กฬายมุฏฐิชาดก
ว่าด้วยโลภมาก
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๑ · บรรทัด ๑๒๖๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระราชาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพระเจ้ากรุงโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่าทาโล วตายํ ทุมสาขโคจโร ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า สมัยหนึ่ง ในฤดูฝนทางชายแดนของพระเจ้ากรุงโกศลเกิดกบฎ พวกนักรบที่อยู่ ณ ชายแดนนั้น ได้ทำการสู้รบถึงสองสามครั้ง ก็ไม่สามารถเอาชนะข้าศึกได้ จึงส่งข่าวทูลถวายพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชาเสด็จออกในฤดูฝนอันไม่ควรแก่เวลา จึงทรงจัดตั้งค่ายใกล้พระวิหารเชตวัน ทรงดำริว่า เราออกเดินทางในเวลาอันไม่สมควร ซอกเขาและลำธารเป็นต้น เต็มไปด้วยน้ำ ทางเดินลำบาก เราจักเข้าเฝ้าพระศาสดา พระองค์จักตรัสถามเราว่า มหาบพิตรจะเสด็จไปไหน ครั้นแล้วเราก็จักกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ พระศาสดาจะทรงอนุเคราะห์เรา เฉพาะประโยชน์ในภายหน้าเท่านั้นก็หามิได้ แม้ประโยชน์ในปัจจุบันก็ทรงอนุเคราะห์เหมือนกันเพราะฉะนั้นหากเราไปจะไม่เจริญ พระองค์ก็จักตรัสว่า มหาบพิตรยังไม่ถึงเวลาเสด็จ หากจักมีความเจริญ พระองค์ก็จักทรงนิ่ง. พระราชาจึงเสด็จเข้าพระวิหารเชตวัน แล้วถวายบังคมพระศาสดา ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสปฏิสันถารว่า เชิญเถิดมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่ยังวัน. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ หม่อมฉันจะออกไปปราบกบฎชายแดน มาที่นี้ด้วยคิดว่า จักถวายบังคมพระองค์แล้วจะไป. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร แม้แต่ก่อนพระราชาทั้งหลาย เมื่อจะยกทัพไปครั้นได้ฟังคำของบัณฑิตแล้ว ก็ไม่เสด็จไปสู่กองทัพในเวลาอันไม่สมควร ครั้นพระราชาทูลอาราธนาจึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอำมาตย์สำเร็จราชกิจทั่วไปเป็นธรรมานุสาสก (สอนธรรม) ของพระองค์. ครั้งนั้นทางชายแดนของพระองค์เกิดกบฎ ทหารที่ชายแดนส่งสาส์นให้ทรงทราบ. พระราชาเสด็จออกในฤดูฝน ตั้งพักค่าย ณ พระอุทยาน. พระโพธิสัตว์ได้อยู่ใกล้ที่ประทับพระราชา. ขณะพวกทหารนำถั่วดำอาหารม้ามาใส่ไว้ในราง. บรรดาลิงในพระราชอุทยาน มีลิงตัวหนึ่งลงจากต้นไม้ ฉวยเอาถั่วดำจากรางนั้นใส่ปากจนเต็มแล้วยังคว้าติดมือไปอีก กระโดดขึ้นไปนั่งบนต้นไม้เริ่มจะกิน เมื่อมันจะกินถั่วดำเม็ดหนึ่งหลุดจากมือตกลงไปบนดิน มันจึงทิ้งถั่วดำทั้งหมดทั้งที่อยู่ในปาก และที่มือลงจากต้นไม้มองหาถั่วดำนั้น ครั้นไม่เห็นมันจึงกลับขึ้นต้นไม้ใหม่นั่งเศร้าโศกเสียใจ หน้าซึมอยู่บนกิ่งไม้ เหมือนแพ้คดีไปสักพันคดี.
พระราชาทอดพระเนตรเห็นกิริยาของลิงจึงตรัสเรียกพระโพธิสัตว์แล้วตรัสถามว่า ดูซิ ท่านอาจารย์ ลิงมันทำอะไรนั่น. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราช ผู้โง่เขลาไร้ปัญญา ไม่มองถึงของมาก มองแต่ของน้อย ย่อมกระทำเช่นนี้แหละพระพุทธเจ้าข้า แล้วกล่าวคาถาแรกก่อนว่า :-
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน ลิงผู้เที่ยว หาอาหารตามกิ่งไม้นี้ โง่เขลายิ่งนัก ปัญญาของ มันก็ไม่มี มันสาดถั่วทั้งกำ เสียหมดสิ้นแล้ว เที่ยวค้นหาถั่วเมล็ดเดียวที่ตกลงบนพื้นดิน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุมสาขโคจโร ได้แก่ลิง. เพราะลิงนั้นหาอาหารบนกิ่งไม้. กิ่งไม้เหล่านั้นเป็นโคจร คือเป็นที่เที่ยวสัญจรไปมาของมัน เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ผู้เที่ยวไปตามกิ่งไม้. เรียกพระราชาว่า ชนินฺท เพราะพระราชา ชื่อว่าเป็นจอมชน เพราะความเป็นใหญ่ยิ่ง. บทว่า กฬายมุฏฺึ ได้แก่ลูกเดือยกำหนึ่ง. เกจิอาจารย์กล่าวว่า กาฬราชมาสมุฏฺึ บ้าง (ถั่วดำ ถั่วราชมาส) บทว่า อวกิริย ได้แก่ สาดทิ้ง. บทว่า เกวลํ คือ ทั้งหมด. บทว่า คเวสติ คือหาเมล็ดเดียวที่ตกลงบนพื้นดิน.
ครั้นพระโพธิสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงเข้าไปยังที่นั้นกราบทูลปราศัยกับพระราชา แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ข้าแต่พระราชา พวกเราก็ดี ชนเหล่าอื่น ที่โลภจัดก็ดี จะต้องละทิ้งของมากเพราะของ น้อย เหมือนลิงเสื่อมจากถั่วทั้งหมด เพราะถั่ว เมล็ดเดียวแท้ ๆ.
ความย่อในคาถานั้นมีดังนี้ พระโพธิสัตว์ถวายโอวาทแด่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พวกเราก็ดี ชนเหล่าอื่นที่ถูกความโลภครอบงำก็ดี ทั้งหมดนั้นย่อมเสื่อมจากของมากเพราะของน้อย ด้วยว่าบัดนี้พวกเราจะเดินทางไปในฤดูฝนอันมิใช่กาลสมควร ย่อมเสื่อมจากประโยชน์มาก เพราะเหตุประโยชน์เล็กน้อย. บทว่า กฬาเยเนว วานโร ความว่า เหมือนลิงตัวนี้แสวงหาถั่วเมล็ดเดียว เสื่อมแล้วจากถั่วเป็นอันมาก เพราะถั่วเมล็ดเดียวนั้น ฉันใด แม้พวกเราในบัดนี้ก็ฉันนั้น กำลังจะไปในที่อันเต็มไปด้วยซอกเขาและลำธารเป็นต้น โดยมิใช่กาลแสวงหาประโยชน์เล็กน้อย แต่จักเสื่อมจากพาหนะช้าง พาหนะม้าเป็นต้นมากมายและหมู่นักรบ เพราะฉะนั้นไม่ควรไปในเวลาอันมิใช่กาล.
พระราชาสดับถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้วเสด็จกลับจากที่นั้น เข้าสู่พระนครพาราณสีทันที. แม้พวกโจรได้ข่าวว่า พระราชาเสด็จออกจากพระนคร โดยพระประสงค์จะปราบปรามพวกโจร จึงพากันหนีออกจากชายแดน.
