ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อลีนจิตตชาดก
ชาดกที่ ๑๕๖ · ทุกนิบาตชาดก · ทัฬหวรรค

อลีนจิตตชาดก

ว่าด้วยกัลยาณมิตร

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๑ · บรรทัด ๑๐๕๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอลีนจิตตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุคลายความเพียรรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อลีนจิตฺตํ นิสฺสาย ดังนี้.

เรื่องราวจักมีแจ้งในสังวรชาดกในเอกาทสกนิบาต. ภิกษุนั้นเมื่อพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่า เธอคลายความเพียรจริงหรือ กราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า.

ลำดับนั้นพระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อก่อนเธอได้ทำความเพียรยึดเอาราชสมบัติในกรุงพาราณสีประมาณ ๑๒ โยชน์ ถวายราชกุมารหนุ่มเช่นกับชิ้นเนื้อมิใช่หรือ. เหตุไรในบัดนี้ เธอบวชในพระศาสนาเห็นปานนี้ จึงคลายความเพียรเสียเล่า แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า

ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี ได้มีบ้านช่างไม้อยู่ไม่ห่างจากกรุงพาราณสี. พวกช่างไม้ ๕๐๐ คน อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น พวกเขาเดินเรือขึ้นเหนือน้ำแล้วพากันเข้าไปในป่า. ตัดฟันไม้เครื่องเรือนปรุงปราสาทต่างชนิด มีพื้นชั้นเดียวและสองชั้นเป็นต้น ณ ที่นั้นเองแล้วทำเครื่องหมายไว้ในไม้ทุกชิ้น ตั้งแต่เสา ขนไปยังฝั่งแม่น้ำบรรทุกเรือล่องมาถึงพระนครตามกระแสน้ำ ผู้ใดต้องการเรือนชนิดใดก็ปรุงเรือนชนิดนั้นแก่ผู้นั้น แล้วรับเอากหาปณะกลับไปขนเครื่องเรือนในที่นั้นมาอีก. เมื่อเขาเลี้ยงชีวิตอยู่อย่างนี้ คราวหนึ่งเมื่อเขาตั้งค่ายตัดฟันไม้อยู่ในป่า ในที่ไม่ไกลนักมีช้างตัวหนึ่งเหยียบตอตะเคียนเข้า. ตอได้แทงเท้าช้างเข้า มันเจ็บปวดเป็นกำลัง. เท้าบวมกลัดหนอง. ช้างได้รับทุกขเวทนาสาหัส ได้ยินเสียงตัดฟันไม้ของพวกช่างไม้ จึงหมายใจว่าเราจักมีความสวัสดีเพราะอาศัยพวกช่างไม้เหล่านี้ แล้วเดินสามเท้าเข้าไปหาเขาหมอบลงใกล้ ๆ. ช่างไม้เห็นช้างมีเท้าบวม จึงตรงเข้าไปใกล้พบตออยู่ที่เท้าแล้วใช้มีดที่คมกรีดรอบตอ ใช้เชือกดึงตอออกบีบหนอง เอาน้ำอุ่นชะ ไม่นานนักที่พวกเขารักษาแผลให้หายด้วยใช้ยาที่ถูกต้อง. ช้างหายเจ็บปวดจึงคิดว่า เราได้ชีวิต เพราะอาศัยช่างไม้เหล่านี้ เราควรช่วยเหลือตอบแทนเขา. ตั้งแต่นั้นมาเมื่อช่างไม้นำไม้มาถาก ช้างก็ช่วยพลิกให้ส่งเครื่องมือมีมีดเป็นต้นให้กับพวกช่างไม้. มันใช้งวงพันจับปลายเชือกสายบรรทัด. ในเวลาบริโภคอาหาร พวกช่างไม้ต่างก็ให้ก้อนข้าวแก่มันคนละปั้น ให้ถึง ๕๐๐ ปั้น. อนึ่งช้างนั้นมีลูกขาวปลอด เป็นลูกช้างอาชาไนย. เพราะเหตุนั้นมันจึงคิดว่า เวลานี้เราก็แก่เฒ่าเราควรให้ลูกแก่ช่างไม้เหล่านี้. เพื่อทำงานแทนเราแล้วเข้าป่าไป. ช้างนั้นมิได้บอกแก่พวกช่างไม้เข้าป่านำลูกมากกล่าวว่า ช้างน้อยเชือกนี้เป็นลูกของข้าพเจ้า พวกท่านได้ช่วยชีวิตของข้าพเจ้าไว้ข้าพเจ้าขอให้ลูกนี้เป็นบำเหน็จค่าหมอของพวกท่าน ตั้งแต่นี้ไปลูกนี้จักทำการงานให้พวกท่าน แล้วจึงสอนลูกว่า ดูก่อนเจ้าลูกน้อย ตั้งแต่นี้ไปเจ้าจงทำการงานแทนเรา ครั้นมอบลูกน้อยให้พวกช่างไม้แล้ว ตัวเองก็เข้าป่าไป. ตั้งแต่นั้นมา ลูกช้างก็ทำตามคำของพวกช่างไม้ เป็นสัตว์ว่านอนสอนง่าย กระทำกิจการทั่วไป. แม้พวกช่างไม้ก็เลี้ยงดูลูกช้างน้อยด้วยอาหาร ๕๐๐ ปั้นลูกช้างน้อยทำงานเสร็จแล้วก็ลงแม่น้ำอาบเล่นแล้วก็กลับ. พวกเด็กช่างไม้ก็จับลูกช้างน้อยที่งวงเป็นต้น เล่นกับลูกช้างทั้งในน้ำและบนบก. ธรรมดาชาติอาชาไนยทั้งหลาย จะเป็นช้างก็ตามม้าก็ตาม คนก็ตาม ย่อมไม่ถ่ายอุจจาระ หรือปัสสาวะลงในน้ำเพราะฉะนั้นลูกช้างนั้นจึงไม่ถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะลงในน้ำถ่ายแต่ริมฝั่งแม่น้ำภายนอกเท่านั้น. อยู่มาวันหนึ่ง ฝนตกลงมาเหนือแม่น้ำ. ถูกช้างที่แห้งก็ไปสู่แม่น้ำ ได้ติดอยู่ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่งที่ท่ากรุงพาราณสี. ครั้งนั้นพวกควาญช้างของพระราชานำช้าง ๕๐๐ เชือกไปด้วยประสงค์จะให้อาบน้ำ. ช้างเหล่านั้นได้กลิ่นคูถของช้างอาชาไนยเข้า จึงไม่กล้าลงแม่น้ำสักตัวเดียวชูหางพากันหนีไปทั้งหมด. พวกควาญช้างจึงแจ้งเรื่องแก่นายหัตถาจารย์. พวกเขาคิดกันว่าในน้ำต้องมีอันตราย จึงทำความสะอาดน้ำเห็นคูถช้างอาชาไนยติดอยู่ที่พุ่มไม้ ก็รู้ว่านี่เองเป็นเหตุในเรื่องนี้ จึงให้นำถาดมาใส่น้ำขยำคูถลงในถาดนั้นแล้วให้รดจนทั่วตัวช้างทั้งหลาย. ตัวช้างก็มีกลิ่นหอม. ช้างเหล่านั้นจึงลงอาบน้ำกันได้. นายหัตถาจารย์ทูลเล่าเรื่องราวนั้นแด่พระราชาแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะพระองค์ควรสืบหาช้างอาชาไนยนั้นนำมาเถิดพระเจ้าข้า.

