นกุลชาดก
ว่าด้วยอย่าวางใจมิตร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗๙ · บรรทัด ๑๑๖๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภการทะเลาะของเสณี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สนฺธึ กตฺวา อมิตฺเตน ดังนี้.
เรื่องราวเหมือนกับที่กล่าวไว้แล้วในอุรคชาดก ในหนก่อน. แม้ในเรื่องนี้พระศาสดาก็ตรัสว่า ก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาอำมาตย์สองคนเหล่านี้ มิใช่เราทำให้สามัคคีกันในบัดนี้เท่านั้นแม้เมื่อก่อนเราก็ได้ทำให้คนเหล่านี้สามัคคีกันเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ ในบ้านแห่งหนึ่ง ครั้นเจริญวัย ได้เรียนคิลปะทุกแขนง ในกรุงตักกสิลาสละเพศฆราวาสออกบวชเป็นฤาษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด มีรากไม้และผลาผลในป่าเป็นอาหาร โดยการเที่ยวแสวงหา พำนักอยู่ในหิมวันตประเทศ. ท้ายสุดที่จงกรมของพระโพธิสัตว์ มีพังพอนอาศัยอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง. ใกล้จอมปลวกนั้นมีงูอาศัยอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. งูและพังพอนทั้งสองก็ทะเลาะกันตลอดกาล. พระโพธิสัตว์กล่าวถึงโทษในการทะเลาะกันและอานิสงส์ในการเจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งสองนั้น แล้วสอนว่า ไม่ควรทะเลาะกัน ควรอยู่กันด้วยความสามัคคี ได้ทำให้สัตว์ทั้งสองนั้นสามัคคีกัน. ครั้นถึงเวลาที่งูออกไปข้างนอก พังพอนก็นอนอ้าปากหันหัวไปทางช่องโพลงจอมปลวก ท้ายที่จงกรมหายใจเข้าออกหลับไป. พระโพธิสัตว์เห็นพังพอนนั้นนอนหลับเมื่อจะถามว่า ภัยอะไรเกิดขึ้นแก่เจ้า จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนพังพอน ท่านได้ทำมิตรภาพกับงู ผู้เป็นศัตรู ไฉนจึงยังนอนแยกเขี้ยวอยู่อีกเล่า ภัยที่ไหนจะมาถึงแก่ท่านอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺธึ กตฺวา คือทำความเป็นมิตรกัน. บทว่า อณฺฑเชน งูซึ่งเกิดในกะเปาะไข่. เรียกพังพอนว่า ชลาพุชะ. ด้วยว่าพังพานนั้นเรียกว่าชลาพุชะเพราะเกิดในครรภ์ บทว่า วิวริย แปลว่า อ้าปาก.
พระโพธิสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว พังพอนจึงบอกว่า พระคุณเจ้า ขึ้นชื่อว่าศัตรูไม่ควรดูหมิ่น ควรระแวงไว้เสมอ แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
บุคคลพึงระแวงภัยในศัตรูไว้ แม้ในมิตร ก็ไม่ควรวางใจ ภัยเกิดขึ้นแล้วจากมิตร ย่อม ตัดมูลรากทั้งหลายเสีย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกยา ภยมุปฺปนฺนํ ได้แก่ภัยไม่เกิดแก่ท่านจากโอกาสนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ไม่มีภัยใครจัดว่าเป็นมิตร ผู้ที่คุ้นเคยจัดว่าเป็นมิตร เพราะฉะนั้น ภัยย่อมเกิดขึ้นจากมิตรนั้น ย่อมตัดแม้มูลรากนั้นเสีย อธิบายว่าชื่อว่าย่อมเป็นไปเพื่อกำจัดมูลราก เพราะค่าที่มิตรรู้โทษทั้งหมดแล้ว.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้สอนพังพอนนั้นว่า เจ้าอย่ากลัวเลย เราได้กระทำโดยที่ไม่ให้งูทำร้ายเจ้าแล้ว ตั้งแต่นี้ไปเจ้าอย่าได้ระแวงงูนั้นเลย แล้วสอนให้เจริญพรหมวิหารสี่มุ่งต่อพรหมโลก. แม้สัตว์เหล่านั้นก็ไปตามยถากรรม.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุมชาดก. งูและพังพอนในครั้งนั้นได้เป็นมหาอำมาตย์สองคนในบัดนี้. ส่วนดาบส คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถานกุลชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๙๙–๑๐๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ นกุลชาตกํ