แม้ในปัจจุบันพวกโจรได้ยินข่าวว่า พระราชากรุงโกศลเสด็จออก จึงพากันหนีไป. พระราชาสดับพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เสด็จลุกจากที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า การทำประทักษิณ เสด็จกลับกรุงสาวัตถี.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในครั้งนี้ ส่วนอำมาตย์บัณฑิต คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถากฬายมุฏฐิชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๔๖–๑๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๗ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๖ กฬายมุฏฺฐิชาตกํ
พาโล วตายํ ทุมสาขโคจโรติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต โกสลราชานํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกสฺมึ หิ สมเย วสฺสกาเล โกสลรญฺโญ ปจฺจนฺโต กุปิโต, ตตฺถ ฐิตา โยธา เทฺว ตีณิ ยุทฺธานิ กตฺวา ปจฺจตฺถิเก อภิภวิตุํ อสกฺโกนฺตา รญฺโญ สาสนํ เปเสสุํ ฯ ราชา อกาเล วสฺสาเน เยว นิกฺขมิตฺวา เชตวนสมีเป ขนฺธาวารํ พนฺธิตฺวา จินฺเตสิ อหํ อกาเล นิกฺขนฺโต, กนฺทรปทราทโย อุทกปูรา, ทุกฺกโม มคฺโค, สตฺถารํ อุปสงฺกมิสฺสามิ, โส มํ กหํ คจฺฉสิ มหาราชาติ ปุจฺฉิสฺสติ, อถาหํ เอตมตฺถํ อาโรเจสฺสามิ, น โข ปน มํ สตฺถา สมฺปรายิเกเนวตฺเถน อนุคฺคณฺหติ, ทิฏฺฐธมฺมิเกนาปิ อนุคฺคณฺหติ เยว, ตสฺมา สเจ เม คมเนน อวุฑฺฒิ ภวิสฺสติ, อกาโล มหาราชาติ วกฺขติ, สเจ ปน วุฑฺฒิ ภวิสฺสติ, โส ตุณฺหี ภวิสฺสตีติ ฯ โส เชตวนํ ปวิสิตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ สตฺถา หนฺท กุโต นุ ตฺวํ มหาราช อาคจฺฉสิ ทิวาทิวสฺสาติ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต อหํ ปจฺจนฺตํ วูปสเมตุํ นิกฺขนฺโต, ตุมฺเห วนฺทิตฺวา คมิสฺสามีติ อาคโตมฺหีติ ฯ สตฺถา ปุพฺเพปิ มหาราช ราชาโน เสนาย อพฺภุคฺคจฺฉมานาย ปณฺฑิตานํ กถํ สุตฺวา อกาเล อพฺภุคฺคมนํ นาคมึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส ธมฺมานุสาสโก สพฺพตฺถกอมจฺโจ อโหสิ ฯ อถ รญฺโญ ปจฺจนฺเต กุปิเต ปจฺจนฺเต โยธา ปณฺณํ เปเสสุํ ฯ ราชา วสฺสกาเล นิกฺขมิตฺวา อุยฺยาเน ฐตฺวา ขนฺธาวารํ พนฺธิ ฯ โพธิสตฺโต รญฺโญ สนฺติเก อฏฺฐาสิ ฯ ตสฺมึ ขเณ อสฺสานํ กฬาเย เสเทตฺวา อาหริตฺวา โทณิยํ ปกฺขิปึสุ ฯ อุยฺยาเน มกฺกเฏสุ เอโก มกฺกโฏ รุกฺขา โอตริตฺวา ตโต กฬาเย คเหตฺวา มุขํ ปูเรตฺวา หตฺเถหิปิ คเหตฺวา อุปฺปติตฺวา รุกฺเข นิสีทิตฺวา