คุณชาดก
ว่าด้วยมิตรธรรม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๓ · บรรทัด ๑๐๖๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภพระอานนทเถระได้ผ้าสาฎกพันผืน ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า เยน กามํ ปณาเมติ ดังนี้.
เรื่องพระเถระบอกธรรมภายในพระราชวังของพระเจ้ากรุงโกศลมาแล้วในมหาสารชาดกในตอนหลัง
พระเถระเมื่อบอกธรรมอยู่ภายในพระราชวังของพระราชาได้มีผู้นำผ้าสาฎกพันผืน ราคาผืนละพันมาถวายแด่พระราชาพระราชาได้พระราชทานผ้าสาฎก ๕๐๐ ผืนแก่พระเทวี ๕๐๐ นางทุก ๆ นางเก็บผ้าสาฎกเหล่านั้นไว้ ในวันรุ่งขึ้นได้นำไปถวายแด่พระอานนทเถระ ตนเองห่มผ้าสาฎกเก่า ๆ ไปเฝ้าปฏิบัติพระราชาในตอนเช้า. พระราชาตรัสถามว่า เราให้ผ้าสาฎกราคาตั้งพันแก่พวกเจ้า เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่ห่มผ้าเหล่านั้นมา. ขอเดชะฝ่าละอองทุลีพระบาท พวกหม่อมฉันได้ถวายผ้าเหล่านั้นแก่พระเถระเสียแล้วเพคะ. พระอานนทเถระรับไว้ทั้งหมดหรือ. รับไว้ทั้งหมดเพคะ. พระราชาทรงกริ้วพระเถระว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตจีวรเพียง ๓ ผืน พระอานนทเถระเห็นจักทําการค้าผ้า ท่านจึงรับผ้าไว้มากมายนัก เสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงเสด็จไปพระวิหาร เสด็จไปยังที่อยู่ของพระเถระ ทรงนมัสการพระเถระ แล้วประทับนั่งตรัสถามว่า พระคุณเจ้า พวกหญิงในเรือนของข้าพเจ้ายังฟังธรรมหรือเรียนธรรมในสำนักของท่านอยู่หรือ. ยังฟังธรรมหรือเรียนธรรมอยู่ พวกหญิงเหล่านั้นเรียนสิ่งที่ควรเรียน ฟังสิ่งที่ควรฟังถวายพระพร. พวกเธอฟังเท่านั้นหรือถวายผ้านุ่งผ้าห่มแก่พระคุณเจ้าด้วย. ขอถวายพระพร วันนี้พวกหญิงเหล่านั้นได้ถวายผ้าสาฎกราคาหนึ่งพันประมาณ ๕๐๐ ผืน. พระคุณเจ้ารับไว้หรือ. ขอถวายพระพรอาตมารับไว้. พระคุณเจ้าพระศาสดาทรงอนุญาตผ้าไว้เพียง ๓ ผืน เท่านั้นมิใช่หรือ. ขอถวายพระพรถูกแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตจีวร ๓ ผืนเท่านั้นแก่ภิกษุรูปหนึ่งโดยหลักการสำหรับใช้ แต่มิได้ทรงห้ามการรับ เพราะฉะนั้นอาตมารับผ้านั้นไว้ก็เพื่อถวายแก่ภิกษุซึ่งมีจีวรเก่ารูปอื่น. ก็ภิกษุเหล่านั้นได้ผ้าไปจากพระคุณเจ้าแล้ว จักทำอะไรกับจีวรผืนเก่า. ขอถวายพระพรจักทำจีวรผืนเก่าเป็นผ้าห่ม. พระคุณเจ้า ผ้าห่มผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร. ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้านุ่ง. พระคุณเจ้า ผ้านุ่งผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร. ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้าปูนอน. พระคุณเจ้าผ้าปูนอนผืนเก่าเล่า จักทําเป็นอะไร. ขอถวายพระพร จักทำเป็นผ้าปูพื้น. พระคุณเจ้าผ้าปูพื้นผืนเก่าเล่าจักทำเป็นอะไร. ขอถวายพระพรจักทำเป็นผ้าเช็ดเท้า. พระคุณเจ้าผ้าเช็ดเท้าผืนเก่าเล่า จักทำเป็นอะไร. ขอถวายพระพร ธรรมดาของที่ถวายด้วยศรัทธาจะทําให้เสียไป ไม่ควร เพราะฉะนั้นภิกษุทั้งหลายจักสับผ้าเช็ดเท้าผืนเก่า ผสมกับดินเหนียวฉาบทาที่เสนาสนะ. พระคุณเจ้าของที่ถวายท่านแล้วย่อมไม่ได้ความเสียหาย โดยที่สุดแม้กระทั่งผ้าเช็ดเท้าหรือ. ขอถวายพระพรถูกแล้วแม้ผ้าที่ถวายอาตมาก็มิได้เสียหาย ย่อมเป็นของใช้สอยทั้งนั้น. พระราชาทรงชื่นชมโสมนัสยิ่งนักรับสั่งให้จ่ายผ้าอีก ๕๐๐ ผืนที่เก็บไว้ในพระตำหนักมาถวายพระเถระครั้นทรงฟังอนุโมทนาแล้ว จึงทรงนมัสการพระเถระกระทำประทักษิณ แล้วเสด็จกลับ.
