สุสีมชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าสุสีมะ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๕ · บรรทัด ๑๑๔๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหารทรงปรารภการถวายทานตามความพอใจ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า กาฬา มิคา เสตทนฺตา ตว อิเม ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า ในกรุงสาวัตถี บางคราวสกุลเดียวเท่านั้นถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. บางคราวมากคนด้วยกันรวมกันถวายเป็นคณะ. บางคราวถวายตามสายถนน. บางคราวชาวเมืองทั้งสิ้น ร่วมฉันทะกันถวายทาน. แต่ในครั้งนี้ ชาวเมืองร่วมฉันทะกัน เตรียมถวายบริขารทุกชนิดแบ่งออกเป็นสองพวก พวกหนึ่งพูดว่า พวกเราจักถวายทานพร้อมด้วยบริขารทุกชนิดนี้แก่อัญญเดียรถีย์ พวกหนึ่งพูดว่าเราจักถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. เมื่อการโต้เถียงกันเป็นไปเนือง ๆ อย่างนี้ พวกสาวกอัญญเดียรถีย์ก็ว่าถวายแก่อัญญเดียรถีย์เท่านั้น พวกสาวกของพระพุทธเจ้าก็ว่าถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขเท่านั้น ครั้นคำที่ว่าเราจักกระทำมีมาก พวกที่พูดว่า เราจักถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขก็มีมากเป็นธรรมดา ถ้อยคำของคนเหล่านั้นก็ยุติ. พวกสาวกของอัญญเดียรถีย์ไม่อาจจะทำอันตรายแก่ทานที่ควรถวายแด่พระพุทธเจ้าได้. ชาวเมืองจึงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พากันบำเพ็ญมหาทานตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้ถวายเครื่องบริขารทุกชนิด. พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนา ให้มหาชนตื่นด้วยมรรคผล แล้วจึงเสด็จไปยังเชตวันมหาวิหาร. เมื่อภิกษุสงฆ์แสดงวัตรจึงเสด็จประทับยืนที่หน้ามุขพระคันธกุฏีประทานสุคโตวาท แล้วเสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฏี. ในตอนเย็นภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนาในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกสาวกของอัญญเดียรถีย์ แม้พยายามจะทำอันตรายแก่ทานที่ควรถวายแด่พระพุทธเจ้าก็ไม่อาจจะทำอันตรายได้. การถวายเครื่องบริขารทั้งปวงนั้นมาถึงบาทมูลของพระพุทธเจ้าทั้งหมด. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกสาวกของอัญญเดียรถีย์เหล่านี้ ได้พยายามเพื่อทำอันตรายทานที่ควรแก่เรา มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็พยายาม อนึ่งเครื่องบริขารนั้นก็มาถึงแทบบาทมูลของเราทุกครั้งแล้ว ทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลที่กรุงสาวัตถี ได้มีพระราชาพระนามว่าสุสีมะในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในครรภ์ของพราหมณีของปุโรหิตของพระองค์. เมื่อพระโพธิสัตว์มีอายุได้ ๑๖ ปี บิดาได้ถึงแก่กรรม. อนึ่งปุโรหิตนั้นขณะยังมีชีวิตอยู่ได้เป็นผู้กระทำมงคลแก่ช้างของพระราชา. เขาได้เครื่องอุปกรณ์และเครื่องประดับช้างทุกอย่างที่มีผู้นำมาในที่ทำการมงคลแก่ช้างทั้งหลาย. ในการมงคลครั้งหนึ่ง ๆ ทรัพย์สินประมาณหนึ่งโกฏิเกิดขึ้นแก่เขา. ต่อมาเมื่อเขาถึงแก่กรรมมหรสพในการมงคลช้างได้มาถึง. พวกพราหมณ์อื่น ๆ เข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช มหรสพในการมงคลช้างได้มาถึงแล้ว ควรประกอบพิธีมงคล แต่บุตรของพราหมณ์ปุโรหิตยังเด็กนัก ไม่รู้ไตรเพทไม่รู้สูตรกล่อมช้าง พวกข้าพระพุทธเจ้าจักทำการมงคลช้างกันเองพระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับว่าดีแล้ว. พวกพราหมณ์ต่างพากันรื่นเริงยินดีเดินไปมาด้วยคิดว่า พวกเราไม่ให้บุตรปุโรหิตทำการมงคลช้าง จักทำเสียเองแล้วก็จะได้รับทรัพย์ครั้นถึงวันที่สี่จักมีการมงคลช้าง เพราะฉะนั้นมารดาของพระโพธิสัตว์สดับข่าวนั้น จึงเศร้าโศกคร่ำครวญว่า ขึ้นชื่อว่าการทำการมงคลแก่ช้างเป็นหน้าที่ของเราเจ็ดชั่วตระกูลแล้ว วงศ์ของเราจักเสื่อม และเราจักเสื่อมจากทรัพย์ด้วย. พระโพธิสัตว์ถามว่า ร้องไห้ทำไมแม่ ครั้นได้ฟังเหตุการณ์นั้นแล้ว จึงปลอบว่าแม่จ๋า แม่อย่าเศร้าโศกไปเลย บางทีลูกจักทำการมงคลเอง. มารดาพูดว่า ลูกแม่ ลูกไม่รู้ไตรเพท ไม่รู้สูตรกล่อมช้าง ลูกจักทำการมงคลได้อย่างไร. พระโพธิสัตว์ถามว่า แม่จ๋าเมื่อไรเขาจักทำการมงคลช้างกัน. มารดาตอบว่า ในวันที่สี่จากนี้ไปแหละลูก. พระโพธิสัตว์ถามว่า แม่จ๋า อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญไตรเพทสูตรกล่อมช้างอยู่ที่ไหนเล่าแม่. มารดาบอกว่า ลูกรักอาจารย์ทิศาปาโมกข์เช่นว่านี้ อยู่ในเมืองตักกศิลา แคว้นคันธาระสุดทางจากนี้ไปร้อยยี่สิบโยชน์. พระโพธิสัตว์ปลอบมารดาว่าแม่จ๋า ลูกจะไม่ยอมให้วงศ์ของเราพินาศ พรุ่งนี้ลูกจะไปเมืองตักกสิลา เดินทางวันเดียวก็ถึงเรียนไตรเพทและสูตรกล่อมช้างเพียงคืนเดียวเท่านั้น รุ่งขึ้นจะกับมาทำการมงคลช้างในวันที่สี่ในวันรุ่งขึ้น พระโพธิสัตว์บริโภคอาหารแต่เช้า ออกเดินทางคนเดียว เพียงวันเดียวก็ถึงเมืองตักกสิลา เข้าไปไหว้อาจารย์แล้วนั่งอยู่ข้างหนึ่ง. ลำดับนั้นอาจารย์ถามพระโพธิสัตว์ว่า เจ้ามาจากไหนเล่าพ่อ. จากกรุงพาราณสีขอรับท่านอาจารย์. ต้องการอะไรเล่า. ต้องการเรียนไตรเพทและสูตรกล่อมช้างในสำนักของท่านอาจารย์ขอรับ. ดีละ เรียนเถิดพ่อ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่าท่านอาจารย์ขอรับ งานของกระผมค่อนข้างด่วนมาก แล้วก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้ทราบ กล่าวว่า กระผมมาเป็นระยะทางร้อยยี่สิบโยชน์ เพียงวันเดียวเท่านั้น วันนี้ขอท่านอาจารย์ให้โอกาสแก่กระผมเพียงคืนเดียวเท่านั้น ในวันที่สามจากวันนี้จักมีการมงคลช้าง