พระราชาเสด็จสู่แม่น้ำด้วยเรือขนาน เมื่อเรือขนานแล่นไปถึงตอนบน ก็บรรลุถึงที่อยู่ของพวกช่างไม้. ลูกช้างกำลังเล่นน้ำอยู่ได้ยินเสียงกลอง จึงกลับไปยืนอยู่กับพวกช่างไม้. พวกช่างไม้ถวายการต้อนรับพระราชาแล้วกราบทูลว่า ขอเดชะหากพระองค์มีพระประสงค์ด้วยไม้ เหตุไรต้องเสด็จมา จะทรงส่งคนให้ขนไปไม่ควรหรือพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่ง นี่แน่พนาย เรามิได้มาเพื่อประสงค์ไม้ดอก แต่เรามาเพื่อต้องการช้างเชือกนี้. พวกช่างไม้กราบทูลว่า ขอเดชะโปรดให้จับไปเถิดพระเจ้าข้า. ลูกช้างไม่ปรารถนาจะไป. พระราชารับสั่งถามว่าช้างจะให้ทำอย่างไรเล่า พนาย. พวกเขากราบทูลว่า ขอเดชะช้างจะให้พระราชทานค่าเลี้ยงดูแก่ช่างไม้พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ตกลงพนาย แล้วโปรดให้วางกหาปณะลงที่เท้าช้างทั้ง ๔ ข้าง ที่งวงและที่หางแห่งละแสนกหาปณะ แม้เพียงนี้ช้างก็ไม่ไป ครั้นพระราชทานผ้าคู่แก่ช่างไม้ทั้งหมด พระราชทานผ้าสาฎกสำหรับทั้งนุ่งแก่ภรรยาช่างไม้ แม้เพียงนี้ก็ไม่ไป ต่อเมื่อพระราชทานเครื่องบริหารสำหรับเด็ก แก่เด็กชายหญิงที่เล่นอยู่ด้วยกัน ลูกช้างจึงเหลียวไปดูพวกช่าง เหล่าสตรีและพวกเด็กแล้วเดินไปกับพระราชา. พระราชาทรงพาไปถึงพระนคร รับสั่งให้ประดับพระนครและโรงช้าง ทรงให้ช้างกระทำปทักษิณพระนคร แล้วให้เข้าไปโรงช้าง ทรงประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง ทรงทำการอภิเษกยกขึ้นเป็นราชพาหนะ ทรงตั้งไว้ในฐานะเป็นสหายของพระองค์ พระราชทานราชสมบัติกึ่งหนึ่งแก่ช้าง ได้ทรงกระทำการเลี้ยงดูเสมอด้วยพระองค์. ตั้งแต่ช้างมา ราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระราชาทั้งสิ้นเชิง.

