อินทสมานโคตตชาดก
ว่าด้วยการสมาคมกับสัตบุรุษ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๑ · บรรทัด ๑๑๒๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่าน สนฺถวํ กาปุริเสน กยิรา ดังนี้.
เรื่องภิกษุว่ายากนั้น จักมีแจ้งในคิชฌชาดกนวกนิบาต.
พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุแม้เมื่อก่อนเธอก็ไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตทั้งหลาย เพราะเธอเป็นผู้ว่ายาก จึงเหลวแหลกเพราะเท้าช้างตกมัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาลครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ ครั้นเจริญวัยละฆราวาส ออกบวชเป็นฤาษี เป็นครูของเหล่าฤาษี๕๐๐ อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศ. ในครั้งนั้นบรรดาดาบสเหล่านั้น ได้มีดาบสชื่ออินทสมานโคตร เป็นผู้ว่ายากไม่เชื่อฟัง. ดาบสนั้นเลี้ยงลูกช้างไว้เชือกหนึ่ง. พระโพธิสัตว์ได้ทราบข่าวจึงเรียกดาบสนั้นมาถามว่า เขาว่าเธอเลี้ยงลูกช้างไว้จริงหรือ. ดาบสตอบว่าจริงขอรับอาจารย์ ข้าพเจ้าเลี้ยงลูกช้างไว้เชือกหนึ่งแม่มันตาย. พระโพธิสัตว์พูดเตือนว่า ขึ้นชื่อว่าช้าง เมื่อเติบโตมักฆ่าคนเลี้ยง. เธออย่าเลี้ยงลูกช้างนั้นเลย. ดาบสกล่าวว่า ท่านอาจารย์ข้าพเจ้าไม่อาจทิ้งมันได้. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเธอจักได้รู้เอง. ดาบสเลี้ยงดูช้างนั้น ต่อมามันมีร่างกายใหญ่โต. คราวหนึ่งพวกฤาษีพากันไปในที่ไกลเพื่อหารากไม้และผลาผลในป่า แล้วพักอยู่ ณ ที่นั้น ๒-๓ วัน.
ช้างก็ตกมันรื้อบรรณศาลาเสียกระจุยกระจาย ทำลายหม้อน้ำดื่ม โยนแผ่นหินทิ้ง ถอนแผ่นกระดานแขวนทิ้ง แล้วเข้าไปยังที่ซ่อนแห่งหนึ่งยืนคอยมองดูทางมาของดาบส ด้วยหวังว่าจักฆ่าดาบสนั้นแล้วไป. ดาบสอินทสมานโคตรหาอาหารไว้ให้ช้างเดินมาก่อนดาบสทั้งหมด ครั้นเห็นช้างนั้น จึงเข้าไปหามันตามความรู้สึกที่เป็นปกติ. ครั้นแล้วช้างนั้นออกจากที่ซ่อนเอางวงจับฟาดลงกับพื้น เอาเท้าเหยียบศีรษะขยี้ให้ถึงความตาย แล้วแผดเสียงดังเข้าป่าไป. พวกดาบสที่เหลือจึงแจ้งข่าวนั้นให้พระโพธิสัตว์ทราบ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ไม่ควรทำความคลุกคลีกับคนชั่ว แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-
บุคคลไม่พึงทำความสนิทสนมกับคนชั่ว ท่านผู้เป็นอริยะ รู้ประโยชน์อยู่ไม่พึงทำความ สนิทสนมกับอนารยชน เพราะอนารยชนนั้น แม้อยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน ก็ย่อมทำความชั่ว ดุจช้างผู้ทำลายดาบสอินทสมานโคตรฉะนั้น บุคคลพึงรู้บุคคลใดว่า ผู้นี้เช่นเดียวกับ เรา ด้วยศีล ด้วยปัญญา และแม้ด้วยสุตะ พึงทำ ไมตรีกับบุคคลผู้นั้นนั่นแหละ เพราะการสมาคม กับสัตบุรุษนำมาซึ่งความสุขแท้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น สนฺถวํ กาปุริเสน กยิรา