ตินทุกชาดก
ว่าด้วยอุบาย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๓ · บรรทัด ๑๒๖๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภพระปัญญาบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธนุหตฺถกลาเปหิ ดังนี้.
ความพิสดารมีอยู่ว่า พระศาสดาครั้นทรงสดับวาจาพรรณาพระคุณแห่งปัญญาของพระองค์เหมือนในมหาโพธิชาดกและอุมมังคชาดกแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีปัญญามิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็มีปัญญาและฉลาดในอุบายเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดวานร มีวานรแปดหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศ. ใกล้หิมวันตประเทศนั้นมีบ้านชายแดนแห่งหนึ่ง บางครั้งก็มีคนอยู่ บางครั้งก็ไม่มีคนอยู่ในท่ามกลางหมู่บ้านนั้นมีต้นมะพลับต้นหนึ่ง กิ่งก้านและคาคบบริบูรณ์มีผลอร่อย. ฝูงลิงพากันมากินผลมะพลับนั้นในเวลาที่ไม่มีคนอยู่. ครั้นต่อมาถึงคราวมีผลอีก บ้านนั้นได้กลับเป็นที่อยู่ของมนุษย์เรียงรายไปด้วยต้นอ้อ ประกอบไปด้วยประตู. แม้ต้นไม้นั้นก็ออกผลกิ่งลู่น้อมลง. ฝูงลิงคิดว่า เมื่อก่อนเรากินผลมะพลับที่บ้านโน้น บัดนี้มะพลับต้นนั้นมีผลหรือยังหนอ บ้านมีคนอยู่หรือไม่หนอ ครั้นคิดดังนั้นแล้ว จึงส่งลิงไปตัวหนึ่ง โดยกล่าวว่า เจ้าจงไปสืบดูที. ลิงนั้นไปสืบดูก็รู้ว่าไม้นั้นออกผลและบ้านมีผู้คนจับจองอยู่จึงกลับมาบอกแก่พวกลิง. พวกลิงได้ฟังว่าต้นไม้นั้นออกผล เกิดความอุตสาหะว่าจักกินผลมะพลับอันโอชา จึงบอกความนั้นแก่พญาวานร. พญาวานรถามว่าบ้านมีคนอยู่หรือไม่ มันบอกว่า มีจ้ะนาย. พญาวานรบอกว่าถ้าเช่นนั้นไม่ควรไป เพราะพวกมนุษย์มีเล่ห์กะเท่มาก. พวกลิงกล่าวว่า เราจักกินตอนเที่ยงคืนในเวลาที่พวกมนุษย์หลับสนิทครั้นพญาวานรรับรู้แล้ว จึงลงจากป่าหิมพานต์ คอยเวลาที่พวกมนุษย์หลับสนิท นอนอยู่บนหลังแผ่นหินใหญ่ไม่ไกลหมู่บ้านนั้น ครั้นมัชฌิมยามพวกมนุษย์หลับ จึงพากันขึ้นต้นไม้กินผลไม้. ทีนั้นชายคนหนึ่งออกจากเรือนโดยจะไปถ่ายอุจจาระ ถึงท่ามกลางบ้านเห็นฝูงลิงจึงตะโกนบอกพวกมนุษย์. พวกมนุษย์มากมาย สอดธนูและลูกศร ถืออาวุธต่าง ๆ ทั้งก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น พอรุ่งสว่าง พากันยืนล้อมต้นไม้ด้วยหวังว่า จักจับฝูงลิง.
ฝูงลิงแปดหมื่นตัวเห็นพวกมนุษย์ตกใจกลัวตาย พากันไปหาพญาวานรด้วยคิดว่า นอกจากพญาวานรแล้ว ไม่มีผู้อื่นจะเป็นที่พึ่งของพวกเราได้ แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
พวกมนุษย์มีมือถือธนูและแล่งธนู ถือดาบ อันคมกริบ พากันมาแวดล้อมพวกเราไว้โดยรอบ พวกเราจะพ้นไปได้ด้วยอุบายอย่างไร.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธนุหตฺถกลาเปหิ คือมีมือถือธนูและแล่งธนู อธิบายว่า ถือธนูแลแล่งศรยืนล้อมอยู่. บทว่า ปริกิณฺณมฺหา คือแวดล้อม. บทว่า กถํ ได้แก่ พวกเราจักพ้นได้ด้วยอุบายไรหนอ.
พญาวานรได้ฟังคำของพวกลิงเหล่านั้นแล้วปลอบพวกลิงว่า พวกเจ้าอย่ากลัวเลย ขึ้นชื่อว่าเหล่ามนุษย์มีการงานมากแม้วันนี้ก็เพิ่งมัชฌิมยาม บางทีเมื่อพวกมนุษย์ยืนล้อมเราด้วยคิดว่าจักฆ่าพวกเรา กิจอื่นอันทำอันตรายแก่กิจนี้พึงเกิดขึ้นแล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง จะพึงเกิด แก่มนุษย์ผู้มีกิจมากเป็นแน่ ยังมีเวลาพอที่จะเก็บ ผลไม้เอามากินได้ พวกท่านจงพากันกินผล มะพลับเถิด.
บทว่า นํ เป็นเพียงนิบาต. ในบทนี้มีอธิบายว่า บางที. ความต้องการอะไร ๆ อย่างอื่นพึงเกิดขึ้นแก่พวกมนุษย์ผู้มีกิจมาก. บทว่า อตฺถิ รุกฺขสฺส อุจฺฉินฺนํ ความว่า ยังมีทางที่จะแย่งเอามากินได้ด้วยการฉุดกระชากผลของต้นไม้นี้. บทว่า ขชฺช ตญฺเว ตินฺทุกํ ความว่า พวกเจ้า จงกินผลมะพลับกันเถิด คือ พวกเจ้ามีความต้องการเท่าใด จงกินเท่านั้น เราจักรู้ในเวลาที่เขาประหารพวกเรา.
พระมหาสัตว์ปลอบฝูงลิงไว้. เพราะว่าเมื่อพวกมันเมื่อไม่ได้การปลอบใจเช่นนี้ ทั้งหมดจะหัวใจแตกถึงแก่ความตาย. พระมหาสัตว์ปลอบฝูงวานรอย่างนี้แล้วกล่าวว่า พวกเจ้าจับนับลิงทั้งหมดที. เมื่อพวกมันนับก็ไม่เห็นวานรชื่อ เสนกะซึ่งเป็นหลานของพญาวานร จึงแจ้งว่า เสนกะไม่มา. พญาวานรกล่าวว่า หากเสนกะไม่มา พวกเจ้าไม่ต้องกลัว เสนกะนั้นจักทำความปลอดภัยให้แก่พวกเจ้าในบัดนี้.
เสนกะหลับในเวลาที่ฝูงลิงมา ภายหลังตื่นขึ้นไม่เห็นใคร ๆจึงเดินตามรอยเท้ามา ครั้นเห็นพวกมนุษย์จึงรู้ว่า ภัยเกิดขึ้นแก่ฝูงลิงเสียแล้ว จึงไปหาหญิงแก่ซึ่งตามไฟกรอด้ายอยู่ ณ ท้ายเรือนหลังหนึ่ง แล้วทำเป็นเด็กชาวบ้านเดินไปนา คว้าคบไฟดุ้นหนึ่งวิ่งไปจุดบ้านซึ่งตั้งอยู่เหนือลม. พวกมนุษย์พากันผละพวกลิงไปดับไฟ. ลิงทั้งหลายก็พากันหนีเก็บผลไม้ได้ตัวละผลเพื่อนำไปให้เสนกะแล้วพากันหนีไป.
พระศาสดาทรงนําพระธรรมเทศนานี้มาแล้วทรงประชุม ชาดก. เสนกะหลานพญาวานรในครั้งนั้นได้เป็นมหานามศากยะในครั้งนี้ ฝูงลิงได้เป็นพุทธบริษัท ส่วนพญาวานร คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาตินทุกชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๕๑–๑๕๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
7 Tindukajātakaṃ
dhanuhatthakalāpehīti idaṃ satthā jetavane viharanto paññāpāramiṃ ārabbha kathesi.
Satthā hi mahābodhijātake viya ummaṅgajātake viya ca attano paññāya vaṇṇaṃ vaṇṇitaṃ sutvā na bhikkhave idāneva tathāgato paññavā pubbepi paññavā upāyakusalo yevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto vānarayoniyaṃ nibbattitvā asītisahassavānaraparivāro himavantappadese Vāsaṃ kappesi. Tassāsanne eko paccantagāmo kadāci vasati kadāci ubbasati, 1- tassa pana gāmakassa majjhe sākhāviṭapasampanno madhuraphalo eko tindukarukkho 2- atthi. Vānaragaṇo ubbasitakāle 3- āgantvā tassa phalāni khādati. Athāparasmiṃ phalavāre so gāmo puna manussavāso ahosi naḷaparikkhitto dvārayutto. Sopi rukkho phaladharo namitasākho aṭṭhāsi. Vānaragaṇo cintesi mayaṃ pubbe asukagāme tindukaphalāni khādāma, phaliko nu kho so etarahi rukkho udāhu no, āvāsiko gāmo udāhu noti, evañca pana cintetvā gaccha, imaṃ pavattiṃ jānāhīti ekaṃ vānaraṃ pesesi. So gantvā rukkhassa phalitabhāvaṃ gāmassa ca gāḷhavāsabhāvaṃ ñatvā āgantvā ārocesi. Vānarā tassa phalitabhāvaṃ sutvā madhurāni tindukaphalāni khādissāmāti ussāhajātā vānarindassa tamatthaṃ ārocesuṃ. Vānarindo gāmo āvāso anāvāsoti pucchi. Āvāso devāti. Tena hi na gantabbaṃ, manussā hi bahumāyā hontīti. Deva manussānaṃ paṭisallānavelāya aḍḍharattikasamaye khādissāmāti bahū vatvā 4- vānarindaṃ sampaṭicchāpetvā himavantato otaritvā tassa gāmassa avidūre manussānaṃ paṭisallānakālaṃ āgamayamānā mahāpāsāṇapiṭṭhe sayitvā majjhimayāme manussesu niddaṃ okkamantesu rukkhaṃ āruyha phalāni khādiṃsu. Atheko puriso sarīrakiccena gehā nikkhamitvā gāmamajjhaṃ gato vānare disvā manussānaṃ ācikkhi. Bahū manussā dhanukalāpaṃ sannayhitvā
@Footnote: 1 ubbisatītipi. 2 tiṇḍukarukkhotipi.