สนฺธึ กตฺวา อมิตฺเตนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เสณิภณฺฑนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
วตฺถุ เหฏฺฐา อุรคชาตเก กถิตสทิสเมว ฯ
อิธาปิ สตฺถา น ภิกฺขเว อิเม เทฺว มหามตฺตา อิทาเนว มยา สมคฺคา กตา, ปุพฺเพปาหํ อิเม สมคฺเค อกาสึ เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ คาเม พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา ฆราวาสํ ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา อุญฺฉาจริยาย วนมูลผลาผลาหาโร หิมวนฺตปฺปเทเส วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตสฺส จงฺกมนโกฏิยํ เอกสฺมึ วมฺมิเก นกุโล ติฏฺฐติ ฯ ตสฺเสว สนฺติเก เอกสฺมึ รุกฺขมูเล สปฺโป วาสํ กปฺเปสิ ฯ เต อุโภปิ อหินกุลา นิจฺจกาลํ กลหํ กโรนฺติ ฯ โพธิสตฺโต เตสํ กลเห อาทีนวญฺจ เมตฺตาภาวนาย จ อานิสํสํ กเถตฺวา กลหํ นาม อกตฺวา สมคฺคสํวาสํ วสิตุํ วฏฺฏตีติ โอวทิตฺวา อุโภปิ เต สมคฺเค อกาสิ ฯ อถ สปฺปสฺส พหิ นิกฺขนฺตกาเล นกุโล จงฺกมนโกฏิยํ วมฺมิกสฺส พิลทฺวาเร สีสํ กตฺวา มุขํ วิวริตฺวา นิปนฺโน อสฺสสนฺโต ปสฺสสนฺโต นิทฺทํ อุปคญฺฉิ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ตถา นิปชฺชิตฺวา นิทฺทายมานํ ทิสฺวา กินฺนุ โข เต นิสฺสาย ภยํ อุปฺปนฺนนฺติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
สนฺธึ กตฺวา อมิตฺเตน อณฺฑเชน ชลาพุช
วิวริย ทาฐํ สยสิ, กุโต เต ภยมาคตนฺติ ฯ
ตตฺถ สนฺธึ กตฺวาติ มิตฺตภาวํ กริตฺวา ฯ อณฺฑเชนาติ อณฺฑโกเส นิพฺพตฺเตน นาเคน ฯ ชลาพุชาติ นกุลํ อาลปติ ฯ โส หิ ชลาพุมฺหิ ชาตตฺตา ชลาพุโชติ วุจฺจติ ฯ วิวริยาติ วิวริตฺวา ฯ
เอวํ โพธิสตฺเตน วุตฺโต นกุโล อยฺย ปจฺจามิตฺโต นาม น อวชานิตพฺโพ อาสงฺกิตพฺโพ เยวาติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห
สงฺเกเถว อมิตฺตสฺมึ, มิตฺตสฺมิมฺปิ น วิสฺสเส,
อภยา ภยมุปฺปนฺนํ อปิ มูลานิ กตนฺตีติ ฯ
ตตฺถ อภยา ภยมุปฺปนฺนนฺติ น อิโต เต ภยํ อุปฺปนฺนนฺติ อภโย ฯ โก โส มิตฺโต ยมฺหิ มิตฺตสฺมิมฺปิ วิสฺสเสติ ตโต ภยํ อุปฺปชฺชติ, ตํ มูลมฺปิ นิกนฺตตีติ มิตฺตสฺส สพฺพรนฺธานํ วิทิตตฺตา มูลฆจฺจาย สํวตฺตตีติ อตฺโถ ฯ
อถ นํ โพธิสตฺโต มา ภายิ, ยถา สปฺโป ตยิ น ทุพฺภติ เอวาหํ อกาสึ, ตฺวํ อิโต ปฏฺฐาย ตสฺมึ อาสงฺกํ มา กรีติ โอวทิตฺวา จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ เตปิ ยถากมฺมํ คตา ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา สปฺโป จ นกุโล จ อิเม เทฺว มหามตฺตา อเหสุํ, ตาปโส ปน อหเมวาติ ฯ
นกุลชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