ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กัลยาณธรรมชาดก
ชาดกที่ ๑๗๑ · ทุกนิบาตชาดก · กัลยาณธรรมวรรค

กัลยาณธรรมชาดก

ว่าด้วยผู้มีกัลยาณธรรม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๑ · บรรทัด ๑๒๑๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกัลยาณธรรมชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภแม่ผัวหูหนวกคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า กลฺยาณธมฺโม ดังนี้.

ความพิสดารมีอยู่ว่า ในกรุงสาวัตถีมีกุฎุมพีคนหนึ่ง เป็นคนมีศรัทธา เลื่อมใสถึงไตรสรณคมน์ ถือศีลห้า. วันหนึ่งเขาถือเภสัชมีเนยใสเป็นต้นเป็นอันมาก กับดอกไม้ของหอม และผ้าเป็นต้น ไปด้วยคิดว่า จักฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาในพระวิหารเชตวัน. ในเวลาที่กุฎุมพีไป ณ ที่นั้น แม่ยายเตรียมของเคี้ยวของบริโภคประสงค์จะเยี่ยมลูกสาว ได้ไปยังเรือนนั้น. แต่แม่ยายหูค่อนข้างตึง. ครั้นนางบริโภคร่วมกับลูกสาวอิ่มหนำสำราญแล้ว จึงถามลูกสาวว่า นี่ลูก ผัวของเองอยู่ด้วยความรักบันเทิงใจไม่ทะเลาะกันดอกหรือ. ลูกสาวพูดว่า แม่พูดอะไรอย่างนั้น คนที่เพียบพร้อมด้วยผัวและมารยาทเช่นลูกเขยของแม่ แม้บวชแล้วก็ยังหายาก. อุบาสิกาฟังคำลูกสาวไม่ถนัดถือเอาแต่บทว่าบวชแล้วเท่านั้น จึงตะโกนขึ้นว่า อ้าวทำไมผัวของเองจึงบวชเสียเล่า. บรรดาผู้อยู่เรือนใกล้เคียงทั้งสิ้น ได้ยินดังนั้นพากันพูดว่า เขาว่ากุฎุมพีของพวกเราบวชเสียแล้ว. บรรดาผู้ที่เดินผ่านไปมาทางประตู ได้ยินเสียงของคนเหล่านั้น จึงถามว่านั่นอะไรกัน. ชนเหล่านั้นตอบว่า เขาว่ากุฎุมพีในเรือนนี้บวชเสียแล้ว.