ขาทิตุํ อารภิ ฯ อถสฺส ขาทมานสฺส หตฺถโต เอโก กฬาโย ภูมิยํ ปติ ฯ โส มุเขน จ หตฺเถหิ จ คหิเต สพฺเพ กฬาเย ฉฑฺเฑตฺวา รุกฺขา โอรุยฺห ตเมว กฬายํ โอโลเกนฺโต ตํ กฬายํ อทิสฺวา ว ปุน รุกฺขํ อภิรูหิตฺวา อฏฺเฏ สหสฺสปราชิโต วิย โสจมาโน ทุมฺมุโข รุกฺขสาขาย นิสีทิ ฯ ราชา มกฺกฏสฺส กิริยํ ทิสฺวา โพธิสตฺตํ อามนฺเตตฺวา ปสฺส, กินฺนาเมตํ มกฺกเฏน กตนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โพธิสตฺโต มหาราช พหุํ อนวโลเกตฺวา อปฺปํ โอโลเกนฺตา ทุพฺพุทฺธิโน พาลา เอวรูปํ กโรนฺติ เยวาติ วตฺวา ปฐมนฺตาว คาถมาห
พาโล วตายํ ทุมสาขโคจโร,
ปญฺญา ชนินฺท นยิมสฺส วิชฺชติ,
กฬายมุฏฺฐึ อวกิริย เกวลํ
เอกํ กฬายํ ปติตํ คเวสตีติ ฯ
ตตฺถ ทุมสาขโคจโรติ มกฺกโฏ ฯ โส หิ ทุมสาขาสุ โคจรํ คณฺหติ, ตาปิ อสฺส โคจรา สญฺจรณภูมิภูตา, ตสฺมา ทุมสาขโคจโรติ ฯ ชนินฺทาติ ราชานํ อาลปติ ฯ ราชา หิ ปรมิสฺสรภาเวน ชนสฺส อินฺโทติ ชนินฺโท ฯ กฬายมุฏฺฐินฺติ วรกมุฏฺฐึ ฯ กาฬราชมาสมุฏฺฐินฺติปิ วทนฺติ เยว ฯ อวกิริยาติ อวกิริตฺวา ฯ เกวลนฺติ สพฺพํ ฯ คเวสตีติ ภูมิยํ ปติตํ เอกเมว ปริเยสตีติ ฯ
เอวํ วตฺวา ปุน โพธิสตฺโต ตํ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ อามนฺเตตฺวา ทุติยํ คาถมาห
เอวเมว มยํ ราช เย จญฺเญ อติโลภิโน
อปฺเปน พหุํ เชยฺยาม กฬาเยเนว วานโรติ ฯ
ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ มหาราช เอวเมว มยญฺจ เย จญฺเญ โลภาภิภูตา ชนา สพฺเพปิ อปฺเปน พหุํ เชยฺยาม, มยํ หิ เอตรหิ อกาเล วสฺสานสมเย มคฺคํ คจฺฉนฺตา อปฺปกสฺส อตฺถสฺส การณา พหุกา อตฺถา ปริหายาม ฯ กฬาเยเนว วานโรติ ยถา อยํ วานโร เอกํ กฬายํ ปริเยสมาโน เตเนเกน กฬาเยน สพฺพกฬาเยหิ ปริหีโน, เอวํ มยมฺปิ เอตรหิ อกาเลน กนฺทรปทราทีสุ ปูเรสุ คจฺฉมานา อปฺปมตฺตกํ อตฺถํ ปริเยสมานา พหูหิ หตฺถิวาหนอสฺสวาหนาทีหิ เจว พลกาเยน จ ปริหายิสฺสาม, ตสฺมา อกาเล คนฺตุํ น วฏฺฏตีติ รญฺโญ โอวาทํ อทาสิ ฯ
ราชา ตํ ตสฺส กถํ สุตฺวา ตโต ว ปฏินิวตฺติตฺวา พาราณสีนครเมว ปาวิสิ ฯ โจราปิ ราชา กิร โจรมทฺทนํ กริสฺสามีติ นครา นิกฺขนฺโตติ สุตฺวา ปจฺจนฺตโต ปลายึสุ ฯ
ปจฺจุปฺปนฺเนปิ โจรา โกสลราชา กิร นิกฺขนฺโตติ สุตฺวา ปลายึสุ ฯ ราชา สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา สาวตฺถิเมว อคมาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ, ปณฺฑิตามจฺโจ ปน อหเมวาติ ฯ
กฬายมุฏฺฐิชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