พระเถระก็ได้ถวายผ้าสาฎก ๕๐๐ ผืนที่ได้มาครั้งแรกแก่ภิกษุผู้มีจีวรเก่า. อนึ่งพระเถระมีสัทธิงวิหาริกอยู่ประมาณ๕๐๐. บรรดาท่านเหล่านั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งมีอุปการะแก่พระเถระมาก เช่นกวาดบริเวณสถานที่ เข้าไปตั้งน้ำใช้น้ำฉันถวายไม้สีฟัน น้ำล้างหน้าและน้ำสรง ชำระล้างวัจจกุฏี จัดเรือนไฟและเสนาสนะ. นวดมือ นวดเท้า นวดหลังเป็นต้น. พระเถระได้ถวายผ้า ๕๐๐ ผืน ที่ได้ครั้งหลังทั้งหมดแก่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นด้วยเห็นเหมาะสมว่า ภิกษุหนุ่มรูปนี้เป็นผู้มีอุปการะมาก. แม้ภิกษุรูปนั้นก็ได้สบงผ้าเหล่านั้นทั้งหมด ถวายแก่ภิกษุผู้ร่วมอุปัชฌาย์ของตน. ื ภิกษุทั้งหลายผู้ได้ผ้าสาฎกเหล่านั้นทั้งสิ้น ก็ตัดย้อมแล้วนุ่งและห่มผ้ากาสายะอันมีสีดุจดอกกรรณิกา พากันเข้าไปเฝ้าพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่าข้าแต่พระองค์ พระอริยสาวกชั้นโสดาบัน ยังมีการให้เห็นแก่หน้าอยู่หรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายพระอริยสาวกให้เพราะเห็นแก่หน้านั้นไม่มี. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก (คลังธรรม) อุปัชฌายะของข้าพระองค์ทั้งหลาย ให้ผ้าสาฎก ๕๐๐ ผืนราคาหนึ่งพันแก่ภิกษุรูปเดียวเท่านั้น แต่ภิกษุหนุ่มรูปนั้นได้แบ่งผ้าที่ตนได้ให้แก่พวกข้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์มิได้ให้แก่ภิกษุเพราะเห็นแก่หน้า แต่ว่าภิกษุหนุ่มรูปนั้นมีอุปการะแก่เธอมาก เพราะฉะนั้นเธอคิดเห็นด้วยอำนาจอุปการะของผู้อุปการะแก่ตนว่า ขึ้นชื่อว่า ผู้มีอุปการะเราควรทำอุปการะตอบด้วยอำนาจคุณและด้วยอำนาจการกระทำอันเหมาะสม จึงได้ให้ด้วยความกตัญญูกตเวที ด้วยประการฉะนี้.
อันที่จริงบัณฑิตแต่ก่อนก็ยังทำอุปการะตอบแก่ผู้มีอุปการะแก่ตนเหมือนกัน เมื่อภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสว่า
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นราชสีห์ อาศัยอยู่ในถ้ำเขา. วันหนึ่งราชสีห์นั้นออกจากถ้ำยืนอยู่บนยอดเขามองดูเชิงเขา. ได้มีสระใหญ่ล้อมรอบเชิงเขานั้น. ในที่ดอนแห่งหนึ่งของสระนั้น มีหญ้าเขียวอ่อนเกิดขึ้นบนหลังเปือกตมอันแห้ง. จำพวกเนื้อเล็ก ๆ เป็นต้นว่า กระต่าย แมว และสุนัขจิ้งจอกเที่ยวและเล็มหญ้าเหล่านั้นบนหลังเปือกตมแห้ง. แม้ในวันนั้นเนื้อตัวหนึ่งก็เที่ยวและเล็มหญ้านั้น. ราชสีห์คิดว่า จักจับเนื้อนั้นกินเสีย จึงกระโดดลงจากยอดเขา วิ่งไปด้วยกำลังของราชสีห์. เนื้อกลัวตายส่งเสียงร้องหนีไป. ราชสีห์ไม่สามารถยั้งความเร็วไว้ได้ จึงตกจมลงไปเหนือเปือกตมแห้ง ไม่สามารถจะขึ้นได้. ได้ยืนปักเท้าทั้งสี่เหมือนเสา อดอาหารอยู่เจ็ดวัน.
ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเที่ยวหาอาหาร ครั้นเห็นราชสีห์นั้นเข้าจึงหนีไปด้วยความกลัว. ราชสีห์เห็นสุนัขจิ้งจอกจึงร้องเรียกแล้วพูดว่า พ่อมหาจำเริญสุนัขจิ้งจอกอย่าหนีเลย. ข้าพเจ้าติดหล่ม. ช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด. สุนัขจิ้งจอกจึงวิ่งเข้าไปหาราชสีห์แล้วพูดว่า ข้าพเจ้าจะช่วยยกท่านขึ้น แต่เมื่อข้าพเจ้ายกท่านขึ้นมาแล้ว ข้าพเจ้าเกรงว่าท่านจะกินข้าพเจ้าเสียนะซิ. ราชสีห์พูดว่า อย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจะไม่กินท่านดอก. แต่ข้าพเจ้าจักสนองคุณท่าน ท่านจงหาทางยกข้าพเจ้าขึ้นเถิด. สุนัขจิ้งจอกรับคำปฏิญญาของราชสีห์แล้ว จึงตะกุยเลนรอบเท้าทั้งสี่ ขุดเป็น ลํารางสี่ตอนของเท้าทั้งสี่แล้วทําให้น้ำไหลเข้าไป. น้ำไหลเข้าไปทำให้เลนอ่อน. ขณะนั้นสุนัขจิ้งจอกจึงเข้าไประหว่างท้องของราชสีห์ ร้องบอกว่า พยายามเถิดนาย เอาศีรษะดุนท้อง. ราชสีห์ออกกำลังโดดขึ้นจากหล่มวิ่งไปยืนอยู่บนบก.
