์ทรมานยักษ์สำเร็จ จึงพากันไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ขอเดชะมีมาณพคนหนึ่งทรมานยักษ์นั้นได้ทำให้เหมือนเป็นคนรับใช้ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้หาพระโพธิสัตว์แล้วทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเสนาบดี. และได้พระราชทานยศใหญ่แก่บิดาของเขา. พระราชาทรงกระทำยักษ์ให้ได้รับพลีกรรมแล้วตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ กระทำบุญมีทานเป็นต้นบำเพ็ญทางไปสวรรค์.
พระศาสดาทรงนําพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า คำโต้ตอบว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิด ได้เกิดขึ้นแล้วในกาลนั้นแล้วทรงประชุมชาดก
พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในครั้งนี้ บิดาได้เป็นกัสสป ส่วนบุตรได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาภัคคชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๘–๓๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ ภคฺคชาตกํ ๑-
ชีว วสฺสสตํ ภคฺคาติ อิทํ สตฺถา เชตวนสมีเป ปเสนทิโกสลรญฺญา การิเต ราชิการาเม วิหรนฺโต อตฺตโน ขิปิตกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ ทิวเส สตฺถา ราชิการาเม จตุปริสมชฺเฌ นิสีทิตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต ขิปิ ฯ ภิกฺขู ชีวตุ ภนฺเต ภควา, ชีวตุ สุคโตติ อุจฺจาสทฺทํ มหาสทฺทํ อกํสุ ฯ เตน สทฺเทน ธมฺมกถาย อนฺตราโย อโหสิ ฯ อถ โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อปิ นุ โข ภิกฺขเว ขิปิเต ชีวาติ วุตฺเต ตปฺปจฺจยา ชีเวยฺย วา มเรยฺย วาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเตติ ฯ น หิ ภิกฺขเว ขิปิเต ชีวาติ วตฺตพฺพํ, โย วเทยฺย อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ ฯ เตน โข ปน สมเยน มนุสฺสา ภิกฺขูนํ ขิปิเต ชีวถ ภนฺเตติ วทนฺติ ฯ ภิกฺขู กุกฺกุจฺจายนฺตา นาลปนฺติ ฯ มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สากฺยปุตฺติยา ชีวถ ภนฺเตติ วุจฺจมานา นาลปิสฺสนฺติ ฯ ภควโต ตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ คีหี ภิกฺขเว
@เชิงอรรถ: ๑ คคฺคาติปิ ฯ มงฺคลิกา, อนุชานามิ ภิกฺขเว คีหินา ชีวถ ภนฺเตติ วุจฺจมาเนน จิรํ ชีวาติ ปฏิวตฺตุนฺติ ฯ ภิกฺขู ภควนฺตํ ปุจฺฉึสุ ภนฺเต ชีวปฏิชีวํ นาม กทา อุปฺปนฺนนฺติ ฯ สตฺถา ภิกฺขเว ชีวปฏิชีวํ นาม โปราณกาเล อุปฺปนฺนนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกรฏฺเฐ เอกสฺมึ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺส ปิตา โวหารํ กตฺวา ชีวิตํ กปฺเปสิ ฯ โสฬสวสฺสุทฺเทสิกํ โพธิสตฺตํ มณิกภณฺฑํ ๑- อุกฺขิปาเปตฺวา คามนิคมาทีสุ จรนฺโต พาราณสึ ปตฺวา โทวาริกสฺส ฆเร ภตฺตํ ปาจาเปตฺวา ภุญฺชิตฺวา นิวาสนฏฺฐานํ อลภนฺโต อเวลายํ อาคตา อาคนฺตุกา กตฺถ วสนฺตีติ ปุจฺฉิ ฯ อถ นํ มนุสฺสา พหินคเร เอกา สาลา อตฺถิ, สา ปน อมนุสฺสปริคฺคหิตา, สเจ อิจฺฉถ วสถาติ อาหํสุ ฯ โพธิสตฺโต เอถ ตาต, คจฺฉาม, ยกฺขสฺส มา ภายิตฺถ, อหนฺตํ ทเมนฺโต ตุมฺหากํ ปาเทสุ ปาเตสฺสามีติ ปิตรํ คเหตฺวา ตตฺถ คโต ฯ อถสฺส ปิตา ผลเก นิปชฺชิ ฯ สยํ ปิตุ ปาเท สมฺพาหนฺโต นิสีทิ ฯ ตตฺถ อธิวฏฺโฐ ยกฺโข ปน ทฺวาทสวสฺสานิ เวสฺสวณํ อุปฏฺฐหิตฺวา ตํ สาลํ ลภนฺโต อิมํ สาลํ ปวิฏฺฐมนุสฺเสสุ โย ขิปิเต ชีวาติ วทติ โย จ ชีวาติ วุตฺเต ปฏิชีวาติ วทติ, เต ชีวปฏิชีววาทิโน ฐเปตฺวา อวเสเส ขาเทยฺยาสีติ ลภิ ฯ โส ปิฏฺฐิวํสถูณาย ๒- วสติ ฯ โส โพธิสตฺตสฺส ปิตรํ ขิปาเปสฺสามีติ อตฺตโน อานุภาเวน สุขุมํ จุณฺณํ วิสฺสชฺเชติ ฯ จุณฺณา อาคนฺตฺวา ตสฺส นาสปุเฏสุ