ครั้นกาลเวลาผ่านไปอย่างนี้ พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชาพระองค์นั้น. ในเวลาที่พระนางทรงครรภ์แก่ พระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว. หากพญาช้างพึงรู้ว่าพระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว หัวใจของพญาช้างก็จะต้องแตกทำลายไป ณ ที่นั้นเอง. ดังนั้นพวกคนเลี้ยง ช้างจึงบํารุงมิให้พญาช้างรู้ว่า พระราชาได้สวรรคตเสียแล้ว. ฝ่ายพระเจ้ากรุงโกศล ซึ่งมีพระราชอาณาจักรใกล้เคียงกันทรงสดับข่าวว่า พระราชาสวรรคตแล้ว ทรงดำริว่า นัยว่าราชสมบัติกรุงพาราณสีว่างผู้ครอง จึงยกกองทัพใหญ่ล้อมพระนคร. ชาวพระนครพากันปิดประตูเมือง ส่งสาส์นถวายพระเจ้ากรุงโกศลว่า พระอัครมเหสีของพระราชาของพวกข้าพเจ้าทรงครรภ์แก่. พวกโหรทํานายว่า จากนี้ไปเจ็ดวันพระอัครมเหสีจักคลอดพระโอรส พวกข้าพเจ้าจักขอรบในวันที่เจ็ด จักไม่มอบราชสมบัติให้ ขอได้โปรดทรงรอไว้ชั่วเวลาเพียงเท่านี้. พระเจ้ากรุงโกศลทรงรับว่า ตกลง ครั้นถึงวันที่เจ็ดพระเทวีประสูติพระโอรส. ก็ในวันขนานพระนาม มหาชนได้ขนานพระนามพระโอรสว่า อลีนจิตตราชกุมาร เพราะพระโอรสทรงบันดาลให้จิตท้อแท้ของมหาชนมีขวัญดีขึ้น. ตั้งแต่วันที่เจ็ดพระโอรสประสูติ ชาวพระนครของพระองค์ก็สู้รบกับพระเจ้ากรุงโกศล. เพราะขาดผู้นำ แม้จะมีกำลังต่อสู้มากมายเพียงไรเมื่อต่อสู้ไปก็ถอยกำลังลงทีละน้อย ๆ. พวกอำมาตย์พากันกราบทูลความนั้นแด่พระเทวี แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เมื่อกําลังลดถอยลงอย่างนี้ พวกข้าพเจ้าเกรงว่าจะแพ้สงคราม. มงคลหัตถีสหายของพระราชา มิได้รู้ว่าพระราชาสวรรคตพระโอรสประสูติพระเจ้ากรุงโกศลเสด็จมาทำสงคราม. พวกข้าพเจ้าจะบอกให้พญาช้างนั้นรู้ดีไหมพระเจ้าข้า. พระเทวีรับสั่งว่าดีแล้ว จึงตกแต่งพระโอรสให้บรรทมเหนือพระอู่บุด้วยภูษาเนื้อดี เสด็จลงจากปราสาท มีหมู่อำมาตย์แวดล้อม เสด็จถึงโรงพญาช้างให้พระโพธิสัตว์บรรทมใกล้ ๆ พญาช้าง แล้วตรัสว่า ดูก่อนพญามงคลหัตถี พระสหายของท่านสวรรคตเสียแล้ว พวกข้าพเจ้ามิได้บอกเพราะเกรงว่าท่านจะหัวใจแตกทำลาย นี่คือพระราชโอรสแห่งพระสหายของท่าน พระเจ้าโกศลเสด็จมาล้อมพระนคร ต่อสู้กับพระโอรสของท่าน ไพร่พลหย่อนกำลัง ท่านอย่าปล่อยให้พระโอรสของท่านตายเสียเลย จงยึดราชสมบัติถวายแก่เธอเถิด. ขณะนั้นพญามงคลหัตถีก็เอางวงลูบคลำพระโพธิสัตว์ แล้วยกขึ้นประดิษฐานไว้เหนือกระพองร้องไห้คร่ำครวญ แล้วางวางพระโพธิสัตว์ให้บรรทมบนพระหัตถ์ของพระเทวี แล้วออกจากโรงช้างไป หมายใจว่าจักจับพระเจ้ากรุงโกศล. ลำดับนั้นพวกอำมาตย์จึงสวมเกราะ ตกแต่งพญาช้างเปิดประตูพระนคร พากันห้อมล้อมพญาช้างนั้นออกไป. พญามงคลหัตถีครั้นออกจากพระนครแล้ว ก็แผดเสียงโกญจนาถยังมหาชนให้หวาดสะดุ้งพากันหนีทำลายค่ายข้าศึก คว้าพระเมาลีพระเจ้ากรุงโกศลไว้ได้แล้วพามาให้หมอบลง ณ บาทมูลของพระโพธิสัตว์ ครั้นหมู่ทหารเข้ารุมล้อมเพื่อฆ่าพระเจ้ากรุงโกศลพญาช้างก็ห้ามเสียแล้วถวายโอวาทว่า ตั้งแต่นี้ไปพระองค์อย่าประมาท อย่าสำคัญว่าพระกุมารนี้ยังเป็นเด็ก แล้วจึงกลับไปตั้งแต่นั้นมาราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ก็ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระโพธิสัตว์. ขึ้นชื่อว่าข้าศึกปัจจามิตรอื่น ๆ ไม่สามารถจะเผชิญได้เลย.

