อรกชาดก
ว่าด้วยการแผ่เมตตา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘๗ · บรรทัด ๑๑๙๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
ว่าด้วยการแผ่เมตตา [๑๘๗] ผู้ใดแล ย่อมอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งปวง ด้วยจิตเมตตาหาประมาณมิได้ ทั้งเบื้องบน เบื้อง ต่ำและเบื้องขวาง โดยประการทั้งปวง. [๑๘๘] จิตเกื้อกูลหาประมาณมิได้ เป็นจิตบริบูรณ์ อันผู้นั้นอบรมดีแล้ว กรรมใดที่เขาทำแล้วพอ ประมาณ กรรมนั้นจักไม่เหลืออยู่ในจิตนั้น. จบ อรรถกถาชาดกที่ ๙
อรรถกถาชาดกที่ ๙
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภเมตตสูตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า โย เว เมตฺเตน จิตฺเตน ดังนี้.
สมัยหนึ่งพระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อได้ส้องเสพเจริญเมตตาเจโตวิมุตติทำให้มาก ทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ไม่ให้ฟุ้งซ่าน สั่งสมเริ่มไว้ด้วยดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ ประการ คือ หลับเป็นสุข ๑ตื่นเป็นสุข ๑ ไม่ฝันร้าย ๑ เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย ๑ เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย ๑ เทวดาย่อมรักษา ๑ ไฟ ยาพิษศัสตรา ไม่ล่วงเกิน ๑ จิตได้สมาธิเร็ว ๑ สีหน้าผ่องใส ๑ ไม่หลงทำกาลกิริยา ๑ เมื่อยังไม่บรรลุ ย่อมเข้าถึงพรหมโลกชั้นสูง ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อได้ส้องเสพอบรมเมตตาเจโตวิมุตติ ฯเปฯสั่งสมไว้ด้วยดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ ประการเหล่านี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาภิกษุพึงอบรมเมตตาภาวนาซึ่งยึดอานิสงส์๑๑ ประการเหล่านี้ เจริญเมตตาไปในสัตว์ทุกชนิด โดยเจาะจงและไม่เจาะจง พึงมีจิตเกื้อกูลแผ่ไปยังสัตว์ทั้งที่มีจิตเกื้อกูลพึงมีจิตเกื้อกูลแผ่ไปยังสัตว์ทั้งที่ไม่มีจิตเกื้อกูล พึงมีจิตเกื้อกูลแผ่ไปยังสัตว์ทั้งที่มีอารมณ์เป็นกลาง พึงเจริญเมตตาในสรรพสัตว์โดยเจาะจงและไม่เจาะจงอย่างนี้ พึงเจริญ กรุณา มุทิตา อุเบกขาพึงปฏิบัติในพรหมวิหาร ๔ เพราะเมื่อทำอย่างนี้ แม้ไม่ได้มรรคหรือผล ก็ยังมีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย เจริญเมตตาตลอด ๗ ปี แล้วสถิตอยู่ในพรหมโลกนั่นเอง ตลอด ๗ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่า.
ในอดีตกาล ในกัปหนึ่งพระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ครั้นเจริญวัยจึงละกามสุขบวชเป็นฤาษี เป็นครูชื่ออรกะ ได้พรหมวิหาร ๙ พำนักอยู่ในหิมวันตประเทศ. ครูอรกะมีบริวารมาก เมื่อจะสอนหมู่ฤๅษีจึงประกาศอานิสงส์เมตตาว่าธรรมดาบรรพชิตควรเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาเพราะเหตุชื่อว่าจิตเมตตานี้เมื่อถึงความเป็นจิตแน่วแน่แล้วย่อมให้สำเร็จทางไปพรหมโลก ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ผู้ใดแลย่อมอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งปวง ด้วยจิตเมตตาหาประมาณมิได้ ทั้งเบื้องบน เบื้อง ต่ำและเบื้องขวาง โดยประการทั้งปวง จิตเกื้อกูล หาประมาณมิได้ เป็นจิตบริบูรณ์อันผู้นั้นอบรม ดีแล้ว กรรมใดที่เขาทำแล้วพอประมาณ กรรม นั้นจักไม่เหลืออยู่ในจิตนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โย เว เมตฺเตน จิตฺเตน สพฺพโลกานุกมฺปติ. ความว่า บรรดากษัตริย์เป็นต้น หรือสมณพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่ง มีจิตเมตตาอย่างแนบแน่น ย่อมอนุเคราะห์สัตวโลกทั่วไป. บทว่า อุทฺธํ คือตั้งแต่เบื้องล่างของพื้นปฐพี จนถึงพรหมโลกชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ. บทว่า อโธ คือเบื้องล่างของปฐพี จนถึงอุสสทมหานรก. บทว่า ติริยํ คือในมนุษยโลกได้แก่ ในจักรวาลทั้งหมด อธิบายว่า เจริญเมตตาจิตอย่างนี้ว่าขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดในที่ประมาณเท่านี้ จงอย่ามีเวรอย่าเบียดเบียนกัน อย่ามีความคับแค้น จงมีความสุขรักษาตนเถิด. บทว่า อปฺปมาเณน คือชื่อว่าไม่มีประมาณเพราะยึดสัตว์หาประมาณมิได้เป็นอารมณ์. บทว่า สพฺพโส คือโดยอาการทั้งปวง. อธิบายว่า โดยอำนาจแห่งสุคติและทุคติทั้งปวงอย่างนี้คือ เบื้องบน เบื้องล่าง และเบื้องขวาง. บทว่า อปฺปมาณํ หิตํ จิตฺตํ ได้แก่ จิตเกื้อกูลในสรรพสัตว์ที่อบรมทำให้ไม่มีประมาณ. บทว่า ปริปุณฺณํ คือไม่บกพร่อง. บทว่า สุภาวิตํ คือเจริญดีแล้ว. บทนี้เป็นชื่อของจิตที่ไม่มีประมาณ. บทว่า ยํ ปมาณํ กตํ กมฺมํ ความว่า กรรมเล็กน้อย คือกรรมเป็นกามาวจรที่อบรมแล้วด้วยอำนาจเมตตาภาวนามีอารมณ์เป็นที่สุด และด้วยอำนาจการถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างนี้ว่า กรรมใดไม่มีประมาณมีอารมณ์ไม่มีประมาณ. บทว่า น ตํ ตตฺราวสิสฺสติ. ความว่ากรรมเล็กน้อยนั้น คือกรรมเป็นรูปาวจรซึ่งนับว่า จิตอันเกื้อกูลไม่มีประมาณนั้นไม่เหลืออยู่ในจิตนั้น. อธิบายว่า เหมือนน้ำน้อยที่ถูกห้วงน้ำใหญ่ไหลบ่าเข้ามา จะถูกห้วงน้ำนั้นพัดพาไปมิได้ย่อมไม่เหลืออยู่ คือตั้งอยู่มิได้ภายในห้วงน้ำ ที่แท้ห้วงน้ำใหญ่หุ้มห่อน้ำนั้นไว้ฉันใด กรรมอันเล็กน้อยก็ฉันนั้น ไม่มีโอกาสแห่งผลที่กรรมเป็นของใหญ่จะกำหนดยึดไว้ได้ ย่อมไม่เหลืออยู่ คือไม่ดำรงอยู่ ไม่สามารถให้ผลของตน ภายในกรรมอันเป็นของใหญ่นั้นได้ ที่แท้กรรมอันเป็นของใหญ่เท่านั้น ย่อมหุ้มห่อกรรมนั้น คือให้ผล.
พระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวถึงอานิสงส์เมตตาภาวนาแก่อันเตวาสิกทั้งหลายอย่างนี้แล้ว เป็นผู้ไม่เสื่อมจากฌาน จึงบังเกิดในพรหมโลก มิได้กลับมายังโลกนี้อีกตลอด ๗ สังวัฏฏกัปและวิวัฏฏกัป.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประมวลชาดก. หมู่ฤๅษีในครั้งนั้นได้เป็นพุทธบริษัทในครั้งนี้. ส่วนครูอรกะ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๑๗–๑๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙ อรกชาตกํ
โย เว เมตฺเตน จิตฺเตนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เมตฺตสุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ สมเย สตฺถา ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา เมตฺตาย ภิกฺขเว เจโตวิมุตฺติยา อาเสวิตาย ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานิกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย เอกาทสานิสํสา ปาฏิกงฺขา, กตเม เอกาทส, สุขํ สุปติ, สุขํ ปฏิพุชฺฌติ, น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ, มนุสฺสานํ ปิโย โหติ, อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ, เทวตา รกฺขนฺติ, นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วา กมติ, ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ, มุขวณฺโณ วิปฺปสีทติ, อสมฺมุฬฺโห กาลํ กโรติ, อุตฺตรึ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต พฺรหฺมโลกูปโค โหติ, เมตฺตาย ภิกฺขเว เจโตวิมุตฺติยา อาเสวิตาย ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานิกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย, อิเม เอกาทสานิสํสา ปาฏิกงฺขา, อิเม เอกาทสานิสํเส