ทัททรชาดก
ว่าด้วยราชสีห์กับสุนัขจิ้งจอก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๓ · บรรทัด ๑๒๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภพระโกกาลิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า โก นุ สทฺเทน มหตา ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่าในกาลนั้นพวกภิกษุพหูสูต นั่งอยู่ ณพื้นหินอ่อนสีแดง สวดบทภาณวารในท่ามกลางสงฆ์เหมือนราชสีห์หนุ่มบรรลือสีหนาท เหมือนเทวดาบรรดาลให้น้ำคงคาในอากาศให้ตกลง. เมื่อภิกษุเหล่านั้นกล่าวบทภาณวาร พระโกกาลิกะไม่รู้ความโง่ของตน อวดภูมิว่าเราจักกล่าวบทภาณวารบ้าง จึงเข้าไปในระหว่างภิกษุทั้งหลาย เที่ยวประกาศในที่นั้น ๆ อ้างภิกษุสงฆ์ว่า พวกภิกษุไม่ให้โอกาสเรากล่าวบทภาณวารบ้าง หากให้โอกาสแก่เรา เราก็จักกล่าวบ้าง. คำพูดของพระโกกาลิกะได้ปรากฏในหมู่ภิกษุ. พวกภิกษุคิดว่า จักทดลองพระโกกาลิกะดูก่อนจึงกล่าวว่า ก่อนอาวุโสโกกาลิกะ วันนี้ท่านจงกล่าวบทภาณวารแก่สงฆ์เถิด. พระโกกาลิกะไม่รู้ความสามารถของตน จึงรับว่าตกลง จึงฉันข้าวยาคูเคี้ยวของเคี้ยวอันเป็นที่สบายของตนบริโภคกับสูปะอันอร่อย. ครั้นพระอาทิตย์ตก เขาประกาศเวลาฟังธรรม หมู่ภิกษุประชุมกัน. พระโกกาลิกะนุ่งผ้ากาสาวะมีสีเหมือนโคลน ห่มจีวรมีสีเหมือนดอกกรรณิการ์เข้าไปยังท่ามกลางสงฆ์ ไหว้พระเถระขึ้นสู่ธรรมาสน์ที่ประดับไว้อย่างดีในมณฑลแก้วที่ตกแต่งไว้ นั่งจับพัดวีชนีด้วยคิดว่า เราจักกล่าวบทภาณวาร. ทันใดนั่นเองเหงื่อก็ไหลจากร่างกายของพระโกกาลิกะความขลาดกลัวเข้าครอบงำ. ครั้นกล่าวบทต้นของคาถาแรกแล้วก็ไม่เห็นบทเบื้องปลาย. พระโกกาลิกะงกงันลงจากธรรมาสน์กระดากอาย ได้ออกไปจากท่ามกลางสงฆ์กลับที่อยู่ของตน. ภิกษุพหูสูตรูปอื่นจึงได้กล่าวบทภาณวารต่อไป. ตั้งแต่นั้นภิกษุทั้งหลายจึงรู้ว่าพระโกกาลิกะโง่.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ความโง่ของพระโกกาลิกะในชั้นแรกรู้ได้ยากแต่บัดนี้ได้ปรากฏชัดขึ้นมาแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โกกาลิกะได้เผยความโง่ให้ปรากฏแล้วมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ได้เผยให้ปรากฏมาแล้ว ทรงนํา เรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดราชสีห์ ณ หิมวันตประเทศ ได้เป็นราชาของราชสีห์มากมาย. พญาราชสีห์นั้นมีราชสีห์เป็นบริวารอยู่ไม่น้อยอาศัยอยู่ ณ ถ้ำเงิน. แม้สุนัขจิ้งจอกก็อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากถ้ำนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง ฝนตกขาดเม็ดแล้ว พวกราชสีห์ทั้งหมดก็พากันมาประชุมที่ประตูถ้ำของพญาราชสีห์ ต่างบรรลือสีหนาทเล่นหัวกัน. ในขณะที่ราชสีห์เหล่านั้นบรรลือสีหนาทเล่นหัวกันอยู่อย่างนี้ สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นก็หอนขึ้น. พวกราชสีห์ได้ยินเสียงสุนัขจิ้งจอกนั้นก็กระดากใจ พากันนิ่งด้วยคิดว่า เจ้าสุนัขจิ้งจอกตัวนี้หอนแข่งกับพวกเรา. ในขณะที่ราชสีห์เหล่านั้นนิ่ง ราชสีห์น้อยลูกพญาราชสีห์โพธิสัตว์ เมื่อจะถามบิดาว่า พ่อจ๋าพวกราชสีห์เหล่านี้บรรลือสีหนาทเล่นหัวกัน ครั้นได้ยินเสียงของสัตว์นั้นพากันนิ่งด้วยความอาย สัตว์นั้นชื่ออะไร อวดอ้างตนด้วยเสียงของตนได้กล่าวคาถาแรกว่า :-
ข้าแต่พ่อผู้เป็นใหญ่ในมฤค ใครหนอมี เสียงดังลั่น ทำทัททรบรรพตให้บรรลือลั่นยิ่งนัก ราชสีห์ทั้งหลายไม่อาจบรรลือโต้ตอบมัน นั่น เรียกว่าสัตว์อะไรหนอ.