พระโพธิสัตว์ได้รับการอภิเษกในเมื่อพระชนม์ได้ ๗พระพรรษา ทรงพระนามว่า อลีนจิตตราช ทรงปกครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำเพ็ญทางไปสวรรค์จนวาระสุดท้ายพระชนม์ชีพ.

พระศาสดาทรงนำอดีตนี้มา เมื่อทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

เสนาหมู่ใหญ่อาศัยเจ้าอลีนจิต มีใจรื่นเริง ได้จับเป็นพระเจ้าโกศล ผู้ไม่ทรงอิ่มด้วยราชสมบัติฉันใด. ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรเป็นที่ พึ่งอาศัย ปรารภความเพียรเจริญกุศลธรรม เพื่อ บรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ พึงบรรลุธรรม เป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ ก็ ฉันนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อลีนจิตฺตํ นิสฺสาย ได้แก่อาศัยพระอลีนจิตราชกุมาร. บทว่า ปหฏฺา มหตี จมู ความว่า เสนาหมู่ใหญ่ต่างพากันรื่นเริงยินดีว่า เราได้ราชสมบัติสืบสายราชประเพณีคืนมาแล้ว. บทว่า โกสลํ เสนาสนฺตฺฏฺํ พระเจ้ากรุงโกศล ผู้ไม่ทรงอิ่มด้วยราชสมบัติของพระองค์ เสด็จมาด้วยทรงโลภในราชสมบัติของผูอื่น. บทว่า ชีวคาหํ อคาหยิ ความว่าเสนานั้นขอให้พญาช้างจับเป็นพระราชาอย่าฆ่า. บทว่า เอวํ นิสฺสยสมฺปนฺโน ความว่า เสนานั้นฉันใด กุลบุตรแม้อื่นซึ่งสมบูรณ์ด้วยนิสัยได้กัลยาณมิตรซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าก็ดี สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี ให้เป็นที่พึ่งอาศัยก็ฉันนั้น. บทว่า ภิกขุ นี้เป็นชื่อของผู้บริสุทธิ์. บทว่า อารทฺธวีริโย ได้แก่ เป็นผู้ประคองความเพียร คือประกอบด้วยความเพียรอันปราศจากโทษสี่ประการ. บทว่า ภาวยํ กุสลํ ธมฺมํ ความว่าเมื่อเจริญธรรมอันเป็นกุศล คือ ไม่มีอาลัย ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม๓๗ ประการ. บทว่า โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา ได้แก่ เจริญธรรมนั้นเพื่อบรรลุนิพพานอันเกษมจากโยคะ ๔. บทว่า ปาปุเณ อนุปุพฺเพ สพฺพสํโยชนกฺขยํ ความว่า ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยอันเป็นกัลยาณมิตรนั้น เมื่อเจริญกุศลธรรมนี้ ตั้งแต่การเห็นแจ้งอย่างนี้ ก็จะบรรลุวิปัสสนาญาณโดยลำดับ และมรรคผลเบื้องต่ำ ในที่สุดย่อมบรรลุพระอรหัต กล่าวคือการสิ้นสังโยชน์ทั้งหมด เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในที่สุดแห่งความสิ้นไปของสังโยชน์ ๑๐. อนึ่งเพราะสังโยชน์ทั้งหมดสิ้นไป เพราะอาศัยพระนิพพาน ฉะนั้น พระนิพพานนั้นก็เป็นอันสิ้นสังโยชน์ทั้งหมด. อธิบายว่า ภิกษุย่อมบรรลุความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งหมด อันได้แก่พระนิพพานด้วยประการฉะนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบยอดแห่งพระธรรมเทศนาด้วยอมตมหานิพพาน ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงทรงประกาศสัจธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป แล้วจึงทรงประชุมชาดก.

ในเมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้คลายความเพียร ได้บรรลุพระอรหัต. พระมารดาในครั้งนั้นได้เป็นพระมหามายา. พระบิดาได้เป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราช. พญาช้างซึ่งช่วยให้ได้ราชสมบัติ ได้เป็นภิกษุผู้คลายความเพียรรูปนี้. บิดาของพญาช้างได้เป็นสาริบุตร. ส่วนอลีนจิตตราชกุมาร ได้เป็นเราตถาคตฉะนี้แล.

