อุปสาฬหกชาดก
ว่าด้วยคุณธรรมที่ไม่ตายไปจากโลก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๑ · บรรทัด ๑๑๗๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภพราหมณ์ผู้ถือความบริสุทธิ์ของป่าช้า ชื่ออุปสาฬหกะ.
มีเรื่องได้ยินมาว่า พราหมณ์นั้นเป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มากแต่เพราะค่าที่ตนเป็นคนเจ้าทิฏฐิ จึงมิได้ทำการสงเคราะห์พระพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้ประทับอยู่ ณ พระวิหารใกล้ ๆ. แต่บุตรของเขาเป็นคนฉลาด มีความรู้. พราหมณ์บอกบุตรเมื่อตัวแก่เฒ่าว่า นี่แน่ลูก เจ้าอย่าเผาพ่อในป่าช้าที่เผาคนเฉาโฉดแต่ควรเผาพ่อในป่าช้าที่ไม่ปะปนกับใคร ๆ แห่งหนึ่ง. บุตรกล่าวว่า พ่อจ๋าลูกไม่รู้จักที่ที่ควรเผาพ่อ ทางที่ดีพ่อพาลูกไปแล้วบอกว่าให้เผาตรงนี้. พราหมณ์พูดว่า ดีละลูกแล้วพาบุตรออกจากเมืองขึ้นไปยังยอดเขาคิชฌกูฎ กล่าวว่าลูกตรงนี้แหละเป็นที่ที่ไม่เคยเผาคนเฉาโฉดอื่น. ลูกควรเผาพ่อตรงนี้แล้วก็เริ่มลงจากภูเขาพร้อมกับลูก.
ในวันนั้นเวลาใกล้รุ่งพระศาสดาทรงตรวจดูเผ่าพันธุ์ผู้ที่ควรโปรดได้ทอดพระเนตรเห็นอุปนิสัยโสดาปัตติมรรคของพ่อลูกนั้น เพราะฉะนั้น จึงทรงถือเอาทางนั้นเสด็จไปยังเชิงภูเขาดุจพรานชำนาญทาง ประทับนั่งรอพ่อลูกลงจากยอดเขา. พ่อลูกลงจากภูเขาได้เห็นพระศาสดา. พระศาสดาทรงกระทำปฏิสันถารตรัสถามว่า จะไปไหนกันพราหมณ์. มาณพกราบทูลเนื้อความให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นมาเถิด เราจะไปยังที่ที่บิดาของเจ้าบอกทรงพาพ่อลูกทั้งสองขึ้นสู่ยอดเขาตรัสถามว่า ที่ตรงไหนเล่า. มาณพกราบทูลว่า บิดาของข้าพระองค์บอกว่า ระหว่างภูเขาสามลูกนี่แหละพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมาณพบิดาของเจ้ามิใช่ถือความบริสุทธิ์แห่งป่าช้าในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนบิดาของเจ้าก็ถือความบริสุทธิ์แห่งป่าช้า อนึ่งบิดาคนนี้บอกเจ้าว่าจงเผาเราตรงนี้แหละมิใช่เวลานี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็บอกที่สำหรับเผาตนในที่นี้เหมือนกัน เมื่อเขากราบทูลอาราธนาจึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล ที่กรุงราชคฤห์นี้แหละ ได้มีพราหมณ์ชื่ออุปสาฬหกะคนเดียวกันนี้แหละ และบุตรของเขาก็คนเดียวกันนี้. ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นมคธครั้นจบศิลปศาสตร์แล้ว จึงออกบวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิด เพลิดเพลินอยู่ด้วยฌานกรีฑา อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศเป็นเวลาช้านาน แล้วจึงไปพักอยู่ ณ บรรณศาลาใกล้ภูเขาคิชฌกูฎ เพื่อเสพของเค็มของเปรี้ยว. ในครั้งนั้น พราหมณ์ นั้นได้บอกกะบุตรทํานองเดียวกันนี้แหละ เมื่อบุตรกล่าวว่าพ่อจงบอกที่เช่นนั้นแก่ลูกเถิด. แล้วบอกที่นี้แหละ แล้วลงไปพบพระโพธิสัตว์พร้อมกับบุตร ได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์ถามทํานองเดียวกันนี้แหละ. ครั้นฟังคำของมาณพแล้วจึงกล่าวว่า มาเถิดเราจะรู้ว่าที่ที่บิดาเจ้าบอกปะปนหรือไม่ปะปนแล้วพาบิดาและบุตรขึ้นไปยอดภูเขา เมื่อมาณพกล่าวว่า ระหว่างภูเขาสามลูกนี้แหละ เป็นที่ไม่ปะปน จึงตอบว่า ดูก่อนมาณพในที่นี้แหละไม่มีปริมาณของผู้ที่ถูกเผา บิดาของเจ้านั่นเองเกิดในตระกูลพราหมณ์เมืองราชคฤห์นี้แหละ ชื่ออุปสาฬหกะอย่างเดียวกัน ถูกเผาในระหว่างภูเขานี้มาแล้วถึงหมื่นสี่พันชาติ. อันที่จริง สถานที่ที่ไม่ถูกเผาก็ดี สถานที่ที่ไม่ใช่ป่าช้าก็ดี สถานที่ที่ศีรษะไม่ทอดลงก็ดี ไม่อาจหาได้ในแผ่นดิน แล้วกำหนดด้วยญาณอันรู้ถึงภพของสัตว์ที่อยู่อาศัยในชาติก่อน (บุพเพนิวาสญาณ) จึงกล่าวสองคาถาว่า :-