ราชสีห์พักอยู่ครู่หนึ่ง จึงลงไปสู่สระอาบน้ำชำระโคลนตมหายเหนื่อยแล้ว จึงฆ่าควายได้ตัวหนึ่ง จึงเอาเขี้ยวฉีกเนื้อวางไว้ข้างหน้าสุนัขจิ้งจอกพร้อมกับพูดว่า กินเสียเถิดสหายเมื่อสุนัขจิ้งจอกกินแล้ว ตัวจึงกินภายหลัง. สุนัขจิ้งจอกกัดชิ้นเนื้อชิ้นหนึ่งคายไว้. ราชสีห์ถามว่า ทำดังนี้เพื่อประสงค์อะไรสหาย สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ทาสีของข้าพเจ้ายังมีอยู่ ชิ้นนี้จักเป็นส่วนของเธอ. ราชสีห์กล่าวว่า เอาไปเถิด แม้ตนเองก็คาบเนื้อไปเพื่อนางราชสีห์ แล้วกล่าวว่า มาเถิดสหาย เราจักไปบนยอดเขา ไปยังที่อยู่ของนางสหายของเรา แล้วพากันไป ณ ที่นั้นให้นางราชสีห์กินเนื้อแล้วปลอบสุนัขจิ้งจอกและนางสุนัขจิ้งจอกว่า ตั้งแต่นี้ไป เราจักปฏิบัติท่าน แล้วนำไปยังที่อยู่ของตน ให้สุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอยู่ในถ้ำอีกถ้ำหนึ่งใกล้ประตูถ้ำ. ตั้งแต่นั้นมาเมื่อราชสีห์ไปหาอาหาร ก็ให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอกอยู่เฝ้าถ้ำ ตนเองไปกับสุนัขจิ้งจอกฆ่าเนื้อต่างชนิด ทั้งสองตัวกินเนื้อด้วยกัน ณ ที่นั้น แล้วนำมาให้นางราชสีห์และนางสุนัขจิ้งจอก. เมื่อกาลเวลาผ่านไป นางราชสีห์คลอดลูกออกสองตัว. แม้นางสุนัขจิ้งจอกก็คลอดลูกออกสองตัวเหมือนกัน. สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด อยู่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี. อยู่มาวันหนึ่งนางราชสีห์ได้เฉลียวใจว่า ราชสีห์นี้ดูรักนางสุนัขจิ้งจอกและลูกสุนัขจิ้งจอกเสียเหลือเกิน ชะรอยราชสีห์นี้จะมีการเชยชมกับนางสุนัขจิ้งจอกก็เป็นได้ จึงรักกันถึงอย่างนี้. ถ้ากระไรเราจะเบียดเบียนคุกคามให้สุนัขจิ้งจอกหนีไปจากที่นี้ให้ได้. ครั้นถึงเวลาที่ราชสีห์พาสุนัขจิ้งจอกไปหาอาหาร นางราชสีห์จึงเบียดเบียนคุกคามนางสุนัขจิ้งจอกว่า ทำไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย. แม้ลูก ๆ ของนางราชสีห์ก็คุกคามลูก ๆ ของนางสุนัขจิ้งจอกเหมือนกัน. นางสุนัขจิ้งจอกจึงบอกเรื่องนั้นแก่สุนัขจิ้งจอกแล้วกล่าวว่า เรารู้ไม่ได้ว่า นางราชสีห์นี้ได้ทำตามคำของราชสีห์ เราอยู่มานานแล้ว เรากลับไปที่อยู่ของเราเถิด.
สุนัขจิ้งจอกฟังคำของนางสุนัขจิ้งจอก จึงเข้าไปหาราชสีห์กล่าวว่า นาย เราอยู่ในสำนักของท่านมานานแล้ว ธรรมดาผู้ที่อยู่นาน ๆ นักย่อมไม่เป็นที่พอใจ ในเวลาที่เราออกไปหาอาหารกันนางราชสีห์เบียดเบียนขู่นางสุนัขจิ้งจอกว่า ทำไมเจ้าจึงอยู่ในที่นี้ไม่หนีไปเสีย. แม้ลูกราชสีห์ก็คุกคามลูกสุนัขจิ้งจอก ผู้ใดไม่ชอบให้ผู้ใดอยู่ในสำนักตน ผู้นั้นพึงขับไล่เขาว่าจงไปเสียดีกว่ารบกวนกันมีประโยชน์อะไร แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
ผู้เป็นใหญ่ย่อมขับไล่ผู้น้อยได้ตามความ ต้องการของตน นี่เป็นธรรมดาของผู้มีกำลัง นางมฤคีผู้มีฟันคมแหลมของท่าน ได้คุกคาม บุตรภรรยาของเรา ขอท่านจงทราบเถิด ภัยเกิด แต่ที่พึ่งแล้ว.