ในบทเหล่านั้นบทว่า อภินาเทติ ททฺทรํ ความว่า ใครหนอทำทัททรบรรพตให้มีเสียงกึกก้องเป็นอันเดียว. ลูกราชสีห์เรียกบิดาว่า มิคาภิภู. ในบทว่า มิคาภิภู นี้ มีอธิบายว่า ข้าแต่พญาราชสีห์ผู้เป็นจอมมฤค ข้าพเจ้าขอถามท่าน สัตว์นั้นชื่ออะไร.
ครั้นบิดาฟังคำของลูกราชสีห์แล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :ลูกเอ๋ย นั่นคือสุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์เลว ทรามต่ำช้ากว่ามฤคชาติทั้งหลาย มันหอนอยู่ ราชสีห์ทั้งหลายรังเกียจชาติของมัน จึงได้พา กันนิ่งเฉยเสีย.
ในบทเหล่านั้นบทว่า สํ ในบทว่า สมจฺฉเร เป็นเพียงอุปสรรค. เอาความว่า อยู่เฉย. ท่านอธิบายไว้ว่า ราชสีห์ทั้งหลายนิ่งเฉย คืออยู่เฉย. ในคัมภีร์ทั้งหลาย เกจิอาจารย์เขียนว่า สมจฺฉเร.
พระศาสดาครั้นตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โกกาลิกะมิได้เปิดเผยตนเองในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ได้เปิดเผยแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประชุมชาดก. สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้นได้เป็นพระโกกาลิกะในครั้งนี้. ส่วนลูกราชสีห์ได้เป็นราหุล. พญาราชสีห์ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาทัททรชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๓๐–๑๓๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ ททฺทรชาตกํ
โก นุ สทฺเทน มหตาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกกาลิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺมึ หิ กาเล พหุสฺสุตา ภิกฺขู มโนสิลาตเล นิสินฺนา สีหนาทํ นทนฺตา ตรุณสีหา วิย อากาสคงฺคํ โอตาเรนฺตา วิย สงฺฆมชฺเฌ ปทภาณํ ภณนฺติ ฯ โกกาลิโก เตสุ ปทภาณํ ภณนฺเตสุ อตฺตโน ตุจฺฉภาวํ อชานิตฺวา ว อหมฺปิ ปทภาณํ ภณิสฺสามีติ ภิกฺขูนํ อนฺตเร ปวิสิตฺวา อมฺหากํ ปทภาณํ น ปาเปนฺติ, สเจ อมฺหากํ ปาเปยฺยุํ, มยมฺปิ ภเณยฺยามาติ ภิกฺขุสงฺฆสฺส นามํ คเหตฺวา ๑- ว ตตฺถ ตตฺถ กเถนฺโต อาหิณฺฑติ ฯ ตสฺส สา กถา ภิกฺขุสงฺเฆ ปากฏา ชาตา ฯ ภิกฺขู วิมํสิสฺสาม ตาว นนฺติ สญฺญาย เอวมาหํสุ อาวุโส โกกาลิก อชฺช สงฺฆสฺส ปทภาณํ ภณาหีติ ฯ โส อตฺตโน พลํ อชานิตฺวา ว สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา อชฺช ปทภาณํ ภณิสฺสามีติ อตฺตโน สปฺปายํ ยาคุํ ปิวิ ขชฺชนํ ขาทิ สปฺปาเยเนว สูเปน ภุญฺชิ ฯ สุริเย อฏฺฐงฺคเต ธมฺมสฺสวนกาเล โฆสิเต ภิกฺขุสงฺโฆ สนฺนิปติ ฯ โส กณฺฏกุรณฺฑวณฺณํ กาสาวํ นิวาเสตฺวา กณฺณิการปุปฺผวณฺณํ จีวรํ ปารุปิตฺวา สงฺฆมชฺฌํ ปวิสิตฺวา เถรํ วนฺทิตฺวา อลงฺกตรตนมณฺฑเป