ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สันถวชาดก
ชาดกที่ ๑๖๒ · ทุกนิบาตชาดก · สันถวรรค

สันถวชาดก

ว่าด้วยความสนิทสนม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๓ · บรรทัด ๑๑๓๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสันถวชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการบูชาไฟ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าน สนฺถวสฺมา ปรมตฺถิ ปาปิโย.

เรื่องราวเหมือนกับที่กล่าวไว้แล้วในนังคุฏฐชาดกนั้นแล. ภิกษุทั้งหลายเห็นชฏิลเหล่านั้นบูชาไฟ จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชฏิลทั้งหลายประพฤติตบะผิดมีประการต่าง ๆ ความเจริญในการนี้มีอยู่หรือหนอ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่มีความเจริญไร ๆในการนี้เลย แม้โบราณบัณฑิตก็สำคัญว่ามีความเจริญ เพราะการบูชาไฟ จึงบูชาไฟเป็นเวลานาน ครั้นเห็นไม่มีความเจริญในกรรมนั้น จึงเอาน้ำดับไฟ เอากิ่งไม้เป็นต้นฟาดมิได้กลับมาดูอีกต่อไป แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์. มารดาบิดาเก็บไฟวันเกิดของพระโพธิสัตว์ไว้แล้ว กล่าวกะพระโพธิสัตว์เมื่อมีอายุได้ ๑๖ ปีว่า ลูกรัก ลูกจะรับเอาไฟวันเกิดไปบำเรอไฟในป่า หรือจักเรียนไตรเพท เพราะปกครองสมบัติอยู่เป็นฆราวาส. พระโพธิสัตว์ตอบว่า ลูกไม่ต้องการอยู่เป็นฆราวาสลูกจักบำเรอไฟในป่ามุ่งหน้าต่อพรหมโลก แล้วจึงรับเอาไฟวันเกิดไหว้มารดาบิดา เข้าไปในป่า อาศัยอยู่ในบรรณศาลาบำเรอไฟ. วันหนึ่งพระโพธิสัตว์นั้น ไปยังที่เชิญเลี้ยง ได้ข้าวปายาสกับสัปปิมา คิดว่า เราจักถวายข้าวปายาสนี้แก่มหาพรหมจึงนำข้าวปายาสนั้นมา ตั้งใจว่าเราจะบูชาไฟ ให้พระเพลิงผู้เป็นเจ้าดื่มข้าวปายาสผสมด้วยสัปปิก่อน แล้วสาดข้าวปายาสลงไปในไฟ. ข้าปายาสมียางมากพอใส่เข้าไปในไฟ ไฟก็ลุกมีเปลวพุ่งขึ้นไหม้บรรณศาลา. พราหมณ์ทั้งกลัวทั้งตกใจก็หนีออกไปยืนอยู่ภายนอกบ่นว่า ไม่ควรทำความสนิทสนมกับคนชั่ว บัดนี้ บรรณศาลาของเราซึ่งทำแสนยากถูกไฟเผาเสียแล้ว. จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

สิ่งอื่นที่จะชั่วช้ายิ่งขึ้นไปกว่าความสนิท สนมเป็นไม่มี ความสนิทสนมกับบุรุษเลวทราม เป็นความชั่วช้า เพราะไฟนี้เราให้อิ่มหนำแล้ว ด้วยสัปปิและข้าวปายาส ยังไหม้บรรณศาลา ที่เราทำได้ยากให้พินาศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น สนฺถวสฺมา ความว่า ความสนิทสนมมีสองอย่าง คือ ความสนิทสนมด้วยอำนาจตัณหา ๑ความสนิทสนมด้วยความเป็นมิตร ๑ ไม่มีสิ่งอื่นที่จะเลวทรามต่ำช้ายิ่งไปกว่าความสนิทสนมสองอย่างนั้น. บทว่า โย สนฺถโว กาปุริเสน ความว่า ไม่มีความสนิทสนมอื่นที่เลวทรามกว่าความสนิทสนมสองอย่างนี้กับคนชั่วช้าเลวทราม. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะไฟที่เราเลี้ยงให้อิ่มหนำด้วยสัปปิและข้าวปายาสได้เผาบรรณศาลาที่เราสร้างไว้โดยลำบาก.