ราชสีห์ได้ฟังคำของนางสุนัขจิ้งจอกแล้ว จึงกล่าวกะนางราชสีห์ว่า นี่แน่ะน้อง เมื่อครั้งกระโน้น เจ้ายังระลึกได้ไหมว่าเราไปหาอาหาร พอถึงวันที่เจ็ดได้มากับสุนัขจิ้งจอก และนางสุนัขจิ้งจอกนี้. จำได้จ้ะ. เจ้ารู้ถึงเหตุที่เรามิได้มาตลอด ๗ วันหรือ. ไม่รู้จ้ะ. นี้แน่น้อง เราไปด้วยตั้งใจว่าจักจับเนื้อสักตัวหนึ่งแล้วพลาดลงไปติดหล่ม ไม่อาจจะขึ้นมาได้จากนั้นได้ยืนอดอาหารอยู่ ๗ วัน. เรารอดชีวิตมาได้เพราะอาศัยสุนัขจิ้งจอกนี้. สุนัขจิ้งจอกนี้เป็นสหายช่วยชีวิตเรา. จริงอยู่ผู้สามารถจะตั้งอยู่ในธรรมของมิตร ชื่อว่ามีกำลังน้อยไม่มีเลย. ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้หมิ่นสหายของเรา นางสุนัขจิ้งจอกและลูกน้อย แล้วราชสีห์จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-
ถ้าผู้ใดเป็นมิตร แม้จะมีกำลังน้อย แต่ ตั้งอยู่ในมิตรธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเป็นญาติ เป็นเผ่า พันธ์ เป็นมิตรและเป็นสหายของเรา แนะนาง มฤคี ท่านอย่าดูหมิ่นสหายของเราอีกนะ เพราะ ว่าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้ให้ชีวิตเรา.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อปิ เจปิ ได้แก่ อปิศัพท์หนึ่งเป็นอนุคคหัตถะ (อรรถว่า คล้อยตาม) ศัพท์หนึ่งเป็นสัมภาวนัตถะ (อรรถว่ายกย่อง). ในศัพท์นั้นโยชนาแก้ว่า หากผู้ใดเป็นมิตรแม้จะมีกำลังน้อย แต่ตั้งอยู่ในมิตรธรรม คือ หากสามารถตั้งอยู่ได้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นญาติ เป็นเผ่าพันธุ์ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมิตรเพราะมีจิตเมตตาและชื่อว่าเป็นสหาย เพราะอยู่ร่วมกัน. บทว่า ทาินิ มาติมญฺิโวฺห ความว่า ดูก่อนแม่ราชสีห์ผู้มีเขี้ยวงาม เจ้าอย่าดูหมิ่นสหายของเรา และนางสุนัขจิ้งจอกเลย เพราะสุนัขจิ้งจอกให้ชีวิตเราไว้.
นางราชสีห์ฟังคำของราชสีห์แล้วจึงขอโทษสุนัขจิ้งจอกตั้งแต่นั้นมาก็อยู่กลมเกลียวกันกับนางสุนัขจิ้งจอกนั้นพร้อมทั้งลูก. แม้ลูกราชสีห์ก็เล่นหัวกับลูกสุนัขจิ้งจอก แม้เมื่อพ่อแม่ซึ่งชื่นชอบกันได้ล่วงลับไปแล้ว ก็ไม่ทำลายความเป็นมิตรต่อกัน อยู่กันอย่างรื่นเริงบันเทิงใจ. นัยว่าไมตรีของสัตว์เหล่านั้นมิได้แตกทำลายได้เป็นไปชั่วเจ็ดตระกูล.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประกาศอริยสัจ ทรงประชุมชาดก.
