สมิทธิชาดก
ว่าด้วยการไม่รู้เวลาตาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๓ · บรรทัด ๑๑๗๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ ณ พระวิหารตโปทาราม ทรงปรารภพระเถระชื่อสมิทธิตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกขุ ดังนี้.
ความพิสดารว่า วันหนึ่งท่านสมิทธิเถระตั้งความเพียรตลอดคืนยังรุ่ง พอรุ่งสว่างก็ไปอาบน้ำ ผึ่งกายอันมีสีดุจทองคำให้แห้ง แล้วนุ่งผ้ามือหนึ่งถือผ้าห่มยืนอยู่. พระเถระมีชื่อว่าสมิทธิ เพราะมีอัตภาพสมบูรณ์คล้ายรูปทอง อันนายช่างหล่อหลอมไว้อย่างงดงาม. ครั้งนั้นเทพธิดานางหนึ่งเห็นส่วนแห่งความงามในร่างกายของพระเถระก็มีจิตปฏิพัทธ์ พูดกับพระเถระอย่างนี้ว่า ท่านภิกษุ ท่านยังเด็กเยาว์วัย หนุ่มแน่นมีผมดำประกอบด้วยความหนุ่ม ทั้งยังเจริญ มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใสท่านเป็นเช่นนี้ไม่บริโภคกาม ประโยชน์อะไรด้วยการบรรพชาจงบริโภคกามเสียก่อนเถิด ภายหลังจึงค่อยบวชบำเพ็ญสมณธรรม. ครั้นแล้วพระเถระกล่าวกะเทพธิดาว่า แน่ะเทพธิดา เราไม่รู้ความตายของเราว่า เราจักตายเมื่ออยู่ในวันโน้น เรากำหนดเวลาไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราจักบำเพ็ญสมณธรรม ในตอนยังเป็นหนุ่มแล้วจักทำที่สุดทุกข์. เทพธิดาครั้นไม่ได้การต้อนรับจากพระเถระก็หายไป ณ ที่นั่นเอง. พระเถระเข้าไปเฝ้าพระศาสดา แล้วกราบทูลเรื่องราวนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนสมิทธิ ก็เทพธิดาเล้าโลมเธอมิใช่ในบัดนี้เท่านั้นแม้แต่ก่อนเทพธิดาทั้งหลาย ก็เล้าโลมนักบวชบัณฑิตเหมือนกันเมื่อทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาสิกคาม ตำบลหนึ่ง ครั้นเจริญวัย ได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์ทุกชนิด แล้วบวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด อาศัยสระแห่งหนึ่งอยู่ใกล้หิมวันตประเทศ. ดาบสนั้นบำเพ็ญเพียรอยู่ตลอดคืนยังรุ่ง ในเวลาอรุณขึ้นอาบน้าแล้วนุ่งผ้าเปลือกไม้ผืนหนึ่ง จับผืนหนึ่งไว้ ยืนผึ่งสรีระให้แห้ง. ขณะนั้นเทพธิดานางหนึ่งมองดูอัตภาพอันมีรูปโฉมงดงามของพระดาบส มีจิตปฏิพัทธ์ จึงเล้าโลมพระโพธิสัตว์กล่าวคาถาแรกว่า :-
ดูก่อนภิกษุ ท่านยังไม่ทันได้บริโภคกาม เลย มาเที่ยวภิกษาเสีย ท่านจะบริโภคกามเสีย ก่อนแล้วจึงเที่ยวภิกษาไม่ดีหรือ ดูก่อนภิกษุท่านจงบริโภคกามเสียก่อน แล้วจึงเที่ยวภิกษาเถิด เวลาบริโภคกามอย่า ล่วงเลยท่านไปเสีย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขุ ความว่า ดูก่อนภิกษุ ท่านยังไม่บริโภควัตถุกาม เนื่องด้วยกิเลสกาม ในคราวเป็นเด็กแล้วเที่ยวขอ. บทว่า น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสิ ความว่าท่านควรบริโภคกามคุณห้าแล้วจึงเที่ยวภิกษามิใช่หรือ ท่านยังไม่บริโภคกามเลย เที่ยวขอภิกษาเสียแล้ว. บทว่า ภุตฺวาน ภิกฺขุ ภิกฺขสฺสุ ความว่า ดูก่อนภิกษุ ท่านบริโภคกามเสียแต่ยังเป็นหนุ่มก่อน ภายหลังเมื่อแก่แล้วจึงขอเถิด. บทว่า มา ตํ กาโล อุปจฺจคา ความว่า เวลาบริโภคกามนี้อย่าล่วงเลยท่านในเวลาหนุ่มเลย.
