คิชฌชาดก
ว่าด้วยสายตาแร้ง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๗ · บรรทัด ๑๑๕๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภภิกษุเลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า ยนฺนุ คิชฺโฌ โยชนสตํ ดังนี้.
เรื่องจักมีแจ้งในสามชาดก
พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุได้ยินว่าเธอเลี้ยงคฤหัสถ์จริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าตรัสถามว่า คฤหัสถ์เหล่านั้นเป็นใคร กราบทูลว่า มารดาบิดาของข้าพระองค์เองพระเจ้าข้า ทรงให้สาธุการว่า ดีแล้ว ดีแล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายพวกเธออย่าตำหนิโทษภิกษุนี้เลย แม้โบราณบัณฑิตทั้งหลายก็ได้ทำอุปการะแก่ผู้มิใช่ญาติด้วยอำนาจบุญคุณ ส่วนมารดาบิดาของภิกษุนี้เป็นภาระแท้ แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดพญาแร้ง เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ที่คิชฌบรรพต. ต่อมาคราวหนึ่ง เกิดพายุฝนใหญ่. แร้งทั้งหลายไม่สามารถทนพายุฝนได้ จึงพากันบินหนีมากรุงพาราณสีเพราะกลัวหนาว จับสั่นอยู่ด้วยความหนาว ณ ที่ใกล้กำแพงและคูเมือง. ในเวลานั้นเศรษฐีกรุงพาราณสีออกจากเมืองจะไปอาบน้ำเห็นแร้งเหล่านั้นกำลังลำบาก จึงจัดให้มารวมกันที่กำบังฝนแห่งหนึ่ง ก่อไฟให้ผิง แล้วส่งไปยังป่าช้าโค หาเนื้อโคมาให้พวกแร้งแล้วจัดการอารักขา. ครั้นพายุฝนสงบแร้งทั้งหลายก็มีร่างกายกระปรี้กระเปร่า พากันบินกลับสู่ภูเขาตามเดิม. พวกแร้งจับกลุ่มปรึกษากัน ณ ที่นั้นว่า เศรษฐีกรุงพาราณสี ได้ช่วยเหลือพวกเรามา ควรตอบแทนผู้ที่ช่วยเหลือเรา เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ไป บรรดาพวกท่านผู้ใดได้ผ้าหรือเครื่องอาภรณ์ชนิดใด ผู้นั้นพึงคาบสิ่งนั้นให้ตกลงกลางเวหาใกล้เรือนของเศรษฐีกรุงพาราณสี. ตั้งแต่นั้นมาแร้งทั้งหลายคอยดูความเผลอเรอของพวกมนุษย์ที่ตากผ้าและเครื่องอาภรณ์ไว้กลางแดด ต่างพากันโฉบเฉี่ยวไปฉับพลันเหมือนเหยี่ยวคาบชิ้นเนื้อ ทิ้งตกลงกลางอากาศใกล้เรือนของเศรษฐีกรุงพาราณสี. เศรษฐีรู้ว่าเป็นเครื่องอาภรณ์ของแร้ง จึงให้เก็บอาภรณ์ทั้งหมดนั้นไว้เป็นส่วน ๆ.
มหาชนพากันไปกราบทูลพระราชาว่า แร้งทั้งหลายปล้นเมือง. พระราชารับสั่งว่า พวกเจ้าจับแร้งได้แม้ตัวเดียวเท่านั้นก็จะได้ของคืนทั้งหมด แล้วให้วางบ่วงและข่ายดักไว้ในที่นั้น ๆ. แร้งตัวที่เลี้ยงมารดาก็ติดบ่วง. ชนทั้งหลายก็จับแร้งนั้นนำไปด้วยคิดว่าจักถวายพระราชา. เศรษฐีกรุงพาราณสีกำลังเดินไปเฝ้าพระราชา ครั้นเห็นมนุษย์พวกนั้นจับแร้งเดินไป จึงได้ไปพร้อมกับเขาด้วยคิดว่า จักไม่ให้ผู้ใดรังแกแร้งตัวนี้. ชนทั้งหลายก็ถวายแร้งแด่พระราชา. พระราชาจึงตรัสถามว่า พวกเจ้าปล้นเมืองคาบผ้าเป็นต้นไปหรือ. พญาแร้งกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช จริงพระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า พวกเจ้าเอาไปให้แก่ใคร. กราบทูลว่า ให้แก่เศรษฐีกรุงพาราณสีพระเจ้าข้า. ตรัสถามว่าเพราะเหตุไร. กราบทูลว่า เพราะเศรษฐีนั้นได้ให้ชีวิตแก่พวกข้าพระองค์ กระทำอุปการะตอบแก่ผู้มีอุปการะย่อมสมควรอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น พวกข้าพระองค์จึงให้ไป. พระราชารับสั่งกะพญาแร้งว่า ได้ยินว่า แร้งทั้งหลายอยู่ไกลตั้งร้อยโยชน์ย่อมเห็นซากศพ เพราะเหตุไร เจ้าจึงไม่เห็นบ่วงที่เขาดักจับตัวแล้วตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
เขากล่าวกันว่าแร้งย่อมเห็นซากศพได้ ถึงร้อยโยชน์ เหตุไรเจ้ามาถึงข่ายและบ่วงจึง ไม่รู้สึก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า นเป็นนามัตถนิบาต. อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าแร้งย่อมมองเห็นซากศพซึ่งตั้งอยู่เกินร้อยโยชน์. บทว่า อาสชฺชาปิ แปลว่า เข้าใกล้คือ มาถึง. พระราชาตรัสถามว่า เจ้าแม้มาถึงข่ายและบ่วงที่เขาดักไว้จับตัว เพราะเหตุไร จึงไม่รู้สึกเล่า.
พญาแร้งสดับพระราชดำรัสแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ความเสื่อมจะมีในเวลาใด สัตว์ใกล้จะ สิ้นชีวิตในเวลาใด ในเวลานั้นถึงจะมาใกล้ข่าย และบ่วง ก็รู้ไม่ได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปราภโว คือ ความพินาศ. บทว่า โปโส คือสัตว์.
พระราชาครั้นทรงสดับคำของแร้งแล้ว จึงตรัสถามเศรษฐีว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี แร้งทั้งหลายนำผ้าเป็นต้นมาที่เรือนของท่านจริงหรือ. กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า ผ้าเป็นต้นเหล่านั้นอยู่ที่ไหน. กราบทูลว่า ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้าจัดผ้าเหล่านั้นไว้เป็นส่วน ๆ ข้าพระพุทธเจ้าจะให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของ ขอพระองค์ได้โปรดทรงปล่อยแร้งตัวนี้เถิดพระเจ้าข้า. มหาเศรษฐีกราบทูลให้ปล่อยพญาแร้ง แล้วคืนสิ่งของให้แก่ทุกคน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบอริยสัจ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นอานนท์ในบัดนี้. เศรษฐีกรุงพาราณสีได้เป็นสารีบุตร. ส่วนแร้งเลี้ยงมารดา คือเราตถาคตนี้แล
จบ อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๙๔–๙๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔ คิชฺฌชาตกํ
ยนฺนุ คิชฺโฌ โยชนสตนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ มาตุโปสกภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
วตฺถุ สามชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ
สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ คิหี โปเสสีติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจนฺติ วุตฺเต กึ ปน เต โหนฺตีติ ปุจฺฉิตฺวา มาตาปิตโร เม ภนฺเตติ วุตฺเต สาธุ สาธูติ สาธุการํ ทตฺวา มา ภิกฺขเว อิมํ ภิกฺขุํ อุชฺฌายิตฺถ, โปราณกปณฺฑิตาปิ คุณวเสน อญฺญาตกานมฺปิ อุปการํ อกํสุ, อิมสฺส ปน มาตาปิตูนํ ภาโร เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต คิชฺฌปพฺพเต คิชฺฌโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา มาตาปิตโร โปเสติ ฯ อเถกสฺมึ กาเล มหตี วาตวุฏฺฐิ อโหสิ ฯ คิชฺฌา วาตวุฏฺฐึ สหิตุํ อสกฺโกนฺตา สีตภเยน พาราณสึ คนฺตฺวา ปาการสมีเป ปริขาสมีเป จ สีเตน กมฺปมานา นิสีทึสุ ฯ ตทา พาราณสีเสฏฺฐี นครา นิกฺขมิตฺวา นฺหายิตุํ คจฺฉนฺโต เต คิชฺเฌ กิลมมนฺเต ทิสฺวา เอกสฺมึ อโนวสฺสกฏฺฐาเน สนฺนิปาเตตฺวา อคฺคึ การาเปตฺวา โคสุสานํ เปเสตฺวา โคมํสํ อาหราเปตฺวา เตสํ ทาเปตฺวา อารกฺขํ ฐเปสิ ฯ คิชฺฌา วูปสนฺตาย วาตวุฏฺฐิยา กลฺลสรีรา หุตฺวา ปพฺพตเมว อคมํสุ ฯ ตตฺเถว สนฺนิปติตฺวา เอวํ มนฺตยึสุ พาราณสีเสฏฺฐินา อมฺหากํ อุปกาโร กโต, กตุปการสฺส นาม ปจฺจุปการํ กาตุํ วฏฺฏตีติ, ตสฺมา อิโต ปฏฺฐาย ตุมฺเหสุ โย ยํ วตฺถํ วา อาภรณํ วา ลภติ เตน ตํ พาราณสีเสฏฺฐิสฺส เคเห อากาสงฺคเณ ปาเตตพฺพนฺติ ฯ ตโต ปฏฺฐาย คิชฺฌา มนุสฺสานํ วตฺถาภรณานิ อาตเป สุกฺขาเปนฺตานํ ปมาทํ โอโลเกตฺวา เสนา วิย มํสเปสึ สหสา คเหตฺวา พาราณสีเสฏฺฐิสฺส เคเห อากาสงฺคเณ ปาเตนฺติ ฯ โส คิชฺฌานํ อาภรณภาวํ ญตฺวา สพฺพานิ ตานิ วิสุํ เยว ฐปาเปสิ ฯ คิชฺฌา นครํ วิลุมฺปนฺตีติ รญฺโญ อาโรเจสุํ ฯ ราชา เอกํ คิชฺฌมฺปิ ตาว คณฺหถ, สพฺพํ อาหราเปสฺสามีติ ตตฺถ ตตฺถ ปาเส เจว ชาลานิ จ โอฑฺฑาเปสิ ฯ มาตุโปสกคิชฺโฌ ปาเส พชฺฌิ ฯ ตํ คเหตฺวา รญฺโญ ทสฺเสสฺสามาติ เนนฺติ ฯ พาราณสีเสฏฺฐี ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต เต มนุสฺเส คิชฺฌํ คเหตฺวา คจฺฉนฺเต ทิสฺวา มา อิมํ คิชฺฌํ พาธยึสูติ สทฺธิญฺเญว อคมาสิ ฯ คิชฺฌํ รญฺโญ ทสฺเสสุํ ฯ อถ นํ ราชา ปุจฺฉิ ตุมฺเห นครํ วิลุมฺปิตฺวา วตฺถาทีนิ คณฺหถาติ ฯ อาม มหาราชาติ ฯ กสฺส ทินฺนานีติ ฯ พาราณสีเสฏฺฐิสฺสาติ ฯ กึการณาติ ฯ อมฺหากํ เตน ชีวิตํ ทินฺนํ, อุปการสฺส นาม ปจฺจุปการํ กาตุํ วฏฺฏติ, ตสฺมา อทมฺหาติ ฯ อถ นํ ราชา คิชฺฌา กิร โยชนสตมตฺถเก ฐตฺวา กุณปํ ปสฺสนฺติ กสฺมา ตฺวํ อตฺตโน โอฑฺฑิตํ ปาสํ น ปสฺสสีติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห
ยนฺนุ คิชฺโฌ โยชนสตํ กุณปานิ อเวกฺขติ,
กสฺมา ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌสีติ ฯ
ตตฺถ ยนฺติ นิปาตมตฺตํ ฯ นูติ นามตฺเถ นิปาโต ฯ คิชฺโฌ นาม โยชนสตํ อติกฺกมิตฺวา ฐิตานิ กุณปานิ อเวกฺขติ ปสฺสตีติ อตฺโถ ฯ อาสชฺชาปีติ อาสาเทตฺวาปิ สมฺปาปุณิตฺวาปีติ อตฺโถ ฯ ตฺวํ อตฺตโน อตฺถาย โอฑฺฑิตํ ชาลญฺจ ปาสญฺจ ปตฺวาปิ กสฺมา น พุชฺฌสีติ ปุจฺฉิ ฯ
คิชฺโฌ ตสฺส วจนํ สุตฺวา ทุติยํ คาถมาห
ยทา ปราภโว โหติ โปโส ชีวิตสงฺขเย
อถ ชาลญฺจ ปาสญฺจ อาสชฺชาปิ น พุชฺฌตีติ ฯ
ตตฺถ ปราภโวติ วินาโส ฯ โปโสติ สตฺโต ฯ
คิชฺฌสฺส วจนํ สุตฺวา ราชา เสฏฺฐึ ปุจฺฉิ สจฺจํ มหาเสฏฺฐิ คิชฺเฌหิ ตุมฺหากํ เคเห วตฺถาทีนิ อาภตานีติ ฯ สจฺจํ เทวาติ ฯ กหํ ตานีติ ฯ เทว มยา สพฺพานิ วิสุํ วิสุํ ฐปิตานิ, ยํ เยสํ สนฺตกํ, ตํ เตสํ ทสฺสามิ, อิมํ คิชฺฌํ วิสฺสชฺเชถาติ ฯ คิชฺฌํ วิสฺสชฺชาเปตฺวา มหาเสฏฺฐี สพฺเพสํ สนฺตกานิ ทาเปสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน มาตุโปสกภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ, พาราณสีเสฏฺฐี สาริปุตฺโต, มาตุโปสกคิชฺโฌ ปน อหเมวาติ ฯ
คิชฺฌชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