จบ อรรถกถาอลีนจิตตชาดกที่ ๖

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๓๔–๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๖ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๖ อลีนจิตฺตชาตกํ

อลีนจิตฺตํ นิสฺสายาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ โอสฏฺฐวิริยํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุํ เอกาทสนิปาเต สํวรชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ

โส ปน ภิกฺขุ สตฺถารา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ วิริยํ โอสชฺชีติ วุตฺเต สจฺจํ ภควาติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา นนุ ตฺวํ ภิกฺขุ ปุพฺเพ วิริยํ กตฺวา มํสเปสิสทิสสฺส ทหรกุมารสฺส ทฺวาทสโยชนิเก พาราณสินคเร รชฺชํ คเหตฺวา อทาสิ, อิทานิ กสฺมา เอวรูเป สาสเน ปพฺพชิตฺวา วิริยํ โอสชฺชสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พาราณสิโต อวิทูเร วฑฺฒกีคาโม อโหสิ ฯ ตตฺถ ปญฺจสตา วฑฺฒกี วสนฺติ ฯ เต นาวาย อุปริโสตํ คนฺตฺวา อรญฺเญ ปวิสึสุ ฯ เต เคหสมฺภารทารูนิ โกฏฺเฏตฺวา ตตฺเถว เอกภูมิกทฺวิภูมิกาทิเภเท ปาสาเท ๑- สชฺเชตฺวา ถมฺภโต ปฏฺฐาย สพฺพทารูสุ สญฺญํ กตฺวา นทีตีรํ เนตฺวา นาวํ อาโรเปตฺวา อนุโสเตน นครํ อาคนฺตฺวา, เย ยาทิสานิ เคหานิ อากงฺขนฺติ, เตสํ ตาทิสานิ กตฺวา กหาปเณ คเหตฺวา ปุน ตตฺเถว คนฺตฺวา เคหสมฺภาเร อาหรนฺติ ฯ เอวํ เตสํ ชีวิตํ กปฺเปนฺตานํ เอกสฺมึ กาเล อรญฺเญ ขนฺธาวารํ พนฺธิตฺวา ทารูนิ โกฏฺเฏนฺตานํ อวิทูเร เอโก หตฺถี ขทิรขานุกํ อกฺกมิ ฯ ตสฺส โส ขานุโก