พระโพธิสัตว์สดับคำของเทพธิดาแล้ว เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตน จึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-
เรารู้เวลาตายไม่ได้โดยแท้ เวลาตายยัง ปกปิดอยู่ หาปรากฏไม่ เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่ บริโภคกามแล้วเที่ยวภิกษา เวลากระทำสมณธรรมอย่าล่วงเลยเราไปเสีย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว ในบทว่า กาลํ โวหํ นชานามิ เป็นเพียงนิบาต. เราไม่รู้เวลาตายของตนอย่างนี้ว่าเราควรตายในปฐมวัย หรือในมัชฌิมวัย หรือในปัจฉิมวัย. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
บุคคลแม้เป็นอติบัณฑิต ก็ไม่รู้ถึงฐานะ ห้าอย่างอันไม่มีนิมิตในชีวโลกนี้ คือ ชีวิต ๑ พยาธิ ๑ เวลา ๑ ที่ตาย ๑ ที่ไป ๑.
บทว่า ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสติ ความว่า เพราะเราไม่เห็นกาล กาลอันปกปิดนี้ คือไม่ปรากฏกาลอันตั้งอยู่อย่างปกปิดว่า เราควรตายเมื่อถึงวัยโน้น หรือ ในฤดูหนาวเป็นต้น. บทว่า ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามิ ความว่า เพราะเหตุนั้นเราจึงไม่บริโภคกามคุณแล้วขอ. บทว่า มา มํ กาโล อุปจฺจคา ความว่า เวลาบำเพ็ญสมณธรรมอย่าล่วงเลยเราไป เพราะเหตุนั้น เราจึงบวช บําเพ็ญสมณธรรมแต่ยังหนุ่ม.
เทพธิดาสดับคําพระโพธิสัตว์แล้วก็หายไป ณ ที่นั้นเอง.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดก. เทพธิดาในครั้งนั้นได้เป็นเทพธิดานี้ในบัดนี้ เราได้เป็นดาบสในสมัยนั้น.
จบ อรรถกถาสมิทธิชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๐๘–๑๑๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๗ สมิทฺธิชาตกํ
อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขูติ อิทํ สตฺถา ราชคหํ อุปนิสฺสาย ตโปทาราเม วิหรนฺโต สมิทฺธิตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกทิวสํ หิ อายสฺมา สมิทฺธิตฺเถโร สพฺพรตฺตึ ปธานํ ปทหิตฺวา อรุณุคฺคมนเวลาย นฺหาตฺวา สุวณฺณวณฺณํ อตฺตภาวํ สุกฺขาปยมาโน อนฺตรวาสกํ นิวาเสตฺวา อุตฺตราสงฺคํ หตฺเถน คเหตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ สุปริกมฺมกตา วิย สุวณฺณปฏิมา อตฺตภาวสมิทฺธิยา เยว หิสฺส สมิทฺธีติ นามํ อโหสิ ฯ อถสฺส สรีรโสภคฺคํ ทิสฺวา เอกา เทวธีตา ปฏิพทฺธจิตฺตา เถรํ เอวมาห ตฺวํ โขสิ ภิกฺขุ ทหโร ยุวา สุสุ กาฬเกโส ภทฺเทน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก, เอวรูปสฺส ตว กาเม อปริภุญฺชิตฺวา โก อตฺโถ ปพฺพชฺชาย, กาเม ตาว ปริภุญฺชสฺสุ, ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวา สมณธมฺมํ กริสฺสสีติ ฯ อถ นํ เถโร อาห เทวธีเต อสุกสฺมึ นาม วเย ฐิโต มริสฺสามีติ มม มรณกาลํ น ชานามิ, เอส เม กาโล อปริจฺฉินฺโน, ตสฺมา ตรุณกาเล เยว สมณธมฺมํ กตฺวา ทุกฺขสฺส อนฺตํ กริสฺสามีติ ฯ สา เถรสฺส สนฺติกา ปฏิสนฺถารํ อลภิตฺวา ตตฺเถว อนฺตรธายิ ฯ เถโร สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ สตฺถา น โข