กระผมขอเรียนทุกวิชาเพียงแต่หัวข้ออย่างเดียวเท่านั้นครั้นอาจารย์ให้โอกาส จึงล้างเท้าอาจารย์วางถุงทรัพย์พันหนึ่งไว้ข้างหน้าอาจารย์ ไหว้แล้วนั่งลงข้างหนึ่ง เริ่มศึกษา พออรุณขึ้นก็เรียนจบไตรเพทและสูตรกล่อมช้าง จึงถามว่า ยังมีสิ่งอื่น ๆอีกหรือท่านอาจารย์ เมื่ออาจารย์กล่าวว่า ไม่มีแล้ว จบหมดแล้วยังสอบทานศิลปะให้อาจารย์ฟังว่า ท่านอาจารย์ในคัมภีร์นี้มีบทขาดหายไปเท่านี้ มีที่เลอะเลือนเพราะสาธยายไปเท่านี้ ตั้งแต่นี้ไปท่านพึงบอกอันเตวาสิกทั้งหลายอย่างนี้ เสร็จแล้วบริโภคอาหารแต่เช้าตรู่ไหว้อาจารย์กลับไปกรุงพาราณสีเพียงวันเดียวเท่านั้น แล้วไปไหว้มารดา เมื่อมารดาถามว่า เรียนศิลปะจบแล้วหรือลูก บอกว่า จบแล้วจ้ะแม่ ทำให้มารดาปลาบปลื้มมาก.
วันรุ่งขึ้นเขาเตรียมงานมหรสพมงคลช้างกันเป็นการใหญ่ ประชาชนต่างจัดเตรียมช้างของตน ๆ สวมเครื่องประดับแล้วด้วยทองคำ ผูกธงแล้วด้วยทองคำ คลุมด้วยตาข่ายทอง. ตกแต่งกันที่พระลานหลวง. พวกพราหมณ์ก็ประดับประดารอท่าตั้งใจว่า พวกเราจักทำการมงคลช้าง. แม้พระเจ้าสุสีมะก็ทรงเต็มยศ ให้ข้าราชบริพารถือเครื่องอุปกรณ์เสด็จไปยังมงคลสถาน. แม้พระโพธิสัตว์ก็ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอย่างเด็ก มีบริษัทของตนห้อมล้อมเป็นบริวาร ไปยังสำนักของพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ได้ทราบข่าวว่าพระองค์ทรงทำวงศ์ของข้าพระพุทธเจ้าและของพระองค์เองให้พินาศแล้วได้รับสั่งว่า เราจะให้พราหมณ์อื่นทำการมงคลช้างแล้วมอบเครื่องประดับช้างและเครื่องอุปกรณ์ให้จริงหรือพระพุทธเจ้า แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระนามว่า สุสีมะ ช้างสีดำมีงาขาวประมาณร้อยเชือกเหล่านี้ ประ ดับด้วยข่ายทองเป็นของพระองค์ พระองค์ทรง ระลึกถึงการกระทำของพระบิดาและพระอัยยกา อยู่เนือง ๆ ตรัสว่า เราจะให้ช่างเหล่านี้แก่ พราหมณ์เหล่าอื่นดังนี้ เป็นความจริงหรือ พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตเต ททามีติ สุสีม พฺรูสิ ความว่า เราให้ช้างเหล่านี้แก่ท่าน คือในสำนักของท่าน. อธิบายว่า เราจะให้ช้างซึ่งประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงประมาณร้อยเชือก จำพวกสีดำงาขาวแก่พราหมณ์เหล่าอื่น. ข้าแต่พระราชาสุสีมะ พระองค์ตรัสอย่างนี้เป็นความจริงหรือ. บทว่า อนุสฺสรํ เปตฺติปิตามหานํ ความว่า ทรงระลึกถึงการกระทำของพระบิดาและพระอัยยกาเนือง ๆ ในวงศ์ของข้าพระพุทธเจ้าและของพระองค์เอง. ข้อนี้ท่านอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช บิดาและปู่ของข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายกระทำมงคลช้างแก่พระชนกและพระอัยยกาของพระองค์จนเจ็ดชั่วตระกูล พระองค์แม้ทรงระลึกได้อย่างนี้ ก็ยังทำวงศ์ของข้าพระองค์ทั้งหลายและของพระองค์ให้พินาศ นัยว่ารับสั่งอย่างนี้จริงหรือ.