ความว่าบุคคลไม่พึงทำความสนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา หรือความสนิทสนมด้วยความเป็นมิตร กับคนมักโกรธที่น่าชัง. บทว่า อริโยในบทว่า อริโยนริเยน ปชานมตฺถํ ได้แก่ อริยะ ๔ จำพวก คืออาจารอริยะ ได้แก่อริยะในทางมารยาท ๑ ลิงคอริยะ อริยะในทางเพศ ๑ ทัสสนอริยะ อริยะในทางความเห็น ๑ ปฏิเวธอริยะอริยะในทางรู้แจ้งแทงตลอด ๑. บรรดาอริยะเหล่านั้น อาจารอริยะท่านประสงค์เอาในที่นี้. อธิบายว่า บุคคลผู้เป็นอริยะรู้จักประโยชน์ คือรู้จักผล ฉลาดในประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ดำรงอยู่ในอาจาระ ไม่พึงทำความสนิทสนมด้วยอำนาจตัณหาหรือความสนิทสนมด้วยความเป็นมิตร กับคนที่มิใช่อริยะ คือคนทุศีลไม่มียางอาย. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะคนที่มิใช่อริยะนั้น แม้อยู่ร่วมกันนาน ก็มิได้คำนึงถึงการอยู่ร่วมกันนั้น ย่อมกระทำความชั่ว คือกระทำกรรมอันลามกเท่านั้น. ถามว่า เหมือนอะไร. ตอบว่า เหมือนช้าง ฆ่าอินทสมานโคตรดาบสใดกระทำความชั่ว. ในบทเป็นต้นว่า ยเทว ปญฺา สทิโส มมํ ความว่า พึงรู้จักบุคคลใดว่า ผู้นี้เหมือนเราโดยศีลเป็นต้นพึงกระทำไมตรีกับบุคคลนั้นเท่านั้น การสมาคมกับด้วยสัตบุรุษย่อมนำความสุขมาให้.
พระโพธิสัตว์สอนหมู่ฤาษีว่า ธรรมดาคนเราไม่ควรเป็นผู้สอนยาก ควรศึกษาให้ดีแล้วให้จัดการเผาศพอินทสมานโคตรดาบส เจริญพรหมวิหาร ได้เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดก. อินทสมานโคตรในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุสอนยากนี้ในครั้งนี้. ส่วนครูประจำคณะได้เป็นเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาอินทสมานโคตรชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๗๖–๘๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ สนฺถววคฺควณฺณนา
๑ อินฺทสมานโคตฺตชาตกํ ฯ
น สนฺถวํ กาปุริเสน กยิราติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ ทุพฺพจภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺส วตฺถุ นวกนิปาเต คิชฺฌชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ
สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ ปุพฺเพปิ ตฺวํ ภิกฺขุ ทุพฺพจตาย ปณฺฑิตานํ วจนํ อกตฺวา มตฺตหตฺถปาทสญฺจุณฺณิโตติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วุฑฺฒิปฺปตฺโต ฆราวาสํ ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ปญฺจนฺนํ อิสิสตานํ คณสตฺถา หุตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตทา เตสุ ตาปเสสุ อินฺทสมานโคตฺโต นาม ตาปโส อโหสิ ทุพฺพโจ อโนวาทโก ฯ โส เอกํ หตฺถิโปตกํ โปเสสิ ฯ โพธิสตฺโต สุตฺวา ตํ ปกฺโกสิตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ หตฺถิโปตกํ โปเสสีติ ฯ สจฺจํ อาจริย อหํ มตมาติกํ เอกหตฺถิโปตกํ โปเสมีติ ฯ หตฺถิโน นาม วุฑฺฒิปฺปตฺตา โปสกํ เยว มาเรนฺติ, มา ตํ โปเสหีติ ฯ เตน วินา วตฺติตุํ น สกฺโกมิ อาจริยาติ ฯ เตน หิ ปญฺญายิสฺสสีติ ฯ โส เตน โปสิยมาโน อปรภาเค มหาสรีโร อโหสิ ฯ อเถกสฺมึ กาเล เต อิสโย วนมูลผลาผลตฺถาย ทูรํ คนฺตฺวา ตตฺเถว กติปาหํ วสึสุ ฯ หตฺถีปิ อคฺคทกฺขิณวาเต ปภินฺนมโท หุตฺวา ตสฺส ปณฺณสาลํ วิทฺธํสิตฺวา ปานิยฆฏํ ภินฺทิตฺวา ปาสาณผลกํ ขปิตฺวา อาลมฺพนผลกํ ลุญฺจิตฺวา ตํ ตาปสํ มาเรตฺวา คมิสฺสามีติ เอกํ คหณฏฺฐานํ ปวิสิตฺวา อาคมนมคฺคํ โอโลเกนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ อินฺทสมานโคตฺโต ตสฺส โคจรํ คเหตฺวา สพฺเพสํ ปูรโตว อาคจฺฉนฺโต ตํ ทิสฺวา ปกติสญฺญาเยวสฺส สนฺติกํ อคมาสิ ฯ อถ นํ โส หตฺถี คหณฏฺฐานา นิกฺขมิตฺวา โสณฺฑาย ปรามสิตฺวา ภูมิยํ ปาเตตฺวา สีสํ ปาเทน อกฺกมิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา มทฺทิตฺวา โกญฺจนาทํ กตฺวา อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ เสสา ตาปสา ตํ ปวุตฺตึ โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสุํ ฯ โพธิสตฺโต กาปุริเสน สทฺธึ สํสคฺโค น กาตพฺโพติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
น สนฺถวํ กาปุริเสน กยิรา
อริโยนริเยน ปชานมตฺถํ
จิรานุวุฏฺโฐปิ กโรติ ปาปํ
คโช ยถา อินฺทสมานโคตฺตํ,
ยเทว ชญฺญา สทิโส มมนฺติ
สีเลน ปญฺญาย สุเตน จาปิ
เตเนว เมตฺตึ กยิราถ สทฺธึ,
สุโข หเว สปฺปุริเสน สงฺคโมติ ฯ
ตตฺถ น สนฺถวํ กาปุริเสน กยิราติ กุจฺฉิเตน โกธนปุริเสน สทฺธึ ตณฺหาสนฺถวํ วา มิตฺตสนฺถวํ วา น กยิราถ ฯ อริโยนริเยน ปชานมตฺถนฺติ อริโยติ จตฺตาโร อริยา อาจารอริโย ลิงฺคอริโย ทสฺสนอริโย ปฏิเวธอริโยติ ฯ เตสุ อาจารอริโย อิธ อธิปฺเปโต ฯ โส ปชานมตฺถํ อตฺถํ ชานนฺโต อตฺถานตฺถกุสโล อาจาเร ฐิโต อริยปุคฺคโล อนริเยน นิลฺลชฺเชน ทุสฺสีเลน สทฺธึ ตณฺหาสนฺถวํ วา มิตฺตสนฺถวํ วา น กเรยฺยาติ อตฺโถ ฯ กึการณา ฯ จีรานุวุฏฺโฐปิ กโรติ ปาปนฺติ ยสฺมา อนริโย จิรํ เอกโต อนุวุฏฺโฐปิ ตํ เอกโต นิวาสํ อคเณตฺวา กโรติ ปาปํ ปาปกํ กมฺมํ กโรติ เยว ฯ ยถา กึ ฯ คโช ยถา อินฺทสมานโคตฺตนฺติ ยถา โส คโช อินฺทสมานโคตฺตํ มาเรนฺโต ปาปํ อกาสีติ อตฺโถ ฯ ยเทว ปญฺญา สทิโส มมนฺติ อาทีสุ ยเทว ปุคฺคลํ อยํ มม สีลาทีหิ สทิโสติ ชาเนยฺย เตเนว สทฺธึ เมตฺตึ กยิราถ, สปฺปุริเสน สทฺธึ สมาคโม สุโข ว โหตีติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต อโนวาทเกน นาม น ภวิตพฺพํ, สุสิกฺขิเตน ภวิตุํ วฏฺฏตีติ อิสิคณํ โอวทิตฺวา อินฺทสมานโคตฺตสฺส สรีรกิจฺจํ กาเรตฺวา พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา อินฺทสมานโคตฺโต อยํ ทุพฺพโจ ภิกฺขุ อโหสิ, คณสตฺถา ปน อหเมวาติ ฯ
อินฺทสมานโคตฺตชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