ในเมื่อจบอริยสัจ ภิกษุบางพวกได้เป็นโสดาบัน บางพวกได้เป็นสกทาคามี บางพวกเป็นพระอนาคามี บางพวกได้เป็นพระอรหัต. สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์. ส่วนราชสีห์ได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาคุณชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๔๔–๕๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๒๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๗ คุณชาตกํ
เยน กามํ ปณาเมตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อานนฺทตฺเถรสฺส สาฏกสหสฺสลาภํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เถรสฺส โกสลรญฺโญ อนฺเตปุเร ธมฺมวาจนวตฺถุํ เหฏฺฐา มหาสาลชาตเก อาคตเมว ฯ
อิติ เถโร รญฺโญ อนฺเตปุเร ธมฺมํ วาเจนฺโต รญฺโญ สหสฺสคฺฆนิกานํ สาฏกานํ สหสฺสํ อาหรยิตฺถ ฯ ราชา ตโต ปญฺจ สาฏกสตานิ ปญฺจนฺนํ เทวิสตานํ อทาสิ ฯ ตา สพฺพาปิ เต สาฏเก
@เชิงอรรถ: ๑ ทายกหตฺถี ยุตฺตตโร ฯ เยว ฐเปตฺวา ปุนทิวเส อานนฺทตฺเถรสฺส ทตฺวา สยํ ปุราณสาฏเก เยว ปารุเปตฺวา รญฺโญ ปาตราสุปฏฺฐานํ อคมํสุ ฯ ราชา มยา ตุมฺหากํ สหสฺสคฺฆนิกา สาฏกา ทาปิตา, กสฺมา ตุมฺเห เต อปารุเปตฺวาว อาคตาติ ปุจฺฉิ ฯ เทว เต อมฺเหหิ เถรสฺส ทินฺนาติ อาหํสุ ฯ อานนฺทตฺเถเรน สพฺเพ คหิตาติ ฯ อาม เทวาติ ฯ สมฺมาสมฺพุทฺเธน ติจีวรํ อนุญฺญาตํ, อานนฺทตฺเถโร ทุสฺสวาณิชฺชํ มญฺเญ กริสฺสติ, อติพหู เตน สาฏกา คหิตาติ เถรสฺส กุชฺฌิตฺวา ภุตฺตปาตราโส วิหารํ คนฺตฺวา เถรสฺส ปริเวณํ ปวิสิตฺวา เถรํ วนฺทิตฺวา นิสินฺโนว ปุจฺฉิ อปิ นุ ภนฺเต อมฺหากํ ฆเร อิตฺถิโย ตุมฺหากํ สนฺติเก ธมฺมํ สุณนฺติ วา อุคฺคณฺหนฺติ วาติ ฯ อาม มหาราช คเหตพฺพยุตฺตกํ อุคฺคณฺหนฺติ โสตพฺพยุตฺตกํ สุณนฺตีติ ฯ กึ ตา สุณนฺติ เยว อุทาหุ ตุมฺหากํ นิวาสนํ วา ปารุปนํ วา เทนฺตีติ ฯ อาม มหาราช ตา อชฺช สหสฺสคฺฆนิกานิ ปญฺจ สาฏกสตานิ อทํสูติ ฯ ตุมฺเหหิ คหิตานิ ภนฺเตติ ฯ อาม มหาราชาติ ฯ นนุ ภนฺเต สตฺถารา ติจีวรเมว อนุญฺญาตนฺติ ฯ อาม มหาราช ภควตา เอกสฺส ภิกฺขุโน ติจีวรเมว ปริโภคสีเสน อนุญฺญาตํ, ปฏิคฺคหณํ ปน อวาริตํ, ตสฺมา มยาปิ อญฺเญสํ ชิณฺณจีวรกานํ ทาตุํ เต สาฏกา ปฏิคฺคหิตาติ ฯ เต ปน ภิกฺขู ตุมฺหากํ สนฺติเก สาฏเก ลภิตฺวา โปราณจีวรานิ กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ โปราณจีวรํ อุตฺตราสงฺคํ กริสฺสนฺตีติ ฯ โปราณอุตฺตราสงฺคํ กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ อนฺตรวาสกํ กริสฺสนฺตีติ ฯ โปราณอนฺตรวาสกํ กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ ปจฺจตฺถรณํ กริสฺสนฺตีติ ฯ โปราณปจฺจตฺถรณํ กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ ภูมตฺถรณํ กริสฺสนฺตีติ ฯ โปราณภูมตฺถรณํ กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ ปาทปุญฺฉนํ กริสฺสนฺตีติ ฯ โปราณปาทปุญฺฉนํ กึ กริสฺสนฺตีติ ฯ มหาราช สทฺธาเทยฺยํ นาม วินิปาเตตุํ น ลภติ, ตสฺมา โปราณปาทปุญฺฉนํ วาสิยา โกฏฺเฏตฺวา มตฺติกาย ปกฺขิปิตฺวา เสนาสเนสุ มตฺติกาเลปนํ ลิมฺเปนฺตีติ ๑- ฯ ภนฺเต ตุมฺหากํ ทินฺนํ ยาว ปาทปุญฺฉนาปิ นสฺสิตุํ น ลภติ ฯ อาม มหาราช อมฺหากํ ทินฺนมฺปิ นสฺสิตุํ น ลภติ, ปริโภคเมว โหตีติ ฯ ราชา ตุฏฺโฐ โสมนสฺสปฺปตฺโต หุตฺวา อิตรานิปิ เคเห ฐปิตานิ ปญฺจ สาฏกสตานิ อาหราเปตฺวา เถรสฺส ทตฺวา อนุโมทนํ สุตฺวา เถรํ วนฺทิตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ เถโร ปฐมลทฺธานิ ปญฺจ สาฏกสตานิ ชิณฺณจีวรกานํ อทาสิ ฯ เถรสฺส ปน ปญฺจสตมตฺตา สทฺธิวิหาริกา ฯ เตสุ เอโก ทหรภิกฺขุ เถรสฺส พหูปกาโร ปริเวณํ สมฺมชฺชติ ปานียปริโภชนียํ อุปฏฺฐเปติ ทนฺตกฏฺฐมุโขทกนฺหาโนทกํ เทติ วจฺจกุฏิชนฺตาฆรเสนาสนานิ ปฏิชคฺคติ หตฺถปริกมฺมปาทปริกมฺมปิฏฺฐิปริกมฺมาทีนิ กโรติ ฯ เถโร ปจฺฉาลทฺธานิ ปญฺจ สาฏกสตานิ อยเมว พหูปกาโรติ ยุตฺตวเสน สพฺพานิปิ ตสฺเสว อทาสิ ฯ โสปิ สพฺเพ เต สาฏเก ภาเชตฺวา อตฺตโน สมานุปชฺฌายานํ อทาสิ ฯ เอวํ สพฺเพปิ เต ลทฺธสาฏกา ภิกฺขู สาฏเก ฉินฺทิตฺวา รชิตฺวา กณิการปุปฺผวณฺณานิ กาสายานิ นิวาเสตฺวา จ ปารุปิตฺวา จ สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิตฺวา เอวมาหํสุ ภนฺเต โสตาปนฺนสฺส อริยสาวกสฺส มุโขโลกนทานนฺนาม อตฺถีติ ฯ น
@เชิงอรรถ: ๑ ทสฺเสนฺตีติปิ กริสฺสนฺตีติปิ ฯ ภิกฺขเว อริยสาวกานํ มุโขโลกนทานํ นาม อตฺถีติ ฯ ภนฺเต อมฺหากํ อุปชฺฌาเยน ธมฺมภณฺฑาคาริกตฺเถเรน สหสฺสคฺฆนิกานิ สาฏกานิ ปญฺจสตานิ เอกสฺเสว ทหรภิกฺขุโน ทินฺนานิ, โส ปน อตฺตนา ลทฺเธ ภาเชตฺวา อมฺหากํ อทาสีติ ฯ น ภิกฺขเว อานนฺโท มุโขโลกเนน ภิกฺขุโน เทติ, โส ปนสฺส ภิกฺขุ พหูปกาโร, ตสฺมา อตฺตโน อุปการกสฺส อุปการวเสน คุณวเสน ยุตฺตวเสน จ อุปการกสฺส นาม ปจฺจุปกาโร กาตุํ วฏฺฏตีติ กตญฺญูกตเวทิภาเวน อทาสิ, โปราณกปณฺฑิตาปิ หิ อตฺตโน อุปการกานญฺเญว ปจฺจุปการํ กรึสูติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สีโห หุตฺวา ปพฺพตคุหายํ วสิ ฯ โส เอกทิวสํ คุหาย นิกฺขมิตฺวา ปพฺพตมุทฺธนิ ฐตฺวา ปพฺพตปาทํ โอโลเกสิ ฯ ตํ ปน ปพฺพตปาทํ ปริกฺขิปิตฺวา มหาสโร อโหสิ ฯ ตสฺส เอกสฺมึ อุนฺนตฏฺฐาเน อุปริถทฺธกทฺทมปิฏฺเฐ มุทูนิ หริตติณานิ ชายึสุ ฯ สสกาทโย เจว วิลารสิคาลาทโย จ สลฺลหุกมิคา กทฺทมปิฏฺฐเก วิจรนฺตา ตานิ ขาทนฺติ ฯ ตํ ทิวสมฺปิ เอโก มิโค ตานิ ขาทนฺโต วิจรติ ฯ สีโห ตํ มิคํ คณฺหิสฺสามีติ ปพฺพตมตฺถกา อุปฺปติตฺวา สีหเวเคน ปกฺขนฺทิ ฯ มิโค มรณภยตชฺชิโต วิรวนฺโต ปลายิ ฯ สีโห เวคํ สนฺธาเรตุํ อสกฺโกนฺโต กลลปิฏฺเฐ ปติตฺวา โอสีทิตฺวา อุคฺคนฺตุํ อสกฺโกนฺโต จตฺตาโร ปาเท ถมฺเภ วิย โอตาเรตฺวา สตฺตาหํ นิราหาโร อฏฺฐาสิ ฯ อเถโก สิคาโล โคจรปสุโต ตํ ทิสฺวา ภเยน ปลายิ ฯ สีโห ตํ ทิสฺวา ปกฺโกสิตฺวา โภ สิคาล มา ปลายิ, อหํ กลเล ลคฺโค, ชีวิตํ เม เทหีติ อาห ฯ สิคาโล ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา อหนฺตํ อุทฺธเรยฺยํ, อุทฺธโต ปน มํ ขาเทยฺยาสีติ ภายามีติ อาห ฯ มา ภายิ, นาหนฺตํ ขาทิสฺสามิ อหํ ปน เต คุณํ กริสฺสามิ, เอเกนุปาเยน มํ อุทฺธราหีติ ฯ สิคาโล ตสฺเสว ปฏิญฺญํ คเหตฺวา จตุนฺนมฺปิ ปาทานํ สมนฺตา กลเล อปเนตฺวา จตุนฺนมฺปิ ปาทานํ จตสฺโส มาติกา ขนิตฺวา อุทกํ อภิมุขํ อกาสิ ฯ อุทกํ ปวิสิตฺวา กลลํ มุทุกํ อกาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ สิคาโล สีหสฺส อุทรนฺตรํ ปวิสิตฺวา วายามํ กโรหิ สามีติ อุจฺจาสทฺทํ กโรนฺโต สีเสน อุทรํ ปหริ ฯ สีโห เวคํ ชเนตฺวา กลลา อุทฺธริตฺวา อุคฺคนฺตฺวา ปกฺขนฺทิตฺวา ถเล อฏฺฐาสิ ฯ สีโห มุหุตฺตํ วิสฺสมิตฺวา สรํ โอรุยฺห กทฺทมํ โธวิตฺวา นหายิตฺวา ทรถํ ปฏิปสฺสมฺเภตฺวา เอกํ มหิสํ วธิตฺวา ทาฐาหิ โอวิชฺฌิตฺวา มํสํ อุพฺพตฺเตตฺวา ขาท สมฺมาติ สิคาลสฺส ปุรโต ฐเปตฺวา เตน ขาทิเต ปจฺฉา อตฺตนา ขาทิ ฯ ปุน สิคาโล เอกํ มํสเปสึ ฑํสิตฺวา คณฺหิ ฯ อิทํ กิมตฺถาย สมฺมาติ จ วุตฺเต ตุมฺหากํ ทาสี อตฺถิ, ตสฺสา ภาคํ ภวิสฺสตีติ อาห ฯ สีโห คณฺหาติ วตฺวา สยมฺปิ สีหิยา อตฺถาย มํสํ คณฺหิตฺวา เอหิ สมฺม, อมฺหากํ ปพฺพตมุทฺธนิ คนฺตฺวา สขิยา วสนฏฺฐานํ คมิสฺสามาติ วตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา มํสํ ขาทาเปตฺวา สิคาลญฺจ สิคาลิญฺจ อสฺสาเสตฺวา อิโต ปฏฺฐาย อิทานิ อหํ ตุมฺหากํ ๑- ปฏิชคฺคิสฺสามีติ อตฺตโน วสนฏฺฐานํ
@เชิงอรรถ: ๑ ตุมฺเหติปิ ฯ เนตฺวา คุหาทฺวาเร อญฺญิสฺสา คุหาย วสาเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย โคจราย คจฺฉนฺโต สีหิญฺจ สิคาลิญฺจ ฐเปตฺวา สิคาเลน สทฺธึ คนฺตวา นานามิเค วธิตฺวา อุโภปิ ตตฺเถว มํสํ ขาทิตฺวา อิตราสมฺปิ ทฺวินฺนํ อาหริตฺวา เทนฺติ ฯ เอวํ กาเล คจฺฉนฺเต สีหี จ เทฺว ปุตฺเต วิชายิ, สิคาลีปิ เทฺว ปุตฺเต ฯ เต สพฺเพปิ สมคฺคสํวาสํ วสึสุ ฯ อเถกทิวสํ สีหิยา เอตทโหสิ อยํ สีโห สิคาลิญฺจ สิคาลโปตเก จ อติวิย ปิยายติ, กึ นูนิมสฺส สิคาลิยา สทฺธึ สนฺถโว อตฺถิ, ตสฺมา เอวํ สิเนหํ กโรติ, ยนฺนูนาหํ อิมํ ปีเฬตฺวา ตชฺเชตฺวา อิโต ปลาเปยฺยนฺติ ฯ สา สีหสฺส สิคาลํ คเหตฺวา โคจราย คตกาเล สิคาลึ ปีเฬสิ ตชฺเชสิ กึการณา อิมสฺมึ ฐาเน วสสิ น ปลายสีติ ฯ ปุตฺตาปิสฺสา สิคาลปุตฺเต ตเถว ตชฺชึสุ ฯ สิคาลี ตมตฺถํ สิคาลสฺส กเถตฺวา สีหสฺส วจเนน เอตาย กตภาวมฺปิ น ชานาม, จิรํ วสิมฺหา, อมฺหากํ วสนฏฺฐานเมว คจฺฉามาติ อาห ฯ สิคาโล ตสฺสา วจนํ สุตฺวา สีหํ อุปสงฺกมิตฺวา สามิ จิรํ อมฺเหหิ ตุมฺหากํ สนฺติเก วุฏฺฐํ, อติจิรํ วสนฺตา นาม อปฺปิยา โหนฺติ, อมฺหากํ โคจราย ปกฺกนฺตกาเล สีหี สิคาลึ วิเหเฐสิ อิสฺมึ ฐาเน กสฺมา วสถ น ปลายถาติ ตชฺเชสิ, สีหโปตกาปิ สิคาลโปตเก ตชฺเชนฺติ, โย นาม ยสฺส อตฺตโน สนฺติเก วาสํ น โรเจสิ, ๑- เตน โส ยาหีติ นีหริตพฺโพว, วิเหฐนํ กิมตฺถิยนฺติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห
เยน กามํ ปณาเมติ, ธมฺโม พลวตํ มิคิ,
อุนฺนทนฺติ วิชานาหิ, ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ โรเจตีติปิ ฯ