พระเจ้าสุสีมะทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์ จึงตรัสคาถาที่สองว่า :-
ดูก่อนมาณพ ช้างสีดำมีงาขาวประมาณ ร้อยเชือกเหล่านี้ ประดับด้วยข่ายทองซึ่งเป็น ของเรา เราระลึกถึงการกระทำของพระบิดา และพระอัยยกาอยู่เนืองๆ พูดว่า ว่าเราจะให้ ช้างเหล่านั้นแก่พราหมณ์เหล่าอื่น ดังนี้ เป็น ความจริง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตเต ททามิ ความว่า ดูก่อนมาณพ เราพูดว่า เราจะให้ช้างเหล่านี้แก่พราหมณ์ทั้งหลายเป็นความจริงทีเดียว. อธิบายว่า เราพูดกะพราหมณ์เหล่านั้นว่าเราจะให้ช้างเหล่านี้แก่พราหมณ์ทั้งหลายเป็นความจริง. บทว่า อนุสฺสรํ ความว่า เรายังระลึกได้ถึงกิริยาของพระบิดาและพระเจ้าปู่อยู่เสมอ มิใช่ระลึกไม่ได้. พระราชารับสั่งอย่างนั้น โดยทรงชี้แจงว่า แม้เราระลึกได้ว่า บิดาและปู่ของเจ้ากระทำพิธีมงคลช้าง แก่พระบิดาและพระอัยยกาของเรา ก็ยังพูดอย่างนี้อีกเป็นความจริง.
ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ได้กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อพระองค์ยังทรงระลึกถึงวงศ์ของพระองค์และของข้าพระองค์ได้ เพราะเหตุไรพระองค์จึงทิ้งข้าพระองค์เสีย แล้วให้ผู้อื่นกระทำการมงคลช้างเล่าพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่านี่แน่เจ้าพวกพราหมณ์เขาบอกเราว่า นัยว่าเจ้าไม่รู้ไตรเพทและสูตรกล่อมช้าง. เพราะฉะนั้นเราจึงให้พวกพราหมณ์อื่นทำพิธี. พระโพธิสัตว์บรรลือสีหนาทว่า ข้าแต่มหาราช บรรดาพราหมณ์ทั้งหมดนี้ แม้สักคนหนึ่งผิว่าสามารถเจรจากับข้าพระองค์ได้ในพระเวทก็ดี ในพระสูตรก็ดีมีอยู่ จงลุกขึ้นมา พราหมณ์อื่นนอกจากข้าพระพุทธเจ้า ชื่อว่ารู้ไตรเพทและสูตรกล่อมช้างพร้อมด้วยวิธีทำการมงคลช้าง ไม่มีเลยทั่วชมพูทวีป. พราหมณ์แม้สักคนหนึ่งก็ไม่สามารถลุกขึ้นเป็นคู่แข่งกับพระโพธิสัตว์ได้. พระโพธิสัตว์ครั้นดำรงตระกูลวงศ์ของตนให้มั่นคงแล้ว จึงกระทำการมงคล ถือเอาทรัพย์เป็นอันมากกลับไปยังที่อยู่.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรมแล้ว ชนบางพวกได้เป็นโสดาบัน. บางพวกได้พระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกได้บรรลุพระอรหัต. มารดาในครั้งนั้นได้เป็นมหามายาในครั้งนี้ บิดาได้เป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชพระราชาสุสีมะได้เป็นอานนท์ อาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้เป็นโมคคัลลานะ ส่วนมาณพ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสุสีมชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๘๕–๙๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๒๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
3 Susīmajātakaṃ
kāḷā migā setadantā tava imeti idaṃ satthā jetavane viharanto chandakadānaṃ ārabbha kathesi.