@3 ubbisitakāletipi. 4 gantvātipi. Nānāvudhahatthā leḍḍudaṇḍādīni ādāya pabhātāya rattiyā vānare gaṇhissāmāti rukkhaṃ parivāretvā aṭṭhaṃsu. Asītisahassā vānarā manusse disvā maraṇabhayatajjitā natthi no añño paṭisaraṇo aññatra vānarindāti tassa santikaṃ gantvā paṭhamaṃ gāthamāhaṃsu
dhanuhatthakalāpehi nettiṃsavaradhāribhi
samantā parikiṇṇamhā, kathaṃ mokkho bhavissatīti.
Tattha dhanuhatthakalāpehīti dhanukalāpahatthehi dhanūni ceva sarakalāpe ca gahetvā ṭhitehīti attho. Parikiṇṇamhāti parivāritamhā. Kathanti kena nu kho upāyena amhākaṃ mokkho bhavissatīti.
Tesaṃ kathaṃ sutvā vānarindo mā bhāyittha, manussā nāma bahukiccā, ajjāpi majjhimayāmo vattati, api nāma tesaṃ amhe māressāmāti parivāretvā ṭhitānaṃ imassa kiccassa antarāyakaraṃ aññaṃ kiccaṃ uppajjeyyāti vānare samassāsetvā dutiyaṃ gāthamāha
appeva bahukiccānaṃ attho jāyetha koci naṃ,
atthi rukkhassa acchinnaṃ khajja taññeva tindukanti.
Tattha nanti nipātamattaṃ. Appeva bahukiccānaṃ manussānaṃ añño koci attho uppajjeyyāti ayamettha attho. Atthi rukkhassa acchinnanti imassa rukkhassa phalānaṃ ākaḍḍhanaparikaḍḍhanavasena acchinnabahukāraṃ atthi. Khajja taññeva tindukanti tindukaphalaṃ khajjatha yeva tumhe, yāvatakena vo attho atthi, tattakaṃ khādatha, amhākaṃ paharaṇakāle jānissāmāti.
Mahāsatto kapigaṇaṃ samassāsesi. Ettakaṃ hi assāsaṃ alabhamānā sabbepi te phalitehi hadayehi jīvitakkhayaṃ pāpuṇeyyuṃ. Mahāsatto pana evaṃ vānaragaṇaṃ assāsetvā sabbe vānare samānethāti āha. Samānentā tassa bhāgineyyaṃ senakaṃ nāma vānaraṃ adisvā senako nāgacchatīti ārocesuṃ. Sace senako nāgato, tumhe mā bhāyittha, idāni vo so sotthiṃ karissatīti. Senakopi vānaragaṇassa āgamanakāle niddāyitvā pacchā pabuddho kañci adisvā padānupadiko hutvā āgacchanto manusse disvā vānaragaṇassa bhayaṃ uppannanti ñatvā ekasmiṃ pariyantagehe aggiṃ jāletvā suttaṃ kantantiyā mahallakitthiyā santikaṃ gantvā khettaṃ gacchanto gāmadārako viya ekaṃ ummukaṃ gahetvā uparivāte ṭhatvā gāmaṃ padīpeti. Manussā makkaṭe chaḍḍetvā aggiṃ nibbāpetuṃ agamaṃsu. Vānarā palāyantā senakassa atthāya ekekaṃ phalaṃ gahetvā palāyiṃsu.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā bhāgineyyasenako mahānāmasakko ahosi, vānaragaṇā buddhaparisā, vānarindo pana ahamevāti.
Tindukajātakaṃ sattamaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