@เชิงอรรถ: ๑ เคเหติปิ ฯ ปาทํ วิชฺฌิ ฯ พลวเวทนา วตฺตนฺติ ฯ ปาโท อุทฺธุมายิตฺวา ปุพฺพํ คณฺหิ ฯ โส เวทนาปฺปตฺโต เตสํ ทารุโกฏฺฏนสทฺทํ สุตฺวา อิเม วฑฺฒกี นิสฺสาย มยฺหํ โสตฺถิ ภวิสฺสตีติ มญฺญมาโน ตีหิ ปาเทหิ เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา อวิทูเร นิปชฺชิ ฯ วฑฺฒกี ตํ อุทฺธุมาตปาทํ ทิสฺวา อุปสงฺกมิตฺวา ปาเท ขานุกํ ทิสฺวา ติขิณาย วาสิยา ขานุกสฺส สมนฺตโต โอธิกํ กตฺวา รชฺชุยา พนฺธิตฺวา อากฑฺฒมานา ขานุกํ นีหริตฺวา ปุพฺพํ โมจิตฺวา อุณฺโหทเกน โธวิตฺวา ตทนุรูเปหิ เภสชฺเชหิ น จิรสฺเสว วณํ ผาสุกํ กรึสุ ฯ หตฺถี อโรโค หุตฺวา จินฺเตสิ มยา อิเม วฑฺฒกี นิสฺสาย ชีวิตํ ลทฺธํ, อิทานิ เตสํ มยา อุปการํ กาตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย วฑฺฒกีหิ สทฺธึ รุกฺเข นีหริตฺวา ตจฺฉนฺตานํ ปริวฏฺเฏตฺวา เทติ วาสิอาทีนิ อุปสํหรติ ฯ โสณฺฑาย เวเฐตฺวา กาฬสุตฺตโกฏิยํ คณฺหาติ ฯ วฑฺฒกีปิสฺส โภชนเวลาย เอเกกํ ปิณฺฑํ ทตฺวา ปญฺจ ปิณฺฑสตานิ เทนฺติ ฯ ตสฺส ปน หตฺถิสฺส ปุตฺโต สพฺพเสโต หตฺถาชานียโปตโก อตฺถิ ฯ เตนสฺส เอตทโหสิ อหํ เอตรหิ มหลฺลโก อิทานิ มยา อิเมสํ วฑฺฒกีนํ กมฺมกรณตฺถาย ปุตฺตํ ทตฺวา คนฺตุํ วฏฺฏตีติ ฯ โส วฑฺฒกีนํ อนาจิกฺขิตฺวาว อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ปุตฺตํ อาเนตฺวา อยํ หตฺถิโปตโก มม ปุตฺโต, ตุมฺเหหิ มยฺหํ ชีวิตํ ทินฺนํ, อหํ โว เวชฺชเวตนตฺถาย อิมํ ทมฺมิ, อยํ ตุมฺหากํ อิโต ปฏฺฐาย กมฺมานิ กริสฺสตีติ วตฺวา อิโต ปฏฺฐาย ปุตฺตก มยา กตฺตพฺพํ กมฺมํ ตฺวํ กโรหีติ ปุตฺตํ โอวทิตฺวา วฑฺฒกีนํ ทตฺวา สยํ อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย หตฺถิโปตโก วฑฺฒกีนํ วจนํ กโรติ โอวาทกฺขโม หุตฺวา สพฺพกิจฺจานิ กโรติ ฯ เตปิ ตํ ปญฺจหิ ปิณฺฑสเตหิ โปเสนฺติ ฯ โส กมฺมํ กตฺวา นทึ โอตริตฺวา นฺหายิตฺวา กีฬิตฺวา อาคจฺฉติ ฯ วฑฺฒกิทารกาปิ ตํ โสณฺฑาทีสุ คเหตฺวา อุทเกปิ ถเลปิ เตน สทฺธึ กีฬนฺติ ฯ อาชานียา ปน หตฺถิโนปิ อสฺสาปิ ปุริสาปิ อุทเก อุจฺจารํ วา ปสฺสาวํ วา น กโรนฺติ ฯ ตสฺมาปิ โส อุทเก อุจฺจารํ วา ปสฺสาวํ วา อกตฺวา พหินทีตีเร เยว กโรติ ฯ อเถกสฺมึ ทิวเส อุปรินทิยา เทโว วสฺสิ ฯ อถ สุกฺขํ หตฺถิลณฺฑํ อุทเกน นทึ โอตริตฺวา คจฺฉนฺตํ พาราณสินคเร ติตฺเถ เอกสฺมึ คุมฺเพ ลคฺคิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ อถ รญฺโญ หตฺถิโคปกา หตฺถี นฺหาเปสฺสามาติ ปญฺจ หตฺถิสตานิ นยึสุ ฯ เต อาชานียลณฺฑสฺส คนฺธํ ฆายิตฺวา เอโกปิ หตฺถี นทึ โอตริตุํ น อุสฺสหิ, สพฺเพปิ นงฺคุฏฺฐํ อุกฺขิปิตฺวา ปลายิตุํ อารภึสุ ฯ หตฺถิโคปกา หตฺถาจริยานํ อาโรเจสุํ ฯ เต อุทเก ปริปนฺเถน ภวิตพฺพนฺติ อุทกํ โสธาเปตฺวา ตสฺมึ คุมฺเพ ตํ อาชานียลณฺฑํ ทิสฺวา อิทเมตฺถ การณนฺติ ญตฺวา ปาฏึ อาหราเปตฺวา อุทกสฺส ปูเรตฺวา ตํ ตตฺถ มทฺทิตฺวา หตฺถีนํ สรีเรสุ สิญฺจาเปสุํ ฯ สรีรานิ สุคนฺธานิ อเหสุํ ฯ ตสฺมึ กาเล เต นทึ โอตริตฺวา นฺหายึสุ ฯ หตฺถาจริยา รญฺโญ ตํ ปวตฺตึ อาโรเจตฺวา ตํ หตฺถาชานียํ ปริเยสิตฺวา อาเนตุํ วฏฺฏติ เทวาติ อาหํสุ ฯ ราชา นาวาสงฺฆาเฏหิ นทึ ปกฺขนฺทิตฺวา อุทฺธํคามีหิ นาวาสงฺฆาเฏหิ วฑฺฒกีนํ วสนฏฺฐานํ สมฺปาปุณิ ฯ หตฺถิโปตโก นทิยํ กีฬนฺโต เภริสทฺทํ สุตฺวา คนฺตฺวา วฑฺฒกีนํ สนฺติเก อฏฺฐาสิ ฯ วฑฺฒกี รญฺโญ ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา เทว สเจ ทารูหิ อตฺโถ, กึการณา อาคตตฺถ, กึ เปเสตฺวา อาหราเปตุํ น วฏฺฏตีติ อาหํสุ ฯ นาหํ ภเณ ทารูนํ อตฺถาย อาคโตมฺหิ, อิมสฺส ปน หตฺถิสฺส อตฺถาย อาคโตมฺหีติ ฯ คาหาเปตฺวา คจฺฉ เทวาติ ฯ หตฺถิโปตโก คนฺตุํ น อิจฺฉิ ฯ กึ การาเปติ ภเณ หตฺถีติ ฯ วฑฺฒกีนํ โปสาวนิกํ อาหราเปติ เทวาติ ฯ สาธุ ภเณติ ราชา หตฺถิสฺส