ฝ่ายกุฎุมพีนั้นครั้นสดับธรรมของพระทศพลแล้ว ก็ออกจากวิหารกลับเข้าเมือง. ขณะนั้นชายคนหนึ่งพบเข้าในระหว่างทางจึงพูดว่า ข่าวว่าท่านบวช บุตรภรรยาบริวารในเรือนท่านพากันร้องไห้คร่ำครวญ. ทันใดนั้นเขาได้ความคิดขึ้นมาว่าแท้จริงเรามิได้บวชเลย คน ๆนี้ว่าเราบวช เสียงดีเกิดขึ้นแล้วเราไม่ควรให้หายไป เราควรจะบวชในวันนี้แหละ เขาจึงกลับจากที่นั้นทันทีไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อรับสั่งถามว่า อุบาสกท่านทำพุทธุปัฏฐากเพิ่งกลับไปเดี๋ยวนี้เอง ไฉนจึงมาเดี๋ยวนี้อีกจึงเล่าเรื่องถวายแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ธรรมดาเสียงดีเกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรให้หายไปเสีย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์มีความประสงค์จะบวชจึงได้มา. ครั้นเขาบรรพชาอุปสมบทแล้วเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัต. ได้ยินว่า เหตุการณ์นี้ปรากฏเลื่องลือไปในคณะสงฆ์. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลายกุฎุมพีชื่อโน้นได้เกิดความคิดขึ้นว่า เสียงดีเกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรให้หายไปแล้วจึงบรรพชา เวลานี้บรรลุพระอรหัตแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายพวกเธอนั่งประชุมสนทนาเรื่องอะไรกัน เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้บัณฑิตแต่ก่อน ได้ความคิดว่า เสียงดีเกิดขึ้นแล้วไม่ควรให้เสียไป จึงพากันบวชแล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลเศรษฐี ครั้นเจริญวัยแล้วก็ได้รับตำแหน่งเศรษฐี เมื่อบิดาถึงแก่กรรม. วันหนึ่งเศรษฐีออกจากบ้าน ไปประกอบราชกรณียกิจ. ครั้งนั้น แม่ยายของเศรษฐีได้ไปยังเรือนนั้นด้วยคิดว่า จักเยี่ยมลูกสาว. แม่ยายนั้นค่อนข้างหูตึงเรื่องทั้งหมดเหมือนกับเรื่องในปัจจุบัน. ชายคนหนึ่งเห็นเศรษฐีประกอบราชกรณียกิจเสร็จแล้วกลับมาเรือนจึงพูดว่าในเรือนของท่านเกิดร้องไห้กันยกใหญ่ เพราะได้ข่าวว่าท่านบวชเสียแล้ว. พระโพธิสัตว์ได้ความคิดขึ้นว่า ธรรมดาเสียงดีเกิดขึ้นแล้วไม่ควรให้หายไปเสีย จึงกลับจากนั้นไปเฝ้าพระราชาเมื่อรับสั่งถามว่า ท่านมหาเศรษฐีท่านเพิ่งไปเดี๋ยวนี้เอง ทำไมจึงกลับมาอีก จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ทั้ง ๆ ที่ข้าพระองค์มิได้บวชเลย คนในเรือนโอดครวญกันพูดว่าบวชแล้ว เสียงดีเช่นนี้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ควรให้หายไป ข้าพระองค์จักบวชละ ขอพระราชทานอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชเถิด เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชนกาลใด บุคคลได้สมัญญาในโลกว่า ผู้มีกัลยาณธรรม กาล นั้นนรชนผู้มีปัญญา ไม่พึงทำตนให้เสื่อมจาก สมัญญานั้นเสีย สัตบุรุษทั้งหลายย่อมถือไว้ซึ่งธุระ ด้วยหิริ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชนสมัญญาว่า ผู้มีกัลยาณธรรมในโลกนี้ มาถึงข้าพระพุทธเจ้า แล้วในวันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นสมัญญาอันนั้น จึง ได้บวชเสียในคราวนี้ ความพอใจในการบริโภค ในโลกนี้ มิได้มีแก่ข้าพระองค์เลย.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กลฺยาณธมฺโม ได้แก่ ธรรมดี. บทว่า สมญฺํ อนุปาปุณาติ ความว่า ถึงโวหารบัญญัตินี้ว่า มีศีล มีกัลยาณธรรม บวชแล้ว. บทว่า ตสฺมา น หิยฺเยถ ได้แก่ ไม่พึงให้เสื่อมจากสมญานั้น. สัตบุรุษทั้งหลายย่อมยึดธุระไว้แม้ด้วยหิริข้าแต่มหาราชขึ้นชื่อว่าสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมยึดธุรบรรพชานี้ไว้ได้ด้วยหิริ อันเกิดขึ้นในภายในบ้าง ด้วยโอตตัปปะอันเกิดขึ้นในภายนอกบ้าง. บทว่า อิธ มชฺช ปตฺตา ได้แก่ ผู้มีกัลยาณธรรมในโลกนี้ ได้มาถึงข้าพระองค์แล้วในวันนี้. บทว่า ตาหํ สเมกฺขํ ความว่า ข้าพระองค์เพ่งดูคือเห็นสมญาอันได้แล้วด้วยคุณ. บทว่าน หิ มตฺถิ ฉนฺโท แก้เป็น น หิ เม อตฺถิ ฉนฺโท แปลว่าข้าพระองค์ไม่มีความพอใจเลย. บทว่า อิธ กามโภเค คือ ในการบริโภคด้วยกิเลสกาม และด้วยวัตถุกามในโลกนี้.