พราหมณ์ชื่อว่า อุปสาฬหกะทั้งหลาย ถูกญาติทั้งหลายเผาเสียในประเทศนี้ ประมาณ หมื่นสี่พันชาติแล้ว สถานที่อันใคร ๆ ไม่เคย ตายแล้วย่อมไม่มีในโลก. สัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และทมะมีอยู่ในบุคคลใด พระอริยะ ทั้งหลายย่อมคบหาบุคคลนั้น คุณชาตินี้แลชื่อว่า ไม่ตายในโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนามตํ ได้แก่ จริงอยู่สถานที่อันไม่ตายท่านเรียกว่า อมตะด้วยการเปรียบเทียบ. เมื่อจะปฏิเสธข้อนั้น จึงกล่าวว่า อนามตํ (ที่ที่ไม่เคยตาย). บาลี เป็น อมตํ ก็มี อธิบายว่า ชื่อว่าที่อันไม่ใช่สุสาน อันเป็นที่ที่ใคร ๆ ไม่เคยตายไม่มีในโลก. บทว่า ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺมโมจ ได้แก่ ญาณคือสัจธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้น มีอริยสัจสี่เป็นพื้นฐาน และโลกุตรธรรม มีอยู่ในบุคคลใด. บทว่า อหึสา ได้แก่ การไม่เบียดเบียน กิริยาที่ไม่เบียดเบียนต่อผู้อื่น. บทว่า สญฺโม ได้แก่การสำรวมด้วยศีล. บทว่า ทโม ได้แก่การฝึกอินทรีย์. คุณชาตินี้แลมีอยู่ในบุคคลใด. บทว่า เอตทริยา เสวนฺติ ความว่า พระอริยะทั้งหลาย ได้แก่ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมเสพฐานะนี้คือ ย่อมเข้าไปหา ย่อมคบบุคคลชนิดนี้. บทว่า เอตํ โลเกอนามตํ ได้แก่ คุณชาตินั้นชื่อว่าอมตะ เพราะให้สำเร็จถึงความไม่ตาย.
พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่สองพ่อลูกอย่างนี้แล้ว เจริญพรหมวิหารสี่มุ่งต่อพรหมโลก. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก.
เมื่อจบสัจธรรม พ่อลูกทั้งสองตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พ่อลูกในครั้งนั้นได้เป็นพ่อลูกในบัดนี้. ส่วนดาบสคือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาอุปสาฬหกชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๐๓–๑๐๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
6 Upasāḷhajātakaṃ
upasāḷhakanāmānanti idaṃ satthā jetavane viharanto ekaṃ upasāḷhakaṃ nāma susānasuddhikaṃ brāhmaṇaṃ ārabbha kathesi.
So kira aḍḍho ahosi mahaddhano diṭṭhigatikattā pana dhūravihāre vasantānampi buddhānaṃ saṅgahaṃ nāma na akāsi. Putto panassa paṇḍito ahosi ñāṇasampanno. So mahallakakāle puttaṃ āha mā kho maṃ tāta aññassa vasalassa jhāpitasusāne jhāpehi, ekasmiṃ pana anucchiṭṭhasusāne yeva maṃ jhāpeyyāsīti. Tāta ahaṃ tumhākaṃ jhāpetabbayuttakaṃ ṭhānaṃ na jānāmi, sādhu vata maṃ ādāya gantvā imasmiṃ ṭhāne maṃ jhāpeyyāsīti tumhe va ācikkhathāti. Brāhmaṇo sādhu tātāti taṃ ādāya nagarā nikkhamitvā gijjhakūṭamatthakaṃ abhirūhitvā tāta idaṃ aññassa vasalassa na jhāpitaṭṭhānaṃ, ettha maṃ jhāpeyyāsīti vatvā puttena saddhiṃ pabbatā otarituṃ ārabhi. Satthā pana taṃ divasaṃ paccūsakāle bodhaneyyabandhave olokento tesaṃ pitāputtānaṃ sotāpattimaggassa Upanissayaṃ addasa, tasmā taṃ maggaṃ gahetvā ṭhitaluddako viya pabbatapādaṃ gantvā tesaṃ pabbatamatthakā otarantānaṃ āgamayamāno nisīdi. Te otarantā satthāraṃ addasaṃsu. Satthā paṭisanthāraṃ karonto kahaṃ gamittha brāhmaṇāti pucchi. Māṇavo taṃ atthaṃ ārocesi. Satthā tena hi ehi, tava pitarā ācikkhitaṭṭhānaṃ gacchāmāti ubho pitāputte gahetvā pabbatamatthakaṃ āruyha kataraṃ ṭhānanti pucchi. Māṇavo imesaṃ tiṇṇaṃ pabbatānaṃ antaraṃ ācikkhi bhanteti āha. Satthā na kho māṇava tava pitā idāneva susānasuddhiko, pubbepi susānasuddhiko va na ceso idāneva imasmiṃ yeva ṭhāne maṃ jhāpeyyāsīti tava ācikkhati, pubbepi imasmiṃ yeva ṭhāne attano jhāpanabhāvaṃ ācikkhīti vatvā yācito atītaṃ āhari.