จตุนฺนํ ปาทานํ โสณฺฑาย นงฺคุฏฺฐสฺส จ สนฺติเก สตสหสฺสสตสหสฺส กหาปเณ ฐปาเปสิ ฯ หตฺถี เอตฺตเกนาปิ อคนฺตฺวา สพฺเพสํ วฑฺฒกีนํ ทุสฺสยุเคสุ ทินฺเนสุ วฑฺฒกีภริยานํ นิวาสนสาฏเกสุ ทินฺเนสุ เอตฺตเกนาปิ อคนฺตฺวา สทฺธึ กีฬิตทารกานญฺจ ทาริกานญฺจ ทารกปริหาเร กเต นิวตฺติตฺวา วฑฺฒกี จ อิตฺถิโย จ ทารเก จ โอโลเกตฺวา รญฺญา สทฺธึ อคมาสิ ฯ ราชา ตํ อาทาย นครํ คนฺตฺวา นครญฺจ หตฺถิสาลญฺจ อลงฺการาเปตฺวา หตฺถึ นครํ ปทกฺขิณํ กาเรตฺวา หตฺถิสาลํ ปเวเสตฺวา สพฺพาลงฺกาเรน อลงฺกริตฺวา อภิเสกํ กตฺวา อุปวุยฺหํ กตฺวา อตฺตโน สหายฏฺฐาเน ฐเปตฺวา อุปฑฺฒรชฺชํ หตฺถิสฺส ทตฺวา อตฺตนา สมานปริหารํ อกาสิ ฯ หตฺถิสฺส อาคตกาลโต ปฏฺฐาย รญฺโญ สกลชมฺพุทีเป รชฺชํ หตฺถคตเมว อโหสิ ฯ เอวํ กาเล คจฺฉนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส รญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ตสฺสา คพฺภปริปากกาเล ราชา กาลมกาสิ ฯ หตฺถี ปน สเจ รญฺโญ กาลกตภาวํ ชาเนยฺย, ตตฺเถวสฺส หทยํ ผเลยฺย, ตสฺมา หตฺถึ รญฺโญ กาลกตภาวํ อชานาเปตฺวา ว อุปฏฺฐหึสุ ฯ รญฺโญ ปน กาลกตภาวํ สุตฺวา ตุจฺฉํ กิร รชฺชนฺติ อนนฺตรสามนฺโต โกสลราชา มหติยา เสนาย อาคนฺตฺวา นครํ ปริวาเรสิ ฯ นครวาสิโน นครทฺวารานิ ปิทหิตฺวา โกสลรญฺโญ สาสนํ ปหิณึสุ อมฺหากํ รญฺโญ อคฺคมเหสี ปริปุณฺณคพฺภา, อิโต กิร สตฺตเม ทิวเส ปุตฺตํ วิชายิสฺสตีติ องฺควิชฺชาปาฐกา อาหํสุ, สเจ สา ปุตฺตํ วิชายิสฺสติ, มยํ สตฺตเม ทิวเส ยุทฺธํ ทสฺสาม น รชฺชํ, เอตฺตกํ กาลํ อาคเมถาติ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ เทวี สตฺตเม ทิวเส ปุตฺตํ วิชายิ ฯ นามคฺคหณทิวเส ปน มหาชนสฺส ลีนจิตฺตํ ปคฺคณฺหนฺโต ชาโตติ อลีนจิตฺตกุมาโรเตฺววสฺส นามํ กรึสุ ฯ ชาตทิวสโต ปฏฺฐาย ปนสฺส นาครา โกสลรญฺญา สทฺธึ ยุชฺฌึสุ ฯ วินายกตฺตา สงฺคามสฺส มหนฺตมฺปิ พลํ ยุชฺฌมานํ โถกํ โถกํ โอสกฺกติ ฯ อมจฺจา เทวิยา ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา อยฺเย มยํ เอวํ โอสกฺกมาเน พเล ปราชยภาวสฺส ภายาม, อมฺหากํ ปน รญฺโญ กาลกตภาวํ ปุตฺตสฺส ชาตภาวํ โกสลรญฺโญ อาคนฺตฺวา ยุชฺฌนภาวญฺจ รญฺโญ สหายโก มงฺคลหตฺถี น ชานาติ, ชานาเปม นนฺติ ปุจฺฉึสุ ฯ สา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ปุตฺตํ อลงฺกริตฺวา ทุกูลจุมฺพฏเก นิปชฺชาเปตฺวา ปาสาทา โอรุยฺห อมจฺจคณปริวุตา หตฺถิสาลํ คนฺตฺวา โพธิสตฺตํ หตฺถิสฺส ปาทมูเล นิปชฺชาเปตฺวา สามิ สหาโย เต กาลกโต, มยํ ตุมฺหากํ หทยผาลนภเยน นาโรจยิมฺหา, อยนฺเต สหายสฺส ปุตฺโต, โกสลราชา อาคนฺตฺวา นครํ ปริวาเรตฺวา ตว ปุตฺเตน สทฺธึ ยุชฺฌติ, พลํ โอสกฺกติ, ตว ปุตฺตํ ตฺวญฺเญว มา มาเรหิ รชฺชมสฺส คณฺหิตฺวา เทหีติ อาห ฯ ตสฺมึ กาเล หตฺถี โพธิสตฺตํ โสณฺฑาย ปรามสิตฺวา อุกฺขิปิตฺวา กุมฺเภ ฐเปตฺวา โรทิตฺวา ปริเทวิตฺวา โพธิสตฺตํ โอตาเรตฺวา เทวิยา หตฺเถ นิปชฺชาเปตฺวา โกสลราชานํ คณฺหิสฺสามีติ หตฺถิสาลโต นิกฺขมิ ฯ อถสฺส อมจฺจา จมฺมํ ๑- ปฏิมุญฺจิตฺวา อลงฺกริตฺวา นครทฺวารํ อปาปุริตฺวา ตํ ปริวาเรตฺวา นิกฺขมึสุ ฯ หตฺถี นครา นิกฺขมิตฺวา โกญฺจนาทํ กตฺวา มหาชนํ สนฺตาเสตฺวา ปลาเปตฺวา พลโกฏฺฐกํ ภินฺทิตฺวา โกสลราชานํ จุฬาย คเหตฺวา อาเนตฺวา โพธิสตฺตสฺส ปาทมูเล นิปชฺชาเปตฺวา มารณตฺถายสฺส อุฏฺฐิเต วาเรตฺวา อิโต ปฏฺฐาย อปฺปมตฺโต โหหิ, กุมาโร ทหโรติ สญฺญํ มา กรีติ โอวทิตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย สกลชมฺพุทีเป รชฺชํ โพธิสตฺตสฺส หตฺถคตเมว ชาตํ ฯ อญฺโญ ปฏิสตฺตุ นาม อุฏฺฐาตุํ สมตฺโถ นาโหสิ ฯ โพธิสตฺโต สตฺตวสฺสิกกาเล อภิเสกํ ปตฺวา อลีนจิตฺตราชา นาม หุตฺวา ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา ชีวิตปริโยสาเน สคฺคปทํ ปูเรสิ ฯ