ตตฺถ เยน กามํ ปณาเมติ, ธมฺโม พลวตนฺติ พลวา นาม อิสฺสโร อตฺตโน เสวกํ เยน ทิสาภาเคน อิจฺฉติ เตน ทิสาภาเคน ปณาเมติ นีหรติ, เอส ธมฺโม พลวตํ, อยํ อิสฺสรานํ สภาโว ปเวณิธมฺโมว, ตสฺมา สเจ อมฺหากํ วาสํ น โรเจถ อุชุกเมว โน นีหรถ, วิเหฐเนน โก อตฺโถติ ทีเปนฺโต เอวมาห ฯ มิคีติ สีหํ อาลปติ ฯ โส หิ มิคราชตาย มิโค ๑- อสฺส อตฺถีติ มิคี ฯ อุนฺนทนฺตีติ สีหเมว อาลปติ ฯ โส หิ อุนฺนตานํ ทนฺตานํ อตฺถิตาย อุนฺนตา ทนฺตา อสฺส อตฺถีติ อุนฺนทนฺตี ฯ อุนฺนตทนฺตีติปิ ปาโฐ เยว ฯ วิชานาหีติ เอส อิสฺสรานํ ธมฺโมติ เอวํ ชานาหิ ฯ ชาตํ สรณโต ภยนฺติ อมฺหากํ ตุมฺเห ปติฏฺฐฏฺเฐน สรณํ, ตุมฺหากํ เยว สนฺติกา โน ภยํ ชาตํ, ตสฺมา อตฺตโน วสนฏฺฐานเมว คมิสฺสามาติ ทีเปติ ฯ อยํ อปโร นโย ฯ ตว มิคี อุนฺนทนฺตี มม ปุตฺตทารํ ตชฺเชนฺตี ฯ เยน กามํ ปณาเมตีติ เยเนว เยนากาเรน อิจฺฉติ เตน ปณมติ ปวตฺตติ ๒- วิเหเฐติปิ ปลาเปติปิ, เอวํ ตฺวํ วิชานาหิ ฯ ตตฺถ กึ สกฺกา อมฺเหหิ กาตุํ, ธมฺโม พลวตํ เอส พลวนฺตานํ สภาโว, อิทานิ มยํ คมิสฺสาม, ตสฺมา ชาตํ สรณโต ภยนฺติ ฯ
ตสฺส วจนํ สุตฺวา สีโห สีหึ อาห ภทฺเท อสุกสฺมึ นาม กาเล มม โคจรตฺถาย คนฺตฺวา สตฺตเม ทิวเส อิมินา สิคาเลน อิมาย จ สิคาลิยา สทฺธึ อาคตภาวํ สรสีติ ฯ อาม สรามีติ ฯ ชานาสิ ปน มยฺหํ สตฺตาหํ อนาคมนสฺส การณนฺติ ฯ น ชานามิ
@เชิงอรรถ: ๑ มิคาติปิ ฯ ๒ ปวตฺเตตีติปิ ฯ สามีติ ฯ ภทฺเท อหํ เอกํ มิคํ คณฺหิสฺสามีติ คนฺตฺวา วิรชฺฌิตฺวา กลเล ลคฺโค ตโต นิกฺขมิตุํ อสกฺโกนฺโต สตฺตาหํ นิราหาโร อฏฺฐาสิ, โสหํ อิมํ สิคาลํ นิสฺสาย ชีวิตํ ลภิ, อยํ มม ชีวิตทายโก สหาโย, มิตฺตธมฺเม ฐาตุํ สมตฺโถ หิ มิตฺโต ทุพฺพโล นาม นตฺถิ, อิโต ปฏฺฐาย มยฺหํ สหายสฺส จ สหายิกาย จ ปุตฺตกานญฺจ เอวรูปํ อวมานํ มา อกาสีติ วตฺวา สีโห ทุติยํ คาถมาห
อปิ เจปิ ทุพฺพโล มิตฺโต มิตฺตธมฺเมสุ ติฏฺฐติ
โส ญาตโก จ พนฺธุ จ โส มิตฺโต โส จ เม สขา,
ทาฐินิ มาติมญฺญิวฺโห ๑-, สิคาโล มม ปาณโทติ ฯ
ตตฺถ อปิ เจปีติ เอโก อปิสทฺโท อนุคฺคหตฺโถ เอโก สมฺภาวนตฺโถ ฯ ตตฺรายํ โยชนา ฯ ทุพฺพโลปิ เจ มิตฺโต มิตฺตธมฺเมสุ อปิ ติฏฺฐติ สเจ ฐาตุํ สกฺโกติ โส ญาตโก จ พนฺธุ จ โส เมตฺตจิตฺตตาย มิตฺโต โส จ สหายฏฺเฐน สขา ฯ ทาฐินิ มาติมญฺญิวฺโหติ ภทฺเท ทาฐินิ สมฺม สีหิ มา มยฺหํ สหายํ วา สหายึ วา อติมญฺญิ, อยํ หิ สิคาโล มม ปาณโทติ ฯ
สา สีหสฺส วจนํ สุตฺวา สิคาลํ ขมาเปตฺวา ตโต ปฏฺฐาย สปุตฺตาย ตาย สทฺธึ สมคฺคสํวาสํ วสิ ฯ สีหโปตกาปิ สิคาลโปตเกหิ สทฺธึ กีฬมานา สมฺโมทมานานํ มาตาปิตูนํ อติกฺกนฺตกาเลปิ มิตฺตภาวํ อภินฺทิตฺวา สมฺโมทมานา วสึสุ ฯ เตสํ กิร สตฺตกุลปริวฏฺเฏ อภิชฺชมานา เมตฺตี ๒- อคมาสิ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ มาติมญฺญิตฺโถติปิ, มาติมญฺหิโวติปิ ฯ ๒ เมตฺตินฺติปิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน เกจิ โสตาปนฺนา เกจิ สกทาคามิโน เกจิ อนาคามิโน เกจิ อรหนฺตา อเหสุํ ฯ ตทา สิคาโล อานนฺโท อโหสิ, สีโห ปน อหเมวาติ ฯ
คุณชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