อาทิจจุปัฏฐานชาดก
ว่าด้วยลิงไหว้พระอาทิตย์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๙ · บรรทัด ๑๒๕๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุหลอกลวงรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า สพฺเพสุ กิร ภูเตสุ ดังนี้.
เรื่องราวเหมือนกับที่กล่าวแล้วในหนหลัง.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณี. พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ แคว้นกาสีครั้นเจริญวัยศึกษาศิลปะในเมืองตักศิลา บวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด มีบริวารมาก เป็นครูประจำคณะอาศัยอยู่ป่าหิมพานต์. พระโพธิสัตว์อยู่ในป่าหิมพานต์นั้นเป็นเวลานานจึงลงจากภูเขาเพื่อเสพของเค็มและของเปรี้ยว อาศัยบ้านหนึ่งในชายแดนพักอยู่ที่บรรณศาลา. ขณะนั้นมีลิงโลนตัวหนึ่ง เมื่อคณะฤาษีไปภิกขาจารจึงมายังอาศรมบท ถอนหญ้าที่บรรณศาลา เทน้ำในหม้อน้ำทิ้ง ทุบคนโทน้ำ ถ่ายคูถไว้ที่โรงไฟ. ดาบสทั้งหลายอยู่จำพรรษาแล้ว ดำริว่า บัดนี้ป่าหิมพานต์บริบูรณ์ด้วยดอกไม้และผลไม้น่ารื่นรมย์ เราจะไปณ ที่นั้น จึงบอกลาชาวบ้านชายแดน. พวกมนุษย์กล่าวว่าพระคุณเจ้าวันพรุ่งนี้พวกข้าพเจ้าจะนำภิกษามายังอาศรมบทพระคุณเจ้าฉันอาหารแล้วจึงค่อยไป ในวันที่สองต่างก็นำของเคี้ยวของฉันเป็นอันมากไป ณ ที่นั้นอีก. ลิงโลนเห็นดังนั้นจึงคิดว่า เราจักลวงให้มนุษย์เลื่อมใสให้นำของเคี้ยวของบริโภคมาให้เรา. ลิงจึงทำเป็นเหมือนบำเพ็ญตบะและเหมือนจำศีลยืนนอบน้อมพระอาทิตย์ ในที่ไม่ห่างจากดาบส. พวกมนุษย์เห็นดังนั้นจึงพากันกล่าวว่า ผู้อยู่ใกล้ผู้มีศีล ย่อมเป็นผู้มีศีลแล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
ในบรรดาสัตว์ทั้งปวง สัตว์ผู้ตั้งมั่นอยู่ ในศีลมีอยู่ ท่านจงดูลิงผู้ลามก ยืนไหว้พระอาทิตย์อยู่เถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ สีลสมาหิตา ได้แก่ ผู้มีจิตตั้งมั่น คือประกอบด้วยศีลมีอยู่ อธิบายว่า ผู้มีศีลและผู้มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เดียวมีอยู่. บทว่า ชมฺมํ คือลามก. บทว่า อาทิจฺจมุปติฏฺติ ความว่า ลิงยืนไหว้พระอาทิตย์อยู่.
พระโพธิสัตว์เห็นพวกมนุษย์เหล่านั้น สรรเสริญคุณของลิงนั้นจึงกล่าวว่า พวกท่านไม่รู้ศีลและมารยาทของลิงโลนตัวนี้แล้วเลื่อมใสในสิ่งไม่เป็นเรื่องเป็นราว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ท่านทั้งหลายไม่รู้จักปกติของมัน เพราะ ไม่รู้จักพากันสรรเสริญ ลิงตัวนี้มันเผาโรงไฟเสีย และทุบต่อยคนโทน้ำเสียสองใบ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนญฺาย แปลว่า ไม่รู้. บทว่า อูหนํ ได้แก่การก่อเหตุที่ลิงชั่วนี้กระทำ. บทว่า กมณฺฑลู ได้แก่คนโทน้ำ. พระโพธิสัตว์กล่าวโทษลิงอย่างนี้ว่า มันทุบคนโทน้ำเสียสองใบ.