Sāvatthiyaṃ hi kadāci ekameva kulaṃ buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassa dānaṃ deti. Kadāci gaṇabandheneva bahukā ekato hutvā denti. Kadāci vīthisabhāgena. Kadāci sakalanagaravāsino chandakaṃ saṃharitvā dānaṃ denti. Imasmiṃ pana kāle nagaravāsino chandakaṃ saṃharitvā sabbaparikkhāradānaṃ sajjetvā dve koṭṭhāsā hutvā ekacce imaṃ sabbaparikkhāradānaṃ aññatitthiyānaṃ dassāmāti āhaṃsu, ekacce buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassāpi dassāmāti. Evaṃ punappunaṃ kathāya vattamānāya aññatitthiyasāvakehi aññatitthiyānaññevāti buddhasāvakehi buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassevāti ca vutte yaṃ bahulaṃ karissāmāti taṃ bahulatāya kathāya buddhappamukhassa bhikkhusaṅghassa dassāmāti vadanti yeva bahū jātā, tesaññeva kathā patiṭṭhāsi. Aññatitthiyasāvakā buddhānaṃ dātabbadānassa antarāyaṃ kātuṃ nāsakkhiṃsu. Nāgarā buddhappamukhaṃ bhikkhusaṅghaṃ nimantetvā sattāhaṃ mahādānaṃ pavattetvā sattame divase sabbaparikkhāre adaṃsu. Satthā anumodanaṃ katvā mahājanaṃ maggaphalehi bodhetvā jetavanavihārameva gantvā bhikkhusaṅghena vatte dassite gandhakuṭippamukhe ṭhatvā sugatovādaṃ datvā gandhakuṭiṃ pāvisi. Sāyaṇhasamaye bhikkhū dhammasabhāyaṃ sannipatitvā Kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso aññatitthiyasāvakā buddhānaṃ dātabbadānassa antarāyakaraṇatthāya vāyamantāpi antarāyaṃ kātuṃ nāsakkhiṃsu, taṃ sabbaparikkhāradānaṃ buddhānaññeva pādamūle āgataṃ, aho buddhabalannāma mahantanti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave ete aññatitthiyasāvakā idāneva mayhaṃ dātabbassa antarāyāya vāyamanti, pubbepi vāyamiṃsu, so pana parikkhāro sabbakālampi mameva pādamūle āgacchatīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ susīmo nāma rājā ahosi. Tadā bodhisatto tassa purohitassa brāhmaṇiyā kucchismiṃ paṭisandhiṃ gaṇhi. Tassa soḷasavassikakāle pitā kālamakāsi. So pana dharamānakāle rañño hatthimaṅgalakārako ahosi. Hatthīnaṃ maṅgalakaraṇaṭṭhāne ābhataṃ upakaraṇabhaṇḍañca hatthālaṅkārañca sabbaso yeva alattha. Evamassa ekekasmiṃ maṅgale koṭimattaṃ dhanaṃ uppajji. Atha tasmiṃ kālakate hatthimaṅgalachaṇo sampāpuṇi. Sesabrāhmaṇā rājānaṃ upasaṅkamitvā mahārāja hatthimaṅgalachaṇo sampatto, maṅgalaṃ kātuṃ vaṭṭati, purohitabrāhmaṇassa pana putto atidaharo neva tayo vede jānāti, na hatthisuttaṃ, mayaṃ hatthimaṅgalaṃ karissāmāti āhaṃsu. Rājā sādhūti sampaṭicchi. Brāhmaṇā purohitaputtassa hatthimaṅgalaṃ kātuṃ adatvā hatthimaṅgalaṃ katvā mayaṃ dhanaṃ gaṇhissāmāti haṭṭhatuṭṭhā vicaranti. Atha catutthe divase hatthimaṅgalaṃ bhavissatīti bodhisattassa Mātā taṃ pavattiṃ sutvā