@เชิงอรรถ: ๑ วณิชภณฺฑนฺติปิ ฯ ๒ ตลายาติปิ ฯ ปาวิสึสุ ฯ โสปิ ผลเก นิปนฺนโกว ขิปิ ฯ โพธิสตฺโต น ชีวาติ อาห ฯ ยกฺโข ตํ ขาทิตุํ ตุลาย โอตรติ ฯ โพธิสตฺโต ตํ โอตรนฺตํ ทิสฺวา อิมินา เม ปิตา ขิปาปิโต ภวิสฺสติ, อยํ โส ขิปิเต ชีวาติ อวทนฺตํ ขาทกยกฺโข ภวิสฺสตีติ ปิตรํ อารพฺภ ปฐมํ คาถมาห
ชีว วสฺสสตํ ภคฺค อปรานิ จ วีสติ,
มา มํ ปิสาจา ขาทนฺตุ, ชีว ตฺวํ สรโทสตนฺติ ฯ
ตตฺถ ภคฺคาติ ปิตรํ นาเมน อาลปติ ฯ อปรานิ จ วีสตีติ อปรานิ จ วีสติ วสฺสานิ ชีว ฯ มา มํ ปิสาจา ขาทนฺตูติ มา มํ ปิสาโจ ขาทตุ ฯ ชีว ตฺวํ สรโทสตนฺติ ตฺวํ ปน วีสุตฺตรวสฺสสตํ ชีวาติ ฯ สรโทสตญฺหิ คณิยมานํ วสฺสสตํ เอว โหติ ฯ ตํ ปุริเมหิ วีสาย สทฺธึ วีสุตฺตรํ อิธ อธิปฺเปตํ ฯ
ยกฺโข โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา อิมํ ตาว มาณวํ ชีวาติ วุตฺตตฺตา ขาทิตุํ น สกฺโกมิ, ปิตรํ ปนสฺส ขาทิสฺสามีติ ปิตุ สนฺติกํ อคมาสิ ฯ โส ตํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา อยํ โข ปฏิชีวาติ อภณนฺตานํ ขาทกยกฺโข ภวิสฺสตีติ ปฏิชีวํ กริสฺสามีติ ปุตฺตํ อารพฺภ ทุติยํ คาถมาห
ตฺวมฺปิ วสฺสสตํ ชีว อปรานิ จ วีสติ,
วิสํ ปิสาจา ขาทนฺตุ, ชีว ตฺวํ สรโทสตนฺติ ฯ
ตตฺถ วิสํ ปิสาจาติ ปิสาโจ หลาหลํ วิสํ ขาทตุ ฯ
ยกฺโข ตสฺส วจนํ สุตฺวา อุโภปิ เม น สกฺกา ขาทิตุนฺติ ปฏินิวตฺติ ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต ปุจฺฉิ โภ ยกฺข กสฺมา ตฺวํ อิมํ สาลํ ปวิฏฺฐมนุสฺเส ขาทสีติ ฯ ทฺวาทสวสฺสานิ เวสฺสวณํ อุปฏฺฐหิตฺวา ลทฺธตฺตาติ ฯ กึ ปน สพฺเพว ขาทิตุํ ลภสีติ ฯ โส ชีวปฏิชีวภาณิโน ฐเปตฺวา อวเสเส ขาทามีติ ฯ ยกฺข ตฺวํ ปุพฺเพปิ อกุสลํ กตฺวา กกฺขโล ผรุโส ปรวิหึสโก หุตฺวา นิพฺพตฺโต, อิทานิปิ ตาทิสํ กมฺมํ กตฺวา ตโม ตมปรายโน ภวิสฺสสิ, ตสฺมา อิโต ปฏฺฐาย ปาณาติปาตาทีหิ วิรมสฺสูติ ตํ ยกฺขํ ทเมตฺวา นิรยภเยน ตชฺเชตฺวา ปญฺจสีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา ยกฺขํ เปสนการกํ วิย อกาสิ ฯ ปุน ทิวเส สญฺจรนฺตา มนุสฺสา ยกฺขํ ทิสฺวา โพธิสตฺเตน จสฺส ทมิตภาวํ ญตฺวา รญฺโญ อาโรเจสุํ เทว เอโก มาณโว ตํ ยกฺขํ ทเมตฺวา เปสนการกํ วิย กตฺวา ฐิโตติ ฯ ราชา โพธิสตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา เสนาปติฏฺฐาเน ฐเปสิ ฯ ปิตุ จสฺส มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ โส ยกฺขํ พลิปฏิคฺคาหกํ กตฺวา โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา สคฺคปทํ ปูเรสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชีวปฏิชีวนฺนาม ตสฺมึ กาเล อุปฺปนฺนนฺติ วตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ, ปิตา กสฺสโป, ปุตฺโต ปน อหเมวาติ ฯ
ภคฺคชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