ครั้นพระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็คิดว่าเราไม่ต้องการด้วยสิ่งที่ทำลายมิตร จึงเอาน้ำดับไฟนั้นเสียแล้ว เอากิ่งไม้ฟาด เข้าไปสู่ภายในป่าหิมพานต์ พบแม่เนื้อตัวหนึ่งชื่อสามาเลียปากราชสีห์ เสือโคร่ง และเสือเหลือง จึงดำริว่า ไม่มีความประเสริฐอื่น นอกจากความสนิทสนมกับสัตบุรุษแล้วจึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-

สิ่งอื่นที่จะประเสริฐยิ่งไปกว่าความ สนิทสนมเป็นไม่มี ความสนิทสนมกับบุรุษ เป็นความประเสริฐ แม่สามามฤคีเลียปากราชสีห์ เสือโคร่งและเสือเหลืองได้ ก็เพราะความรักใคร่ สนิทสนมกัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สามามุขํ เลหติ สนฺถเวน ความว่า แม่เนื้อสามาเลียปากสัตว์ทั้งสามเหล่านี้ด้วยความสนิทสนม คือด้วยความเสน่หา.

ครั้นพระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเข้าไปภายในป่าหิมพานต์ บรรพชาเป็นฤาษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดครั้นสิ้นชีพก็เข้าถึงพรหมโลก.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดก. เราได้เป็นดาบสในครั้งนั้น.

จบ อรรถกถาสันถวชาดกที่ ๒

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๘๑–๘๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๒๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๒ สนฺถวชาตกํ

น สนฺถวสฺมา ปรมตฺถิ ปาปิโยติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อคฺคิชุหนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ เหฏฺฐา นงฺคุฏฺฐชาตเก กถิตสทิสเมว ฯ

ภิกฺขู เต อคฺคึ ชุหนฺเต ทิสฺวา ภนฺเต ชฏิลา นานปฺปการํ มิจฺฉาตปํ กโรนฺติ, อตฺถิ นุ โข เอตฺถ วุฑฺฒีติ ภควนฺตํ ปุจฺฉึสุ ฯ น ภิกฺขเว เอตฺถ กาจิ วุฑฺฒิ นาม อตฺถิ, โปราณกปณฺฑิตาปิ อคฺคิชุหเนน วุฑฺฒิ อตฺถีติ สญฺญาย จิรํ อคฺคึ ชุหิตฺวา ตสฺมึ กมฺเม อวุฑฺฒิเมว ทิสฺวา อคฺคึ อุทเกน นิพฺพาเปตฺวา สาขาทีนิ โปเถตฺวา ปุน นิวตฺติตฺวาปิ ตํ น โอโลเกสุนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติ ฯ มาตาปิตโร ตสฺส ชาตคฺคึ คเหตฺวา ตํ โสฬสวสฺสุทฺเทสิกํ อาหํสุ กินฺตาต ชาตคคึ คเหตฺวา อรญฺเญ อคฺคึ ปริจริสฺสสิ อุทานุ ตโย เวเท อุคฺคณฺหิตฺวา กุฏุมฺพํ สณฺฐเปตฺวา ฆราวาสํ วสิสฺสสีติ ฯ โส น เม ฆราวาเสน อตฺโถ, อรญฺเญ อคฺคึ ปริจริตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน ภวิสฺสามีติ ชาตคฺคึ คเหตฺวา มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา อรญฺเญ ปวิสิตฺวา ปณฺณสาลาย วาสํ กปฺเปตฺวา อคฺคึ ปริจริ ฯ โส เอกทิวสํ นิมนฺตนฏฺฐานํ คนฺตฺวา สปฺปินา ปายาสํ ลภิตฺวา อิมํ ปายาสํ มหาพฺรหฺมุโน ทสฺสามีติ ๑- ตํ ปายาสํ