hatthimaṅgalakaraṇaṃ nāma yāva sattamā kulaparivaṭṭā amhākaṃ, vaṃso ca no osakkhissati, dhanā ca parihāyissāmāti anusocamānā parodi. Bodhisatto kasmā amma rodasīti vatvā taṃ kāraṇaṃ sutvā mā soci, nanu amma ahaṃ maṅgalaṃ karissāmīti āha. Tāta tvaṃ neva tayo vede jānāsi, na hatthisuttaṃ, kathaṃ maṅgalaṃ karissasīti. Amma kadā pana hatthimaṅgalaṃ karissantīti. Ito catutthe divase tātāti. Amma ta yo vede paguṇe katvā hatthisuttaṃ jānanakā ācariyā kahaṃ vasantīti. Tāta evarūpo disāpāmokkho ācariyo ito vīsatiyojanasatamatthake gandhāraraṭṭhe takkasilāyaṃ vasatīti. Amma amhākaṃ vaṃsaṃ na nāsessāmi, ahaṃ sve ekadivaseneva takkasilaṃ gantvā ekaratteneva tayo vede hatthisuttañca uggaṇhitvā punadivase āgantvā catutthe divase hatthimaṅgalaṃ karissāmi, mā rodīti mātaraṃ samassāsesi. Bodhisatto punadivase pāto va bhuñjitvā ekako va nikkhamitvā ekadivaseneva takkasilaṃ gantvā ācariyaṃ vanditvā ekamante nisīdi. Atha naṃ ācariyo kuto āgatosi tātāti pucchi. Bārāṇasito ācariyāti. Kenatthenāti. Tumhākaṃ santike tayo vede hatthisuttañca uggaṇhanatthāyāti. Sādhu tāta uggaṇhāti. Bodhisatto ācariya mayhaṃ kammaṃ accāyikanti sabbaṃ pavattiṃ ārocetvā ahaṃ ekadivaseneva vīsayojanasataṃ āgato, ajja ekarattaṃ mayhaṃ yeva okāsaṃ karotha, ito tatiye hatthimaṅgalaṃ bhavissati, ahaṃ ekeneva uddesamattena sabbaṃ uggaṇhissāmīti vatvā ācariyaṃ Okāsaṃ kāretvā ācariyassa pāde dhovitvā sahassatthavikaṃ purato ṭhapetvā vanditvā ekamantaṃ nisinno pariyattiṃ paṭṭhapetvā aruṇe uggacchante tayo vede ca hatthisuttañca niṭṭhāpetvā aññampi atthi ācariyāti pucchitvā natthi tāta sabbaṃ niṭṭhitanti vutte ācariya imasmiṃ ganthe ettakaṃ padaṃ paccābhaṭṭhaṃ ettakaṃ sajjhāyamuḷhaṭṭhānaṃ, ito paṭṭhāya antevāsike evaṃ vāceyyāthāti ācariyassa sippaṃ sodhetvā pātova bhuñjitvā ācariyaṃ vanditvā ekadivaseneva bārāṇasiyaṃ paccāgantvā mātaraṃ vanditvā uggahitaṃ te tāta sippanti vutte āmāti vatvā mātaraṃ paritosesi. Punadivase hatthimaṅgalachaṇo paṭipāṭiyā ṭhapayittha 1-. Sakamatte hatthī sovaṇṇālaṅkāre sovaṇṇadhaje hemajālapaṭicchanne katvā ṭhapesuṃ. Rājaṅgaṇe alaṅkariṃsu. Brāhmaṇā mayaṃ hatthimaṅgalaṃ karissāmāti maṇḍitapasādhitā aṭṭhaṃsu. Susīmopi rājā sabbālaṅkārapaṭimaṇḍito upakaraṇabhaṇḍaṃ gāhāpetvā maṅgalaṭṭhānaṃ agamāsi. Bodhisattopi kumāraparihārena alaṅkato attano parisāya purakkhitaparivārito rañño santikaṃ gantvā saccaṃ kira mahārāja tumhe amhākaṃ ca attano ca vaṃsaṃ nāsetvā aññehi brāhmaṇehi hatthimaṅgalaṃ kāretvā hatthālaṅkārañceva upakaraṇāni ca tesaṃ dassāmāti avacutthāti vatvā paṭhamaṃ gāthamāha
kāḷā migā setadantā tava ime
parosataṃ hemajālābhichannā
@Footnote: 1 paṭiyādiyitthātipi.
