ทุพภิยมักกฏชาดก
ว่าด้วยการคบคนชั่ว
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๗ · บรรทัด ๑๒๔๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อทมฺมิ เต วาริ พหุตฺตรูปํ ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า วันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมถึงความอกตัญญู ความประทุษร้ายมิตรของพระเทวทัต. พระศาสดารับสั่งว่า เทวทัตเป็นผู้อกัตญญูประทุษร้ายมิตร มิใช่ในบัดนี้เท่านั้นแม้เมื่อก่อนก็ได้เป็นเช่นนี้ แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ชาวบ้านกาสีแห่งหนึ่ง ครั้นเจริญวัย ดำรงตนเป็นฆราวาส. ก็สมัยนั้นได้มีบ่อน้ำลึกบ่อหนึ่งอยู่ที่ทางใหญ่ชัน ในแคว้นกาสี สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายข้ามไม่ได้. พวกมนุษย์ผู้ปรารถนาบุญเดินมาทางนั้นใช้กระบอกมีสายยาวตักน้ำใส่ขังเต็มรางแห่งหนึ่ง ให้สัตว์ดิรัจฉานดื่ม รอบบ่อนั้นเป็นป่าใหญ่. ลิงเป็นอันมากอาศัยอยู่ในป่านั้น. ต่อมาที่ทางนั้น ขาดผู้คนสัญจรไปมาสองสามวัน. สัตว์ดิรัจฉานจึงไม่ได้ดื่มน้ำ. ลิงตัวหนึ่งกระหายน้ำเต็มที่เที่ยวหาน้ำดื่มในที่ใกล้บ่อน้ำ. พระโพธิสัตว์เดินไปถึงทางนั้นด้วยกิจธุระอย่างหนึ่ง จึงตักน้ำในบ่อนั้นดื่มล้างมือและเท้า เห็นลิงตัวนั้น ทราบว่ามันกระหายน้ำ จึงตักน้ำใส่รางให้มันดื่มครั้นให้เสร็จแล้ว คิดจะพักผ่อนจึงนอนลงที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. ส่วนลิงครั้นดื่มน้ำแล้วนั่งอยู่ไม่ไกล ทําหน้าล่อกแล่กหลอกพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เห็นกิริยาของมัน จึงกล่าวว่า อ้ายวายร้ายลิงอัปรีย์ เมื่อเองกระหายน้ำเหน็ดเหนื่อยมา ข้าก็ให้น้ำเองดื่มบัดนี้เองทำหน้าล่อกแล่กหลอกข้าได้ น่าอนาถใจที่ข้าช่วยเหลือสัตว์ชั่ว ๆ ไม่มีประโยชน์เลย แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
ข้าได้ให้น้ำเป็นอันมากแก่เองผู้ถูกความ ร้อนแผดเผาหิวกระหาย บัดนี้เจ้าได้ดื่มน้ำแล้ว ยังหลอกล้อทำเสียงครอก ๆ อยู่ได้ การคบหา กับคนชั่วไม่ประเสริฐเลย.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โสทานิ ปิตฺวาน กิกึ กโรสิ ความว่าบัดนี้เจ้าดื่มน้ำที่ข้าให้แล้วยังทำหน้าล่อกแล่กส่งเสียงครอก ๆอยู่ได้. บทว่า น สงฺคโม ปาปชเนน เสยฺโย ความว่า การคบหากับคนชั่วไม่ดีเลย ไม่คบนั่นแหละดีกว่า.
ลิงผู้ประทุษร้ายมิตร ครั้นได้ยินดังนั้นแล้วจึงกล่าวว่าท่านอย่าสำคัญว่า เราทำเพียงเท่านี้แล้วจะเสร็จสิ้น บัดนี้เราจะถ่ายคูถรดศีรษะท่านก่อนแล้วจึงไป แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ท่านได้ยินหรือได้เห็นมาบ้างหรือว่า ลิง ตัวไหนชื่อว่าเป็นสัตว์มีศีล เราจะถ่ายอุจจาระ รดศีรษะท่านเดี๋ยวนี้แล้วจึงจะไป นี้เป็นธรรมดา ของพวกเรา.
ความย่อในคาถานั้นมีดังนี้ ท่านพราหมณ์ ท่านได้ยินหรือได้เห็นที่ไหนว่า ลิงรู้คุณคน มีมารยาท มีศีล มีอยู่. เราจะถ่ายคูถรดศีรษะท่านเดี๋ยวนี้แหละแล้วจึงจะไป. นี้เป็นธรรมดานี้เป็นสภาพโดยกำเนิดของพวกข้าพเจ้า ผู้ชื่อว่าเป็นลิง คือถ่ายคูถรดหัวผู้มีอุปการะ.