@เชิงอรรถ: ๑ ยชิสฺสามีตีติปิ ฯ อาหริตฺวา อคฺคึ สริตฺวา อคฺคึ ปูชยิตฺวา อคฺคึ ตาว ภควนฺตํ สปฺปิยุตฺตํ ปายาสํ ปาเยมีติ ปายาสํ อคฺคิมฺหิ ปกฺขิปิ ฯ พหุสิเนเห ปายาเส อคฺคิมฺหิ ปกฺขิตมตฺเต เยว อคฺคิ ชลิตฺวา อจฺจุคฺคตานิ อจฺฉีหิ ปณฺณสาลํ ฌาเปสิ ฯ พฺราหฺมโณ ภีตตสิโต ปลายิตฺวา พหิ ฐตฺวา กาปุริเสหิ นาม สนฺถโว น กาตพฺโพ, อิทานิ เม อิมินา อคฺคินา กิจฺเฉน กตา ปณฺณสาลา ฌาปิตาติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห

น สนฺถวสฺมา ปรมตฺถิ ปาปิโย

โย สนฺถโว กาปุริเสน โหติ,

สนฺตปฺปิโต สปฺปินา ปายาเสน

กิจฺฉา กตํ ปณฺณกุฏึ อทฑฺฑหีติ ฯ

ตตฺถ น สนฺถวสฺมาติ ตณฺหาสนฺถวาปิ มิตฺตสนฺถวาปิ ทุวิธาปิ เอตสฺมา สนฺถวา ปรํ อุตฺตรึ อญฺญํ ปาปตรํ ลามกตรํ นาม นตฺถีติ อตฺโถ ฯ โย สนฺถโว กาปุริเสนาติ โย ปาปเกน กาปุริเสน สทฺธึ ทุวิโธปิ เอส สนฺถโว ตโต ปาปตรํ อญฺญํ นตฺถิ ฯ กสฺมา ฯ สนฺตปฺปิโต อทฑฺฑหีติ ยสฺมา สปฺปินา จ ปายาเสน จ สนฺตปฺปิโตปิ อยํ อคฺคิ มยา กิจฺเฉน กตํ ปณฺณสาลํ ฌาเปสีติ อตฺโถ ฯ

โส เอวํ วตฺวา น เม มิตฺตทุพฺภินา อตฺโถติ ตํ อคฺคึ อุทเกน นิพฺพาเปตฺวา สาขาหิ โปเถตฺวา อนฺโตหิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา เอกํ สามํ นาม มิคึ สีหสฺส จ พฺยคฺฆสฺส จ ทีปิโน จ มุขํ เลหนฺตึ ทิสฺวา สปฺปุริเสหิ สทฺธึ สนฺถวา ปรํ เสยฺโย นาม นตฺถีติ จินฺเตตฺวา ทุติยํ คาถมาห

น สนฺถวสฺมา ปรมตฺถิ เสยฺโย

โย สนฺถโว สปฺปุริเสน โหติ,

สีหสฺส พฺยคฺฆสฺส จ ทีปิโน จ

สามา มุขํ เลหติ สนฺถเวนาติ ฯ

ตตฺถ สามา มุขํ เลหติ สนฺถเวนาติ สามา นาม มิคี อิเมสํ ติณฺณํ ชนานํ สนฺถเวน สิเนเหน มุขํ เลหตีติ ฯ

เอวญฺจ ปน วตฺวา โพธิสตฺโต อนฺโตหิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา ชีวิตปริโยสาเน พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ อหนฺเตน สมเยน ตาปโส อโหสินฺติ ฯ

สนฺถวชาตกํ ทุติยํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๖๑. อินทสมานโคตตชาดกชาดกถัดไป๑๖๓. สุสีมชาดก