Atīte imasmiṃ yeva rājagahe ayameva upasāḷhako brāhmaṇo ayameva cassa putto ahosi. Tadā bodhisatto magadharaṭṭhe brāhmaṇakule nibbattitvā paripuṇṇasippo isipabbajjaṃ pabbajitvā abhiññā ca samāpattiyo ca nibbattetvā jhānakīḷaṃ kīḷanto himavantappadese ciraṃ vasitvā loṇambilasevanatthāya gijjhakūṭe paṇṇasālāyaṃ vihāsi. Tadā so brāhmaṇo iminā va niyāmena puttaṃ vatvā puttena tumhe yeva me tathārūpaṃ ṭhānaṃ ācikkhathāti vutte idameva ṭhānaṃ ācikkhitvā puttena saddhiṃ otaranto bodhisattaṃ disvā tassa santikaṃ upasaṅkami. Bodhisatto ca iminā va niyāmena pucchitvā māṇavassa vacanaṃ sutvā ehi, tava pitarā ācikkhitaṭṭhānassa ucchiṭṭhabhāvaṃ vā Anucchiṭṭhabhāvaṃ vā jānissāmāti tehi saddhiṃ pabbatamatthakaṃ āruyha idaṃ tiṇṇaṃ pabbatānaṃ antaraṃ anucchiṭṭhaṭṭhānanti māṇavena vutte māṇava imasmiṃ yeva ṭhāne jhāpitakānaṃ pamāṇaṃ natthi, taveva pitā imasmiṃ yeva rājagahe brāhmaṇakule yeva nibbattitvā upasāḷhako yeva nāma hutvā imasmiṃ pabbatantare cuddasa ñātisahassāni jhāpito, paṭhaviyaṃ hi ajjhāpitaṭṭhānaṃ vā asusānaṭṭhānaṃ vā sīsānaṃ aniveṭhitaṭṭhānaṃ vā laddhuṃ na sakkāti pubbenivāsañāṇena paricchinditvā imaṃ gāthadvayamāha
upasāḷhakanāmānaṃ sahassāni catuddasa
asmiṃ padese daḍḍhāni natthi loke anāmataṃ.
Yamhi saccañca dhammo ca ahiṃsā saññamo damo
etadariyā sevananti etaṃ loke anāmatanti.
Tattha anāmatanti amataṭṭhānaṃ hi upacāravasena amatanti vuccati. Taṃ paṭisedhento anāmatanti āha. Amatantipi pāṭho. Lokasmiṃ hi anamataṭṭhānaṃ 1- asusānaṭṭhānaṃ nāma natthīti attho. Yamhi saccañca dhammo cāti yasmiṃ puggale catusaccavatthukaṃ pubbabhāgasaccañāṇañceva lokuttaradhammo ca atthi. Ahiṃsāti paresaṃ avihesā aviheṭṭhanā. Saññamoti sīlasaññamo. Damoti indriyadamanaṃ. Idañca guṇajātaṃ yasmiṃ puggale atthi. Etadariyā sevantīti ariyā buddhā ca paccekabuddhā ca buddhasāvakā ca etaṃ ṭhānaṃ sevanti evarūpaṃ puggalaṃ upasaṅkamanti bhajantīti attho. Etaṃ loke
@Footnote: 1 amataṭṭhānantipi. Anāmatanti etaṃ guṇajātaṃ loke amatabhāvasādhanato amataṃ nāma.
Evaṃ bodhisatto pitāputtānaṃ dhammaṃ desetvā cattāro brahmavihāre bhāvetvā brahmalokaparāyano ahosi. Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne ubho pitāputtā sotāpattiphale patiṭṭhahiṃsu. Tadā pitāputtā va etarahi pitāputtā ahesuṃ, tāpaso pana ahamevāti.
Upasāḷhajātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