พระโพธิสัตว์ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงขอพระบรมราชานุญาตบรรพชา ไปสู่หิมวันตประเทศ บวชเป็นฤๅษียังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดก พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็นอานนท์ในครั้งนี้. ส่วนเศรษฐีกรุงพาราณสี ในครั้งนั้น คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถากัลยาณธรรมชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๒๕–๑๒๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๓ กลฺยาณธมฺมวคฺควณฺณนา

๑ กลฺยา เธมฺมชาตกํ ฯ

กลฺยาณธมฺโมติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ พธิรสสฺสุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ หิ เอโก กุฏุมฺพิโก สทฺโธ ปสนฺโน ติสรณคโต ปญฺจสีลสมนฺนาคโต ฯ โส เอกทิวสํ พหูนิ สปฺปิอาทีนิ เภสชฺชานิ เจว ปุปฺผคนฺธวตฺถาทีนิ จ คเหตฺวา เชตวเน สตฺถุ สนฺติเก ธมฺมํ โสสฺสามีติ อคมาสิ ฯ ตสฺส ตตฺถ คตกาเล สสฺสุ ขาทนียํ โภชนียํ คเหตฺวา ธีตรํ ทฏฺฐุกามา ตํ เคหํ อคมาสิ ฯ สา จ โถกํ พธีรธาตุกา โหติ ฯ สา ธีตรา สทฺธึ ภุตฺตโภชนา ภตฺตสมฺมทํ วิโนทยมานา ธีตรํ ปุจฺฉิ กึ อมฺม ภตฺตา เต สมฺโมทมาโน อวิวทมาโน ปิยสํวาสํ วสตีติ ฯ กึ อมฺม กเถถ, ยาทิโส ตุมฺหากํ ชามาตา สีเลน เจว อาจารสมฺปทาย จ ตาทิโส ปพฺพชิโตปิ ทุลฺลโภติ ฯ อุปาสิกา ธีตุ วจนํ สาธุกํ อสลฺลกฺเขตฺวา ปพฺพชิโตติ ปทเมว คเหตฺวา อมฺม กสฺมา เต ภตฺตา ปพฺพชิโตติ มหาสทฺทํ อกาสิ ฯ ตํ สุตฺวา สกลเคหวาสิโน อมฺหากํ กิร กุฏุมฺพิโก ปพฺพชิโตติ วิรวึสุ ฯ เตสํ สทฺทํ สุตฺวา ทฺวาเรน สญฺจรนฺตา กินฺนาม กิเรตนฺติ ปุจฺฉึสุ ฯ อิมสฺมึ กิร เคเห กุฏุมฺพิโก ปพฺพชิโตติ ฯ โสปิ โข กุฏุมฺพิโก ทสพลสฺส ธมฺมํ สุตฺวา วิหารา นิกฺขมฺม นครํ ปาวิสิ ฯ อถ นํ อนฺตรามคฺเค เยว เอโก ปุริโส ทิสฺวา สมฺม ตฺวํ กิร ปพฺพชิโต, ตว เคเห ปุตฺตทารปริชโน ๑- ปริเทวตีติ อาห ฯ อถสฺส เอตทโหสิ อยํ อปพฺพชิตเมว กิร มํ ปพฺพชิโตติ วทติ, อุปฺปนฺโน โข ปน กลฺยาณสทฺโท น อนฺตรธาเปตพฺโพ, อชฺเชว มยา ปพฺพชิตุํ วฏฺฏตีติ ฯ ตโต ว นิวตฺติตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา กินฺนุ โข อุปาสก อิทาเนว พุทฺธุปฏฺฐานํ กตฺวา คนฺตฺวา อิทาเนว ปจฺจาคโตสีติ วุตฺเต ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา ภนฺเต กลฺยาณสทฺโท นาม อุปฺปนฺโน อนฺตรธาเปตุํ น วฏฺฏติ, ตสฺมา ปพฺพชิตุกาโม หุตฺวา อาคโตมฺหีติ อาห ฯ โส ปพฺพชฺชญฺจ อุปสมฺปทญฺจ ลภิตฺวา สมฺมาปฏิปนฺโน น จิรสฺเสว อรหตฺตํ ปาปุณิ ฯ อิทํ กิร การณํ ภิกฺขุสงฺเฆ ปากฏํ ชาตํ ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุโก นาม กุฏุมฺพิโก อุปฺปนฺโน กลฺยาณสทฺโท น อนฺตรธาเปตพฺโพติ ปพฺพชิตฺวา อิทานิ อรหตฺตํ ปตฺโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต ภิกฺขเว โปราณกปณฺฑิตาปิ อุปฺปนฺโน กลฺยาณสทฺโท วินาเสตุํ น วฏฺฏตีติ ปพฺพชึสุ เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เสฏฺฐิกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ปิตุ อจฺจเยน เสฏฺฐิฏฺฐานํ ปาปุณิ ฯ โส เอกทิวสํ นิเวสนา นิกฺขมิตฺวา ราชุปฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ อถสฺส