พระโพธิสัตว์ครั้นได้ยินดังนั้น จึงเตรียมจะลุกไป. ขณะ นั้นเองลิงกระโดดจับกิ่งไม้ทําคล้ายจะห้อยโหน ถ่ายคูถรดศีรษะพระโพธิสัตว์แล้วร้องเข้าป่าไป. พระโพธิสัตว์อาบน้ำชำระกายแล้วจึงกลับไป.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตไม่รู้จักคุณมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ไม่รู้จักคุณที่เราทำไว้เหมือนกันแล้วทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประชุมชาดก. ลิงในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ ส่วนพราหมณ์ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาทุพภิยมักกฏชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๓๙–๑๔๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔ ทุพฺภิยมกฺกฏชาตกํ
อทมฺมิ เต วาริ พหุตฺตรูปนฺติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ ทิวเส ธมฺมสภายํ ภิกฺขู เทวทตฺตสฺส อกตญฺญุตํ มิตฺตทุพฺภิภาวํ กเถนฺตา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว เทวทตฺโต อิทาเนว อกตญฺญู มิตฺตทุพฺภิ ปุพฺเพปิ เอวรูโป อโหสีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ กาสิกคามเก พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ฆราวาสํ สณฺฐเปสิ ฯ ตสฺมึ ปน สมเย กาสิกรฏฺเฐ วตฺตนิมหามคฺเค เอโก คมฺภีโร อุทกปาโน อโหสิ อโนตรณีโย ติรจฺฉานานํ ฯ มคฺคปฏิปนฺนา ปุญฺญตฺถิกา มนุสฺสา ทีฆรชฺชุเกน วารเกน อุทกํ อุสฺสิญฺจิตฺวา เอกิสฺสา โทณิยา ปูเรตฺวา ติรจฺฉานานํ ปานียํ เทนฺติ ฯ ตสฺส สมนฺตโต มหนฺตํ อรญฺญํ ฯ ตตฺถ พหู มกฺกฏา วสนฺติ ฯ อถ ตสฺมึ มคฺเค เทฺว ตีณิ ทิวสานิ มนุสฺสานํ สญฺจาโร ปจฺฉิชฺชิ ฯ ติรจฺฉานา ปานียํ น ลภึสุ ฯ เอโก มกฺกโฏ ปิปาสาตุโร ปานียํ ปริเยสนฺโต อุทกปานสฺส สนฺติเก วิจรติ ฯ โพธิสตฺโต เกนจิเทว กรณีเยน ตํ มคฺคํ ปฏิปชฺชิตฺวา คจฺฉนฺโต ตตฺถ ปานียํ อุสฺสิญฺจิตฺวา ปิวิตฺวา หตฺถปาเท โธวิตฺวา ฐิโต ตํ มกฺกฏํ อทฺทส ฯ อถสฺส ปิปาสิตภาวํ ญตฺวา ปานียํ อุสฺสิญฺจิตฺวา โทณิยํ อากิริตฺวา อทาสิ ฯ ทตฺวา จ ปน วิสฺสมิสฺสามีติ เอกสฺมึ รุกฺขมูเล นิปชฺชิ ฯ มกฺกโฏ ปานียํ ปิวิตฺวา อวิทูเร นิสีทิตฺวา มุขมกฺกฏิกํ กโรนฺโต โพธิสตฺตํ ภึสาเปติ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส กิริยํ ทิสฺวา อเร ทุฏฺฐมกฺกฏ อหํ ตว ปิปาสิตสฺส กิลนฺตสฺส พหุํ ปานียํ อทาสึ, อิทานิ ตฺวํ มยฺหํ มุขมกฺกฏิกํ กโรสิ, อโห ปาปชนสฺส นาม กโต อุปกาโร นิรตฺถโกติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห
อทมฺมิ เต วาริ พหุตฺตรูปํ
ฆมฺมาภิตตฺตสฺส ปิปาสิตสฺส,
โสทานิ ปิตฺวาน กิกึ กโรสิ,
น สงฺคโม ปาปชเนน เสยฺโยติ ฯ
ตตฺถ โสทานิ ปิตฺวาน กิกึ กโรสีติ โส อิทานิ ตฺวํ มยา ทินฺนํ ปิวิตฺวา มุขมกฺกฏิกํ กโรนฺโต กิกินฺติ สทฺทํ กโรสิ ฯ น สงฺคโม ปาปชเนน เสยฺโยติ ปาปชเนน นาม สทฺธึ สงฺคโม น เสยฺโย อสงฺคโม ว เสยฺโยติ ฯ
ตํ สุตฺวา โส มิตฺตทุพฺภิมกฺกโฏ ตฺวํ เอตฺตเกเนว มยา กตํ นิฏฺฐิตนฺติ สญฺญํ กโรสิ, อิทานิ เต สีเส วจฺจํ ปาเตตฺวา คมิสฺสามีติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห
โก เต สุโต วา ทิฏฺโฐ วา สีลวา นาม มกฺกโฏ,
อิทานิ โข ตํ โอหจฺจํ เอสา อสฺมากธมฺมตาติ ฯ
ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ โภ พฺราหฺมณ มกฺกโฏ กตคุณชานนโก อาจารสมฺปนฺโน สีลวา อตฺถีติ กหํ ตยา สุโต วา ทิฏฺโฐ วา, อิทานิ โข อหนฺตํ โอหจฺจํ วจฺจํ เต สีเส กตฺวา ปกฺกมิสฺสามิ ฯ อมฺหากํ หิ มกฺกฏานํ นาม เอสา ธมฺมตา อยํ ชาติสภาโว ยทิทํ อุปการกสฺส สีเส วจฺจํ กาตพฺพนฺติ ฯ
ตํ สุตฺวา โพธิสตฺโต อุฏฺฐาย คนฺตุํ อารภิ ฯ มกฺกโฏ ตํ ขณญฺเญว อุปฺปติตฺวา สาขาย นิสีทิตฺวา โอลมฺพกํ โอตาเรนฺโต วิย ตสฺส สีเส วจฺจํ ปาเตตฺวา วิรวนฺโต วนสณฺฑํ ปาวิสิ ฯ โพธิสตฺโต นฺหาตฺวา อคมาสิ ฯ
สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว เทวทตฺโต, ปุพฺเพปิ มยา กตคุณํ น ชานาติ เยวาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา มกฺกโฏ เทวทตฺโต อโหสิ, พฺราหฺมโณ ปน อหเมวาติ ฯ
ทุพฺภิยมกฺกฏชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