Tete dadāmīti susīma brūsi
anussaraṃ pettipitāmahānanti.
Tattha tete dadāmīti susīma brūsīti te ete tava santike. Kāḷā migā setadantāti evaṃ saṅkhyaṃ gate 1- parosataṃ sabbālaṅkārapaṭimaṇḍite hatthī aññesaṃ brāhmaṇānaṃ dadāmīti, saccaṃ kira bho susīma evaṃ brūsīti attho. Anussaraṃ pettipitāmahānanti amhākañca attano ca vaṃse pitupitāmahānaṃ āciṇṇaṃ saranto yeva. Idaṃ vuttaṃ hoti mahārāja yāva sattamā hi kulaparivaṭṭā tumhākaṃ pitupitāmahānaṃ amhākaṃ pitupitāmahā hatthimaṅgalaṃ karonti, so tvaṃ evaṃ anussarantopi amhākañca attano ca vaṃsaṃ nāsetvā saccaṃ kira evaṃ brūsīti.
Susīmo rājā bodhisattassa vacanaṃ sutvā dutiyaṃ gāthamāha
kāḷā migā setadantā mama ime
parosataṃ hemajālābhichannā
tete dadāmīti vadāmi māṇava
anussaraṃ pettipitāmahānanti.
Tattha tete dadāmīti te ete hatthī aññesaṃ brāhmaṇānaṃ dadāmīti saccameva māṇava vadāmi. Te te hatthī brāhmaṇānaṃ dadāmīti te brāhmaṇe saccaṃ evaṃ vadāmīti attho. Anussaranti pitupitāmahānampi kiriyaṃ anussarāmi yeva, no nānussarāmi. Amhākaṃ
@Footnote: 1 gatantipi. Pittipitāmahānaṃ hatthimaṅgalaṃ tumhākaṃ pittipitāmahā karontīti puna anussarantopi evaṃ vadāmi yevāti adhippāyenevamāha.
Atha naṃ bodhisatto etadavoca mahārāja amhākañca attano ca vaṃsaṃ anussaranto yeva kasmā maṃ ṭhapetvā aññehi hatthimaṅgalaṃ kārāpethāti. Tvaṃ kira tāta tayo vede ca hatthisuttañca na jānāsīti mayhaṃ ārocesuṃ, tenāhaṃ aññehi brāhmaṇehi kārāpemīti. Tena hi mahārāja ettakesu brāhmaṇesu eko brāhmaṇopi vedesu vā suttesu vā ekadesampi yadi mayā saddhiṃ kathetuṃ samattho atthi uṭṭhahatu, tayo vede hatthisuttañca saddhiṃ hatthimaṅgalakaraṇena maṃ ṭhapetvā añño sakalajambudīpepi jānanto nāma natthīti sīhanādaṃ nadi. Eko brāhmaṇopi tassa paṭisattu hutvā uṭṭhahituṃ nāsakkhi. Bodhisatto attano kulavaṃsaṃ patiṭṭhāpetvā maṅgalaṃ katvā bahudhanaṃ ādāya nivesanaṃ agamāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne keci sotāpannā ahesuṃ, keci sakadāgāmino, keci anāgāmino, keci arahattaṃ pāpuṇiṃsu. Tadā mātā mahāmāyā ahosi, pitā suddhodanamahārājā, susīmo ānando, disāpāmokkho ācariyo sāriputto, māṇavo pana ahamevāti.
Susīmajātakaṃ tatiyaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