ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. นกุลชาดก
ชาดกที่ ๑๖๕ · ทุกนิบาตชาดก · สันถวรรค

นกุลชาดก

ว่าด้วยอย่าวางใจมิตร

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๙ · บรรทัด ๑๑๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากนกุลชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภการทะเลาะของเสณี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สนฺธึ กตฺวา อมิตฺเตน ดังนี้.

เรื่องราวเหมือนกับที่กล่าวไว้แล้วในอุรคชาดก ในหนก่อน. แม้ในเรื่องนี้พระศาสดาก็ตรัสว่า ก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาอำมาตย์สองคนเหล่านี้ มิใช่เราทำให้สามัคคีกันในบัดนี้เท่านั้นแม้เมื่อก่อนเราก็ได้ทำให้คนเหล่านี้สามัคคีกันเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ ในบ้านแห่งหนึ่ง ครั้นเจริญวัย ได้เรียนคิลปะทุกแขนง ในกรุงตักกสิลาสละเพศฆราวาสออกบวชเป็นฤาษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด มีรากไม้และผลาผลในป่าเป็นอาหาร โดยการเที่ยวแสวงหา พำนักอยู่ในหิมวันตประเทศ. ท้ายสุดที่จงกรมของพระโพธิสัตว์ มีพังพอนอาศัยอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง. ใกล้จอมปลวกนั้นมีงูอาศัยอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. งูและพังพอนทั้งสองก็ทะเลาะกันตลอดกาล. พระโพธิสัตว์กล่าวถึงโทษในการทะเลาะกันและอานิสงส์ในการเจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งสองนั้น แล้วสอนว่า ไม่ควรทะเลาะกัน ควรอยู่กันด้วยความสามัคคี ได้ทำให้สัตว์ทั้งสองนั้นสามัคคีกัน. ครั้นถึงเวลาที่งูออกไปข้างนอก พังพอนก็นอนอ้าปากหันหัวไปทางช่องโพลงจอมปลวก ท้ายที่จงกรมหายใจเข้าออกหลับไป. พระโพธิสัตว์เห็นพังพอนนั้นนอนหลับเมื่อจะถามว่า ภัยอะไรเกิดขึ้นแก่เจ้า จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

ดูก่อนพังพอน ท่านได้ทำมิตรภาพกับงู ผู้เป็นศัตรู ไฉนจึงยังนอนแยกเขี้ยวอยู่อีกเล่า ภัยที่ไหนจะมาถึงแก่ท่านอีก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺธึ กตฺวา คือทำความเป็นมิตรกัน. บทว่า อณฺฑเชน งูซึ่งเกิดในกะเปาะไข่. เรียกพังพอนว่า ชลาพุชะ. ด้วยว่าพังพานนั้นเรียกว่าชลาพุชะเพราะเกิดในครรภ์ บทว่า วิวริย แปลว่า อ้าปาก.

พระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว พังพอนจึงบอกว่า พระคุณเจ้า ขึ้นชื่อว่าศัตรูไม่ควรดูหมิ่น ควรระแวงไว้เสมอ แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

บุคคลพึงระแวงภัยในศัตรูไว้ แม้ในมิตร ก็ไม่ควรวางใจ ภัยเกิดขึ้นแล้วจากมิตร ย่อม ตัดมูลรากทั้งหลายเสีย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกยา ภยมุปฺปนฺนํ ได้แก่ภัยไม่เกิดแก่ท่านจากโอกาสนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีภัยใครจัดว่าเป็นมิตร ผู้ที่คุ้นเคยจัดว่าเป็นมิตร เพราะฉะนั้น ภัยย่อมเกิดขึ้นจากมิตรนั้น ย่อมตัดแม้มูลรากนั้นเสีย อธิบายว่าชื่อว่าย่อมเป็นไปเพื่อกำจัดมูลราก เพราะค่าที่มิตรรู้โทษทั้งหมดแล้ว.

ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้สอนพังพอนนั้นว่า เจ้าอย่ากลัวเลย เราได้กระทำโดยที่ไม่ให้งูทำร้ายเจ้าแล้ว ตั้งแต่นี้ไปเจ้าอย่าได้ระแวงงูนั้นเลย แล้วสอนให้เจริญพรหมวิหารสี่มุ่งต่อพรหมโลก. แม้สัตว์เหล่านั้นก็ไปตามยถากรรม.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดก. งูและพังพอนในครั้งนั้นได้เป็นมหาอำมาตย์สองคนในบัดนี้. ส่วนดาบส คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถานกุลชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๙๙–๑๐๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๕ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๕ นกุลชาตกํ

สนฺธึ กตฺวา อมิตฺเตนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เสณิภณฺฑนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

วตฺถุ เหฏฺฐา อุรคชาตเก กถิตสทิสเมว ฯ

อิธาปิ สตฺถา น ภิกฺขเว อิเม เทฺว มหามตฺตา อิทาเนว มยา สมคฺคา กตา, ปุพฺเพปาหํ อิเม สมคฺเค อกาสึ เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ คาเม พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา ฆราวาสํ ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา อุญฺฉาจริยาย วนมูลผลาผลาหาโร หิมวนฺตปฺปเทเส วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตสฺส จงฺกมนโกฏิยํ เอกสฺมึ วมฺมิเก นกุโล ติฏฺฐติ ฯ ตสฺเสว สนฺติเก เอกสฺมึ รุกฺขมูเล สปฺโป วาสํ กปฺเปสิ ฯ เต อุโภปิ อหินกุลา นิจฺจกาลํ กลหํ กโรนฺติ ฯ โพธิสตฺโต เตสํ กลเห อาทีนวญฺจ เมตฺตาภาวนาย จ อานิสํสํ กเถตฺวา กลหํ นาม อกตฺวา สมคฺคสํวาสํ วสิตุํ วฏฺฏตีติ โอวทิตฺวา อุโภปิ เต สมคฺเค อกาสิ ฯ อถ สปฺปสฺส พหิ นิกฺขนฺตกาเล นกุโล จงฺกมนโกฏิยํ วมฺมิกสฺส พิลทฺวาเร สีสํ กตฺวา มุขํ วิวริตฺวา นิปนฺโน อสฺสสนฺโต ปสฺสสนฺโต นิทฺทํ อุปคญฺฉิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ตถา นิปชฺชิตฺวา นิทฺทายมานํ ทิสฺวา กินฺนุ โข เต นิสฺสาย ภยํ อุปฺปนฺนนฺติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห

สนฺธึ กตฺวา อมิตฺเตน อณฺฑเชน ชลาพุช

วิวริย ทาฐํ สยสิ, กุโต เต ภยมาคตนฺติ ฯ

ตตฺถ สนฺธึ กตฺวาติ มิตฺตภาวํ กริตฺวา ฯ อณฺฑเชนาติ อณฺฑโกเส นิพฺพตฺเตน นาเคน ฯ ชลาพุชาติ นกุลํ อาลปติ ฯ โส หิ ชลาพุมฺหิ ชาตตฺตา ชลาพุโชติ วุจฺจติ ฯ วิวริยาติ วิวริตฺวา ฯ

เอวํ โพธิสตฺเตน วุตฺโต นกุโล อยฺย ปจฺจามิตฺโต นาม น อวชานิตพฺโพ อาสงฺกิตพฺโพ เยวาติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห

สงฺเกเถว อมิตฺตสฺมึ, มิตฺตสฺมิมฺปิ น วิสฺสเส,

อภยา ภยมุปฺปนฺนํ อปิ มูลานิ กตนฺตีติ ฯ

ตตฺถ อภยา ภยมุปฺปนฺนนฺติ น อิโต เต ภยํ อุปฺปนฺนนฺติ อภโย ฯ โก โส มิตฺโต ยมฺหิ มิตฺตสฺมิมฺปิ วิสฺสเสติ ตโต ภยํ อุปฺปชฺชติ, ตํ มูลมฺปิ นิกนฺตตีติ มิตฺตสฺส สพฺพรนฺธานํ วิทิตตฺตา มูลฆจฺจาย สํวตฺตตีติ อตฺโถ ฯ

อถ นํ โพธิสตฺโต มา ภายิ, ยถา สปฺโป ตยิ น ทุพฺภติ เอวาหํ อกาสึ, ตฺวํ อิโต ปฏฺฐาย ตสฺมึ อาสงฺกํ มา กรีติ โอวทิตฺวา จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ เตปิ ยถากมฺมํ คตา ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา สปฺโป จ นกุโล จ อิเม เทฺว มหามตฺตา อเหสุํ, ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ

นกุลชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๖๔. คิชฌชาดกชาดกถัดไป๑๖๖. อุปสาฬหกชาดก