สตฺถา อิมํ อตีตํ อาหริตฺวา อภิสมฺพุทโธ หุตฺวา อิมา คาถา อภาสิ

@เชิงอรรถ: ๑ วมฺมนฺติปิ ฯ

อลีนจิตฺตํ นิสฺสาย ปหฏฺฐา มหตี จมู

โกสลํ เสนาสนฺตุฏฺฐํ ชีวคาหํ อคาหยิ,

เอวํ นิสฺสยสมฺปนฺโน ภิกฺขุ อารทฺธวีริโย

ภาวยํ กุสลํ ธมฺมํ โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา

ปาปุเณ อนุปุพฺเพน สพฺพสํโยชนกฺขยนฺติ ฯ

ตตฺถ อลีนจิตฺตํ นิสฺสายาติ อลีนจิตฺตํ ราชกุมารํ นิสฺสาย ฯ ปหฏฺฐา มหตี จมูติ ปเวณิรชฺชํ โน ลทฺธนฺติ หฏฺฐตุฏฺฐา หุตฺวา มหตี เสนา ฯ โกสลํ เสนาสนฺตุฏฺฐนฺติ โกสลราชานํ เสน รชฺเชน อสนฺตุฏฺฐํ ปรรชฺชโลเภน อาคตํ ฯ ชีวคาหํ อคาหยีติ อมาเรตฺวา ว สา จมู ตํ ราชานํ หตฺถินา ชีวคาหํ คณฺหาเปสิ ฯ เอวํ นิสฺสยสมฺปนฺโนติ ยถา สา จมู เอวํ อญฺโญปิ กุลปุตฺโต นิสฺสยสมฺปนฺโน กลฺยาณมิตฺตํ พุทฺธํ วา พุทฺธสาวกํ วา ปจฺเจกพุทฺธํ วา นิสฺสยํ ลภิตฺวา ฯ ภิกฺขูติ ปริสุทฺธาธิวจนเมตํ ฯ อารทฺธวีริโยติ ปคฺคหิตวิริโย จตุโทสาปคเตน วิริเยน สมนฺนาคโต ฯ ภาวยํ กุสลํ ธมฺมนฺติ กุสลํ นิราลยํ ธมฺมํ สตฺตตึสโพธิปกฺขิยสงฺขาตธมฺมํ ภาเวนฺโต ฯ โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยาติ จตูหิ โยเคหิ เขมสฺส นิพฺพานสฺส ปาปุณตฺถาย ตํ ธมฺมํ ภาเวนฺโต ฯ ปาปุเณ อนุปุพฺเพน สพฺพสํโยชนกฺขยนฺติ เอวํ วิปสฺสนโต ปฏฺฐาย อิมํ กุสลํ ธมฺมํ ภาเวนฺโต โส กลฺยาณมิตฺตุปนิสฺสยสมฺปนฺโน ภิกฺขุ อนุปุพฺเพน วิปสฺสนาญาณานิ จ เหฏฺฐิมานิ มคฺคผลานิ จ ปาปุณนฺโต ปริโยสาเน ทสนฺนมฺปิ สํโยชนานํ ขยนฺเต อุปฺปนฺนตฺตา สพฺพสํโยชนกฺขยสงฺขาตํ อรหตฺตํ ปาปุณาติ ฯ ยสฺมา จ นิพฺพานมาคมฺม สพฺเพ สํโยชนา ขียนฺติ ตสฺมา ตมฺปิ สพฺพสํโยชนกฺขยเมว ฯ เอวํ อนุปุพฺเพน นิพฺพานสงฺขาตํ สพฺพสํโยชนกฺขยํ ปาปุณาตีติ อตฺโถ ฯ

อิติ ภควา อมตมหานิพฺพาเนน ธมฺมเทสนาย กูฏํ คเหตฺวา อุตฺตรมฺปิ สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โอสฏฺฐวิริโย ภิกฺขุ อรหตฺเต ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา มาตา มหามายา อโหสิ, ปิตา สุทฺโธทโน มหาราชา อโหสิ, รชฺชํ คเหตฺวา ทินฺนหตฺถี ๑- อยํ โอสฏฺฐวิริโย ภิกฺขุ, หตฺถิสฺส ปิตา สาริปุตฺโต, อลีนจิตฺตกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ

อลีนจิตฺตชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๕๕. ภัคคชาดกชาดกถัดไป๑๕๗. คุณชาดก