สกุณัคฆิชาดก
ว่าด้วยเหยี่ยวนกเขา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๕ · บรรทัด ๑๑๘๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพระสูตรว่าด้วยโอวาทของนก อันเป็นพระอัธยาศัยของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า เสโน พลสาปตมาโน ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า วันหนึ่งพระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย แล้วตรัสพระสูตรในมหาวรรคสังยุตต์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวไปในโคจรอันเป็นวิสัยของบิดาของตนแล้วตรัสว่า พวกเธอจงยกไว้ก่อนเถิด เมื่อก่อนแม้ดิรัจฉานทั้งหลายก็ละวิสัยของตนแล้วเที่ยวไปในที่เป็นอโคจร ไปสู่เงื้อมมือของข้าศึก แต่รอดจากเงื้อมมือข้าศึกได้ ก็ด้วยความฉลาดในอุบาย เพราะตนมีปัญญาเป็นสมบัติ แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดนกมูลไถ อาศัยอยู่ในก้อนดินที่ทำการไถ. วันหนึ่งนกมูลไถนั้นละถิ่นที่หากินเดิมของตนไปท้ายดงด้วยคิดว่า จักหาอาหารในถิ่นอื่น ครั้งนั้นเหยี่ยวนกเขาเห็นนกมูลไถกำลังหาอาหารอยู่ จึงโฉบจับเอามันไป. เมื่อมันถูกเหยี่ยวนกเขาพาไป จึงคร่ำครวญอย่างนี้ว่า เราเคราะห์ร้ายมาก มีบุญน้อย เราเที่ยวไปในที่อโคจรอันเป็นถิ่นอื่น ถ้าวันนี้เราเที่ยวไปในที่โคจรอันเป็นถิ่นบิดาของตนแล้ว เหยี่ยวนกเขานี้ไม่พอมือเราในการต่อสู้. เหยี่ยวนกเขาถามว่า ดูก่อนนกมูลไถที่หาอาหารอันเป็นถิ่นบิดาของเจ้าเป็นอย่างไร. นกมูลไถตอบว่า คือที่ก้อนดินคันไถน่ะซิ. เหยี่ยวนกเขายังออมกำลังของมันไว้ จึงได้ปล่อยมันไปโดยพูดว่า ไปเถิดเจ้านกมูลไถ แม้เจ้าไปในที่นั้นก็คงไม่พ้นเราดอก. นกมูลไถบินกลับไปในที่นั้นได้ขึ้นไปยังดินก้อนใหญ่ ยืนท้าเหยี่ยวว่า มาเดี๋ยวนี้ซิเจ้าเหยี่ยวนกเขา. เหยี่ยวนกเขามิได้ออมกําลังของมัน ลู่ปีกทั้งสองโฉบนกมูลไถทันทีทันใด. ก็เมื่อนกมูลไถรู้ว่าเหยี่ยวนี้มาถึงเราด้วย กําลังแรง จึงบินหลบกลับเข้าไปในระหว่างก้อนดินนั้นเอง. เหยี่ยวไม่อาจยั้งความเร็วได้ จึงกระแทกอกเข้ากับก้อนดินในที่นั้นเอง. เหยี่ยวอกแตกตาถลนตายทันที.
พระศาสดา ครั้นทรงแสดงเรื่องในอดีตนี้แล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้สัตว์เดียรัจฉานเที่ยวไปในที่อโคจรอย่างนี้ ยังถึงเงื้อมมือข้าศึก แต่เมื่อเที่ยวไปในถิ่นหาอาหารอันเป็นของบิดาของตน ก็ยังข่มข้าศึกเสียได้ เพราะฉะนั้น แม้พวกเธอก็จงอย่าเที่ยวไปในอโคจรซึ่งเป็นแดนอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเมื่อพวกเธอเที่ยวไปในอโคจรอันเป็นแดนอื่น มารย่อมได้ช่อง มารย่อมได้อารมณ์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อโคจรอันเป็นแดนอื่นของภิกษุคืออะไร คือกามคุณห้า กามคุณห้าเป็นไฉน กามคุณห้าคือรูปที่รู้ได้ด้วยตา ๑ เสียงที่รู้ได้ด้วยหู ๑ กลิ่นที่รู้ได้ด้วยจมูก ๑รสที่รู้ได้ด้วยลิ้น ๑ โผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นอโคจรเป็นแดนอื่นของภิกษุ เมื่อทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้วจึงตรัสคาถาแรกว่า :-
เหยี่ยวนกเขาบินโผลงด้วยกำลังหมายใจ ว่าจะเฉี่ยวเอานกมูลไถ ซึ่งจับอยู่ที่ท้ายดง เพื่อ หาเหยื่อโดยฉับพลัน เพราะเหตุนั้นจึงถึงความ ตาย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พลสา ปตมาโน ความว่า เหยี่ยวโผลงด้วยกำลัง คือด้วยเรี่ยวแรงด้วยคิดว่า จักจับนกมูลไถ. บทว่า โคจรฏฺานิยํ ความว่า เหยี่ยวโฉบเอานกมูลไถ ซึ่งออกจากแดนของตนเที่ยวไปท้ายดงเพื่อหาอาหาร. บทว่า อชฺฌปฺปตฺโต ได้แก่โผลง. บทว่า เตนุปาคมิ ได้แก่ เหยี่ยวถึงแก่ความตายด้วยเหตุนั้น.
ก็เมื่อเหยี่ยวตาย นกมูลไถจึงออกมายืนบนอกของเหยี่ยวด้วยมั่นใจว่าเราชนะข้าศึกได้แล้ว เมื่อจะเปล่งอุทานจึงกล่าวคาถาที่สองว่า :-
เรานั้นเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุบายยินดีแล้ว ในโคจรอันเนื่องมาแต่บิดา เห็นอยู่ซึ่งประโยชน์ ของตน จึงหลีกพ้นไปจากศัตรู ย่อมเบิกบานใจ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า นเยน ได้แก่อุบาย. บทว่า อตฺถมตฺตโน ได้แก่ ความเจริญ กล่าวคือความปลอดภัยของตน.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุเป็นอันมากบรรลุโสดาปัตติผล เป็นต้น. เหยี่ยวในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในบัดนี้ ส่วนนกมูลไถ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสกุณัคฆิชาดกที่ ๘
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๑๓–๑๑๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๘ สกุณคฺฆิชาตกํ
เสโน พลสา ปตมาโนติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อตฺตโน อชฺฌาสยํ สกุโณวาทสุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกทิวสํ หิ สตฺถา ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา โคจเร ภิกฺขเว จรถ สเก เปตฺติเก วิสเยติ อิมํ สํยุตฺตํ มหาวคฺเค สุตฺตนฺตํ กเถนฺโต ตุมฺเห ตาว ติฏฺฐถ, ปุพฺเพปิ ติรจฺฉานคตาปิ สกํ วิสยํ ปหาย อโคจเร จรนฺตา ปจฺจามิตฺตานํ หตฺถปถํ คนฺตฺวา อตฺตโน ปญฺญาสมฺปตฺติยา อุปายโกสลฺเลน