@เชิงอรรถ: ๑ ปุตฺตทารปริชนา ปริเทวนฺตีติปิ ฯ สสฺสุ ธีตรํ ปสฺสิสฺสามีติ ตํ เคหํ อคมาสิ ฯ สา โถกํ พธิรธาตุกาติ สพฺพํ ปจฺจุปฺปนฺนวตฺถุสทิสเมว ฯ ตํ ปน ราชุปฏฺฐานํ กตฺวา อตฺตโน ฆรํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา เอโก ปุริโส ตุมฺเห กิร ปพฺพชิตาติ ตุมฺหากํ เคเห มหาปริเทโว วตฺตตีติ อาห ฯ โพธิสตฺโต อุปฺปนฺโน กลฺยาณสทฺโท นาม น อนฺตรธาเปตุํ วฏฺฏตีติ ตโต ว นิวตฺติตฺวา รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา กึ ตฺวํ มหาเสฏฺฐิ อิทาเนว คนฺตฺวา ปุน อาคโตสีติ วุตฺเต เทว เคเห ชโน กิร มํ อปพฺพชิตเมว ปพฺพชิโตติ วตฺวา ปริเทวติ, อุปฺปนฺโน โข ปน กลฺยาณสทฺโท น อนฺตรธาเปตพฺโพ, ปพฺพชิสฺสามหํ, ปพฺพชฺชํ เม อนุชานาหีติ เอตมตฺถํ ปกาเสนฺโต อิมา คาถา อโวจ

กลฺยาณธมฺโมติ ยทา ชนินฺท

โลเก สมญฺญํ อนุปาปุณาติ

ตสฺมา น หิยฺเยถ นโร สปญฺโญ,

หิริยาปิ สนฺโต ธุรมาทิยนฺติ,

สายํ สมญฺญา อิธ มชฺช ปตฺตา

กลฺยาณธมฺโมติ ชนินฺท โลเก,

ตาหํ สเมกฺขํ อิธ ปพฺพชิสฺสํ,

น หิ มตฺถิ ฉนฺโท อิธ กามโภเคติ ฯ

ตตฺถ กลฺยาณธมฺโมติ สุนฺทรธมฺโม ฯ สมญฺญํ อนุปาปุณาตีติ ยทา สีลวา กลฺยาณธมฺโม ปพฺพชิโตติ อิทํ ปณฺณตฺติโวหารํ ปาปุณาติ ฯ ตสฺมา น หิยฺเยถาติ ตโต สมญฺญโต น ปริหาเยถ ฯ หิริยาปิ สนฺโต ธุรมาทิยนฺติ มหาราช สปฺปุริสา นาม อชฺฌตฺตสมุฏฺฐิตาย หิริยาปิ พหิทฺธา สมุฏฺฐิเตน โอตฺตปฺเปนาปิ เอตํ ปพฺพชฺชาธุรํ คณฺหนฺติ ฯ อิธ มชฺช ปตฺตาติ อิธ มยา อชฺช ปตฺตา ฯ ตาหํ สเมกฺขนฺติ ตํ อหํ คุณวเสน ลทฺธํ สมญฺญํ สเมกฺขนฺโต สมฺปสฺสนฺโต ฯ น หิ มตฺถิ ฉนฺโทติ น หิ เม อตฺถิ ฉนฺโท ฯ อิธ กามโภเคติ อิมสฺมึ โลเก กิเลสกาเมน เจว วตฺถุกาเมน จ ปริโภเคติ ฯ

โพธิสตฺโต เอวํ วตฺวา ราชานํ ปพฺพชฺชํ อนุชานาเปตฺวา หิมวนฺตปฺปเทสํ คนฺตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ, พาราณสีเสฏฺฐี ปน อหเมวาติ ฯ

กลฺยาณธมฺมชาตกํ ปฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๗๐. กกัณฏกชาดกชาดกถัดไป๑๗๒. ทัททรชาดก