ปญฺญตฺตวรธมฺมาสนํ อภิรูหิตฺวา จิตฺตวีชนึ คเหตฺวา ปทภาณํ ภณิสฺสามีติ นิสีทิ ฯ ตาวเทวสฺส สรีรา เสทา มุจฺจึสุ, สารชฺชํ โอกฺกมิ ฯ ปุพฺพคาถาย ปฐมปทํ อุทาหริตฺวา อนฺตรํ น ปสฺสิ ฯ โส กมฺปมาโน อาสนา โอรุยฺห ลชฺชิโต สงฺฆมชฺฌโต อปกฺกมฺม อตฺตโน ปริเวณํ อคมาสิ ฯ อญฺโญ พหุสฺสุโต ภิกฺขุ ปทภาณํ ภณิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย ภิกฺขู ตสฺส ตุจฺฉภาวํ ชานึสุ ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส ปฐมํ โกกาลิกสฺส ตุจฺฉภาโว ทุชฺชาโน, อิทานิ ปน สยํ นทิตฺวา ปากโฏ ชาโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ
@เชิงอรรถ: ๑ อคเหตฺวาติปิ ฯ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว โกกาลิโก นทิตฺวา ปากโฏ ชาโต ปุพฺเพปิ นทิตฺวา ปากโฏ อโหสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หิมวนฺตปฺปเทเส สีหโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา พหุนฺนํ สีหานํ ราชา อโหสิ ฯ โส อเนกสีหปริวาโร รชตคุหายํ วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตสฺส อวิทูเร เอกิสฺสา คุหาย เอโก สิคาโลปิ วสติ ฯ อเถกทิวสํ เทเว วสฺสิตฺวา วิคเต สพฺเพ สีหา สีหราชสฺเสว คุหาทฺวาเร สนฺนิปติตฺวา สีหนาทํ นทนฺตา สีหกีฬํ กีฬึสุ ฯ เตสํ เอวํ นทิตฺวา กีฬนกาเล โสปิ สิคาโล วสฺสิ ฯ สีหา ตสฺส สทฺทํ สุตฺวา อยมฺปิ สิคาโล อมฺเหหิ สทฺธึ นทตีติ ลชฺชิตา ตุณฺหี อเหสุํ ฯ เตสํ ตุณฺหีภูตกาเล โพธิสตฺตสฺส ปุตฺโต สีหโปตโก ตาต อิเม สีหา นทิตฺวา สีหกีฬํ กีฬนฺตา เอตสฺส สทฺทํ สุตฺวา ลชฺชาย ตุณฺหี ชาตา, โก นาเมโส อตฺตโน สทฺเทน อตฺตานํ ชานาเปตีติ ปิตรํ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
โก นุ สทฺเทน มหตา อภินาเทติ ททฺทรํ,
ตํ สีหา นปฺปฏินทนฺติ, โก นาเมโส มิคาภิภูติ ฯ
ตตฺถ อภินาเทติ ททฺทรนฺติ ททฺทรปพฺพตํ เอกนินฺนาทํ กโรติ ฯ มิคาภิภูติ ปิตรํ อาลปติ ฯ อยเมตฺถ อตฺโถ มิคาภิภูติ มิคเชฏฺฐก สีหราช ปุจฺฉามิ ตํ โก นาม เอโสติ ฯ
อถสฺส วจนํ สุตฺวา ปิตา ทุติยํ คาถมาห
อธโม มิคชาตานํ สิคาโล ตาต วสฺสติ,
ชาติมสฺส ชิคุจฺฉนฺตา ตุณฺหี สีหา สมจฺฉเรติ ฯ
ตตฺถ สมจฺฉเรติ สนฺติ อุปสคฺคมตฺตํ ฯ อจฺฉนฺตีติ อตฺโถ, ตุณฺหี อจฺฉนฺติ ตุณฺหี หุตฺวา นิสีทนฺตีติ วุตฺตํ โหติ ฯ โปตฺเถสุ ปน สมจฺฉเรติ ลิขนฺติ ฯ
สตฺถา น ภิกฺขเว โกกาลิโก อิทาเนว อตฺตานํ ปากฏํ กโรติ, ปุพฺเพปิ อกาสิ เยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา สิคาโล โกกาลิโก อโหสิ, สีหโปตโก ปน ราหุโล, สีหราชา ปน อหเมวาติ ฯ
ททฺทรชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