คเหตฺวา ฐิตํ เมตฺตาภาวนํ วณฺเณตฺวา ภิกฺขเว ภิกฺขุนา นาม สพฺพสตฺเตสุ โอทิสฺสกอโนทิสฺสกวเสน เมตฺตา ภาเวตพฺพา, หิโตปิ หิเตน ผริตพฺโพ, อหิโตปิ หิเตน ผริตพฺโพ, มชฺฌตฺโตปิ หิเตน ผริตพฺโพ, เอวํ สพฺพสตฺเตสุ โอทิสฺสกอโนทิสฺสกวเสน เมตฺตา ภาเวตพฺพา, กรุณา มุทิตา อุเปกฺขา ภาเวตพฺพา, จตูสุ พฺรหฺมวิหาเรสุ กมฺมํ กาตพฺพเมว, เอวํ กโรนฺโต หิ มคฺคํ วา ผลํ วา อลภนฺโตปิ พฺรหฺมโลกปรายโน โหติ, โปราณกปณฺฑิตาปิ สตฺตวสฺสานิ เมตฺตํ ภาเวตฺวา สตฺตสํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป พฺรหฺมโลกสฺมึ เยว วสึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต เอกสฺมึ กปฺเป โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺเตตฺวา วยปฺปตฺโต กาเม ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา จตุนฺนํ พฺรหฺมวิหารานํ ลาภี อรโก นาม สตฺถา หุตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตสฺส มหาปริวาโร อโหสิ ฯ โส อิสิคณํ โอวทนฺโต ปพฺพชิเตน นาม เมตฺตา ภาเวตพฺพา, กรุณา มุทิตา อุเปกฺขา ภาเวตพฺพา, เมตฺตจิตฺตํ หิ นาเมตํ อปฺปนาปฺปตฺตํ พฺรหฺมโลกปรายนตํ สาเธตีติ เมตฺตาย อานิสํสํ ปกาเสนฺโต อิมา คาถา อโวจ
โย เว เมตฺเตน จิตฺเตน สพฺพโลกานุกมฺปติ
อุทฺธํ อโธ จ ติริยญฺจ อปฺปมาเณน สพฺพโส,
อปฺปมาณํ หิตํ จิตฺตํ ปริปุณฺณํ สุภาวิตํ,
ยํ ปมาณํ กตํ กมฺมํ น ตํ ตตฺราวสิสฺสตีติ ฯ
ตตฺถ โย เว เมตฺเตน จิตฺเตน สพฺพโลกานุกมฺปตีติ ขตฺติยาทีสุ วา สมณพฺราหฺมเณสุ วา โย โกจิ อปฺปนาปฺปตฺเตน เมตฺตจิตฺเตน สกลํ สตฺตโลกํ อนุกมฺเปติ ฯ อุทฺธนฺติ ปฐวิตลโต ยาว เนวสญฺญานาสญฺญายตนพฺรหฺมโลกา ฯ อโธติ ปฐวิยา เหฏฺฐา ยาว อุสฺสเท มหานิรเย ฯ ติริยนฺติ มนุสฺสโลเก, ยตฺตกานิ จกฺกวาฬานิ เตสุ สพฺเพสุ เอตฺตเก ฐาเน นิพฺพตฺตา สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ อพฺยาปชฺฌา โหนฺตุ อนีฆา โหนฺตุ สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตูติ เอวํ ภาวิเตน เมตฺเตน จิตฺเตนาติ อตฺโถ ฯ อปฺปมาเณนาติ อปฺปมาณสตฺตานํ อารมฺมณตฺตา อปฺปมาเณน ฯ สพฺพโสติ สพฺพากาเรน ฯ อุทฺธํ อโธ ติริยนฺติ เอวํ สพฺพสุคติทุคฺคติวเสนาติ อตฺโถ ฯ อปฺปมาณํ หิตํ จิตฺตนฺติ อปฺปมาณํ กตฺวา ภาวิกํ สพฺพสตฺเตสุ หิตํ จิตฺตํ ฯ ปริปุณฺณนฺติ อวิกลํ ฯ สุภาวิตนฺติ สุวฑฺฒิตํ ฯ อปฺปมาณจิตฺตสฺเสตํ นามํ ฯ ยํ ปมาณํ กตํ กมฺมนฺติ ยํ อปฺปมาณํ อปฺปมาณารมฺมณนฺติ เอวํ อารมฺมณนฺติกวเสน จ วสิภาวปฺปตฺติวเสน จ อาวฑฺเฒตฺวา กตํ ปริตฺตํ กามาวจรกมฺมํ ฯ น ตํ ตตฺราวสิสฺสตีติ ตํ ปริตฺตกมฺมํ ยนฺตํ อปฺปมาณํ หิตํ จิตฺตนฺติ สงฺขฺยํ คตํ รูปาวจรกมฺมํ ตตฺร น อวสิสฺสติ ฯ ยถา นาม มโหเฆน อชฺโฌตฺถตํ ปริตฺโตทกํ โอฆสฺส อพฺภนฺตเร เตน อสํหริยมานํ นาวสิสฺสติ น ติฏฐติ, อถ โข มโหโฆ ว ตํ วิกฺขมฺเภตฺวา ติฏฺฐติ, เอวเมว ปริตฺตกมฺมํ ตสฺส มหคฺคตกมฺมสฺส อพฺภนฺตเร เตน มหคฺคตกมฺเมน ปริจฺฉินฺทิตฺวา อคหิตวิปาโกกาสํ หุตฺวา น อวสิสฺสติ น ติฏฺฐติ น สกฺโกติ อตฺตโน วิปากํ ทาตุํ, อถ โข มหคฺคตกมฺมเมว ตํ อชฺโฌตฺถริตฺวา ติฏฺฐติ วิปากํ เทตีติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต อนฺเตวาสิกานํ เมตฺตาภาวนาย อานิสํสํ กเถตฺวา อปริหีนชฺฌาโน พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺติตฺวา สตฺตสํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป น อิมํ โลกํ ปุน อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา อิสิคณา พุทฺธปริสา อเหสุํ, อรโก สตฺถา ปน อหเมวาติ ฯ
อรกชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