สมิทฺธิ ตฺวญฺเจว เอตรหิ เทวธีตาย ปโลภิโต, ปุพฺเพปิ เทวธีตโร ปณฺฑิตปพฺพชิเต ปโลภึสุ เยวาติ เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ กาสิกคาเม พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺเปสุ นิปฺผตฺตึ ปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส เอกํ ชาตสฺสรํ นิสฺสาย วาสํ กปฺเปสิ ฯ โสปิ สพฺพรตฺตึ ปธานํ ปทหิตฺวา อรุณุคฺคมนเวลาย นฺหาตฺวา เอกํ วกฺกลํ นิวาเสตฺวา เอกํ หตฺเถน คเหตฺวา สรีรํ นิโรทกํ กโรนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ อถสฺส รูปโสภคฺคปฺปตฺตํ อตฺตภาวํ โอโลเกตฺวา ปฏิพทฺธจิตฺตา เอกา เทวธีตา โพธิสตฺตํ ปโลภยมานา ปฐมํ คาถมาห
อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขุ, น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสิ,
ภุตฺวาน ภิกฺขุ ภิกฺขสฺสุ, มา ตํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ
ตตฺถ อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขูติ ภิกฺขุ ตฺวํ ทหรกาเล กิเลสกามวเสน วตฺถุกาเม อภุญฺชิตฺวา ภิกฺขาย จรสิ ฯ น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสีติ นนุ นาม ปญฺจกามคุเณ ภุญฺชิตฺวา ภิกฺขาย จริตพฺพํ, ตฺวํ กาเม อภุญฺชิตฺวาว ภิกฺขาจริยํ อุปคโตสิ ฯ ภุตฺวาน ภิกฺขุ ภิกฺขสฺสูติ ภิกฺขุ ทหรกาเล ตาว กาเม ภุญฺชิตฺวาน ปจฺฉา มหลฺลกกาเล ภิกฺขสฺสุ ฯ มา ตํ กาโล อุปจฺจคาติ อยํ กาเม ภุญฺชนกาโล ทหรกาเล มา ตํ อติกฺกมตูติ ฯ
โพธิสตฺโต เทวธีตาย วจนํ สุตฺวา อตฺตโน อชฺฌาสยํ ปกาเสนฺโต ทุติยํ คาถมาห
กาลํ โวหํ น ชานามิ, ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสติ,
ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามิ, มา มํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ
ตตฺถ กาลํ โวหํ น ชานามีติ โวติ นิปาตมตฺตํ ฯ อหํ ปฐมวเย วา มยา มริตพฺพํ มชฺฌิมวเย วา ปจฺฉิมวเย วาติ เอวํ อตฺตโน มรณกาลํ น ชานามิ ฯ อติปณฺฑิเตนาปิ หิ ปุคฺคเลน
ชีวิตํ พฺยาธิ กาโล จ เทหนิกฺเขปนํ คติ
ปญฺเจเต ชีวโลกสฺมึ อนิมิตฺตา น ญายเรติ ฯ ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสตีติ ยสฺมา อสุกสฺมึ นาม วยกาเล วา เหมนฺตาทิ- อุตุกาเล วา มยา มริตพฺพนฺติ มยฺหมฺเปส ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสติ สุปฏิจฺฉนฺโน หุตฺวา ฐิโต น ปญฺญายติ ฯ ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามีติ เตน การเณน กามคุเณ อภุตฺวา ว ภิกฺขามิ ฯ มา มํ กาโล อุปจฺจคาติ มํ สมณธมฺมสฺส กรณกาโล มา อติกฺกมตุ, อิมินา การเณน ทหโรว สมาโน ปพฺพชิตฺวา สมณธมฺมํ กโรมีติ ฯ
เทวธีตา โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา ตตฺเถว อนฺตรธายิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา, ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา เทวธีตา อยญฺจ เทวธีตา, อหเมว เตน สมเยน ตาปโส อโหสินฺติ ฯ
สมิทฺธิชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