พวกมนุษย์ครั้นรู้ว่า เป็นลิงหลอกลวงจึงคว้าก้อนดินและไม้ขว้างไล่ให้มันหนีไป แล้วถวายภิกษาแก่หมู่ฤๅษี. แม้ฤาษีทั้งหลายก็พากันไปป่าหิมพานต์ ทำฌานไม่ให้เสื่อม ได้พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุมชาดก. ลิงในครั้งนั้นได้เป็นภิกษุลวงโลกนี้ หมู่ฤๅษีได้เป็นพุทธบริษัท ส่วนครูประจำคณะ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาอาทิจจุปัฏฐานชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๔๓–๑๔๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ อาทิจฺจุปฏฺฐานชาตกํ
สพฺเพสุ กิร ภูเตสูติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ กุหกํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
วตฺถุ เหฏฺฐากถิตสทิสเมว ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต กาสิกรฏฺเฐ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา มหาปริวาโร คณสตฺถา หุตฺวา หิมวนฺเต วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส ตตฺถ จิรํ วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย ปพฺพตา โอรุยฺห ปจฺจนฺเต เอกํ คามํ นิสฺสาย ปณฺณสาลาย วาสํ อุปคญฺฉิ ฯ อเถโก โลลมกฺกโฏ อิสิคเณ ภิกฺขาจารํ คเต อสฺสมปทํ อาคนฺตฺวา ปณฺณสาลาย อุตฺติณฺณานิ กโรติ ปานียฆเฏสุ อุทกํ ฉฑฺเฑติ กุณฺฑิกานิ ภินฺทติ อคฺคิสาลายํ วจฺจํ กโรติ ฯ ตาปสา วสฺสํ วุฏฺฐา อิทานิ หิมวนฺโต ปุปฺผผลสมิทฺโธ รมณีโย, ตตฺเถว คมิสฺสามาติ ปจฺจนฺตคามวาสิเก อาปุจฺฉึสุ ฯ มนุสฺสา เสฺว ภนฺเต มยํ ภิกฺขํ คเหตฺวา อสฺสมปทํ อาคมิสฺสาม, ตํ ปริภุญฺชิตฺวา คมิสฺสถาติ วตฺวา ทุติยทิวเส ปหูตํ ขาทนียํ โภชนียํ คเหตฺวา ตตฺถ อคมํสุ ฯ ตํ ทิสฺวา โลลมกฺกโฏ จินฺเตสิ โกหญฺญํ กตฺวา มนุสฺเส อาราเธตฺวา มยฺหมฺปิ ขาทนียโภชนียํ อาหราเปสฺสามีติ ฯ โส ตปจรณํ จรนฺโต วิย สีลวา วิย จ หุตฺวา ตาปสานํ อวิทูเร สุริยํ นมสฺสมาโน อฏฺฐาสิ ฯ มนุสฺสา ตํ ทิสฺวา สีลวนฺตานํ สนฺติเก วสนฺตา สีลวนฺโต โหนฺตีติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาหํสุ
สพฺเพสุ กิร ภูเตสุ สนฺติ สีลสมาหิตา,
ปสฺส สาขามิคํ ชมฺมํ อาทิจฺจมุปติฏฺฐตีติ ฯ
ตตฺถ สนฺติ สีลสมาหิตาติ สีเลน สมาหิตา สมนฺนาคตา สํวิชฺชนฺติ, สีลวนฺโต จ สมาหิตา จ เอกคฺคจิตฺตา สํวิชฺชนฺตีติ อตฺโถ ฯ ชมฺมนฺติ ลามกํ ฯ อาทิจฺจมุปติฏฺฐตีติ สุริยํ นมสฺสมาโน ติฏฺฐติ ฯ
เอวํ เต มนุสฺเส ตสฺส คุเณ กเถนฺเต ทิสฺวา โพธิสตฺโต ตุมฺเห อิมสฺส โลลมกฺกฏสฺส สีลาจารํ อชานิตฺวา อวตฺถุสฺมึ เยว ปสนฺนาติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห
นาสฺส สีลํ วิชานาถ อนญฺญาย ปสํสถ,
อคฺคิหุตฺตญฺจ อูหนํ เทฺว จ ภินฺนา กมณฺฑลูติ ฯ
ตตฺถ อนญฺญายาติ อชานิตฺวา ฯ อูหนนฺติ อิมินา ปาปมกฺกเฏน อูหนํ ฯ กมณฺฑลูติ กุณฺฑิกา ฯ เทฺว จ กุณฺฑิกา เตน ภินฺนาติ เอวมสฺส อคุณํ กเถสิ ฯ มนุสฺสา มกฺกฏสฺส กุหกภาวํ ญตฺวา เลฑฺฑู จ ยฏฺฐิโย จ คเหตฺวา โปเถตฺวา ปลาเปตฺวา อิสิคณสฺส ภิกฺขํ อทํสุ ฯ อิสิโยปิ หิมวนฺตเมว คนฺตฺวา อปริหีนชฺฌานา พฺรหฺมโลกปรายนา อเหสุํ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา มกฺกโฏ อยํ กุหโก อโหสิ, อิสิคณา พุทฺธปริสา, คณสตฺถา ปน อหเมวาติ ฯ
อาทิจฺจุปฏฺฐานชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