ปจฺจามิตฺตานํ หตฺถา มุจฺจึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ลาปสกุณโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา นงฺคลกฏฺฐกรเณ เลฑฺฑุฏฺฐาเน วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส เอกทิวสํ สกวิสเย โคจรคหณํ ปหาย ปรวิสเย โคจรํ คเหสฺสามีติ อฏวิปริยนฺตํ อคมาสิ ฯ อถ นํ ตตฺถ โคจรํ ปริคฺคณฺหนฺตํ ทิสฺวา สกุณคฺฆิ สหสา อชฺฌปฺปตฺตา อคฺคเหสิ ฯ โส สกุณคฺฆิยา หริยมาโน เอวํ ปริเทเวสิ มยเมว มหาอลกฺขิกา มยํ อปฺปปุญฺญา เยว, มยํ อโคจเร จริมฺหา ปรวสเย, สจชฺช มยํ โคจเร จเรยฺยาม สเก เปตฺติกวิสเย, น มฺยายํ สกุณคฺฆิ อลํ อภวิสฺส ยทิทํ ยุทฺธายาติ ฯ โก ปน เต ลาป โคจโร สโก เปตฺติโก วิสโยติ ฯ ยทิทํ นงฺคลกฏฺฐกรณํ เลฑฺฑุฏฺฐานนฺติ ฯ อถ นํ สกุณคฺฆิ สเก พเล อตฺถทฺธา อมุญฺจิ คจฺฉ โภ ตฺวํ ลาป, ตตฺถาปิ คนฺตฺวา น โมกฺขสีติ ฯ โส ตตฺถ คนฺตฺวา มหนฺตํ เลฑฺฑุํ อภิรูหิตฺวา เอหิ โขทานิ สกุณคฺฆีติ เสนํ อวฺหยนฺโต อฏฺฐาสิ ฯ สกุณคฺฆิ สเก พเล อปตฺถทฺธา อุโภ ปกฺเข สนฺธาย ลาปสกุณ สหสา อชฺฌปฺปตฺตา ฯ ยทา ปน ตํ ลาโป พหุอาคโต โข มฺยายํ สกุณคฺฆีติ อญฺญาสิ, อถ ปริวตฺติตฺวา ตสฺเสว เลฑฺฑุสฺส อนฺตรํ ปจฺจาปาทิ ฯ สกุณคฺฆิ เวคํ สนฺธาเรตุํ อสกฺโกนฺโต ตตฺเถว อุรํ ปจฺจผาเลสิ ฯ เอวํ โส ภินฺเนน หทเยน นิกฺขนฺเตหิ อกฺขีหิ ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ ฯ
สตฺถา อิมํ อตีตํ ทสฺเสตฺวา เอวํ ภิกฺขเว ติรจฺฉานคตาปิ อโคจเร จรนฺตา อมิตฺตหตฺถํ คจฺฉนฺติ โคจเร ปน สเก เปตฺติเก วิสเย จรนฺตา อมิตฺเต นิคฺคณฺหนฺติ, ตสฺมา ตุมฺเหปิ มา อโคจเร จรถ ปรวิสเย, อโคจเร ภิกฺขเว จรตํ ปรวิสเย ลจฺฉติ มาโร โอตารํ ลจฺฉติ มาโร อารมฺมณํ, โก จ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อโคจโร ปรวิสโย ยทิทํ ปญฺจกามคุณา, กตเม ปญฺจ, จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา, อยํ โข ภิกขเว ภิกฺขุโน อโคจโร ปรวิสโยติ วตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ปฐมํ คาถมาห
เสโน พลสา ปตมาโน ลาปํ โคจรฏฺฐายินํ
สหสา อชฺฌปฺปตฺโต ว มรณํ เตนุปาคมีติ ฯ
ตตฺถ พสสา ปตมาโนติ ลาปํ คณฺหิสฺสามีติ พเลน ถาเมน ปตมาโน ฯ โคจรฏฺฐายินนฺติ สกวิสยา นิกฺขมิตฺวา โคจรตฺถาย อฏวิปริยนฺเต ฐิตํ ฯ อชฺฌปฺปตฺโตติ สมฺปตฺโต ฯ เตนุปาคมีติ เตน การเณน มรณํ ปตฺโต ฯ
ตสฺมึ ปน มรณํ อุปคเต ลาโป นิกฺขมิตฺวา ทิฏฺฐา วต เม ปจฺจามิตฺตสฺส ปิฏฺฐีติ ตสฺส หทเยว ฐตฺวา อุทานํ อุทาเนนฺโต ทุติยํ คาถมาห
โสหํ นเยน สมฺปนฺโน เปตฺติเก โคจเร รโต
อเปตสตฺตุ โมทามิ สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโนติ ฯ
ตตฺถ นเยนาติ อุปาเยน ฯ อตฺถมตฺตโนติ อตฺตโน อโรคภาวสงฺขาตํ วุฑฺฒึ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน พหู ภิกฺขู โสตาปตฺติผลาทีนิ สมฺปาปุณึสุ ฯ ตทา เสโน เทวทตฺโต อโหสิ, ลาโป ปน อหเมวาติ ฯ
สกุณคฺฆิชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