ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มาลุตชาดก
ชาดกที่ ๑๗ · เอกกนิบาตชาดก · สีลวรรค

มาลุตชาดก

ว่าด้วยความหนาวเกิดแต่ลม

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๗ · บรรทัด ๑๑๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมาลุตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวันทรงปรารภบรรพชิตผู้บวช เมื่อแก่ ๒ รูป จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาเฬ วายทิ วา ชุณฺเห ดังนี้.

ได้ยินว่า บรรพชิตทั้งสองรูปนั้น อยู่ในป่าแห่งหนึ่ง ในโกศลชนบทรูปหนึ่งชื่อ กาฬเถระ รูปหนึ่งชื่อ ชุณหเถระ อยู่มาวันหนึ่ง พระชุณหะถามพระกาฬะว่า ท่านกาฬะผู้เจริญ ธรรมดาว่าความหนาวมีในเวลาไร ? พระกาฬะนั้นกล่าวว่า ความหนาวมีในเวลาข้างแรม. อยู่มาวันหนึ่ง พระกาฬะถามพระชุณหะว่า ท่านชุณหะผู้เจริญ ธรรมดาว่าความหนาวย่อมมีในเวลาไร ? พระชุณหะนั้น กล่าวว่า มีในเวลาข้างขึ้น พระแม้ทั้งสองรูปนั้นเมื่อไม่อาจตัดความสงสัยของตนได้ จึงพากันไปยังสำนักของพระบรมศาสดาถวายบังคมแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่าความหมายวย่อมมีในกาลไรพระเจ้าข้า ? พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของภิกษุทั้งสองนั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน เราก็ตอบปัญหานี้แก่เธอทั้งสองแล้ว แต่เธอทั้งหลายกำหนดไม่ได้ เพราะอยู่ในสังเขปแห่งภพ แล้วทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล ณ เชิงเขาแห่งหนึ่ง มีสัตว์ผู้เป็นสหายกันสองตัว คือราชสีห์ตัวหนึ่ง เสือโคร่งตัวหนึ่ง อยู่ในถ้าเดียวกันนั่นเอง ในกาลนั้น แม้พระโพธิสัตว์ก็บวชเป็นฤๅษี อยู่ที่เชิงเขานั้นเหมือนกัน ภายหลังวันหนึ่ง ความวิวาทเกิดขึ้นแก่สหายเหล่านั้น เพราะอาศัยความหนาว เสือโคร่งกล่าวว่าความหนาวย่อมมีเฉพาะในเวลาข้างแรม. ราชสีห์กล่าวว่า มีเฉพาะในเวลาข้างขึ้น. สหายแม้ทั้งสองนั้น เมื่อไม่อาจัดความสงสัยของตน จึงถามพระโพธิสัตว์พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถานี้ว่า

ข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ตาม สมัยใดลมย่อมพัดมา สมัยนั้นย่อมมีความหนาว เพราะความหนาวเกิดแต่ ลม ในปัญหาข้อนี้ท่านทั้งสอง ชื่อว่าไม่แพ้กัน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเฬ วา ยทิ วา ชุณฺเห ได้แก่ในปักษ์ข้างแรม หรือในปักษ์ข้างขึ้น. บทว่า ยทา วายติ มาลุโต ความว่า สมัยใด ลมอันต่างด้วยลมทิศตะวันออกเป็นต้น ย่อมพัดมา สมัยนั้นความหนาวย่อมมี. เพราะเหตุไร ? เพราะความหนาวเกิดแต่ลม อธิบายว่าเพราะเหตุที่ เมื่อลมมีอยู่นั่นแหละ ความหนาวจึงมี, ในข้อนี้ปักษ์ข้างแรมหรือปักษ์ข้างขึ้น ไม่เป็นประมาณ บทว่า อุโภตฺถมปราชิตา ความว่าท่านแม้ทั้งสองไม่แพ้กันในปัญหาข้อนี้.

พระโพธิสัตว์ให้สหายเหล่านั้นยินยอมกันด้วยประการอย่างนี้. ฝ่ายพระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน เราก็ตอบปัญหานี้แก่เธอทั้งหลายแล้ว ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ พระเถระแม้ทั้งสองเหล่านั้นก็ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล. แม้พระศาสดาก็ทรงสืบอนุสนธิแล้วประชุมชาดกว่าเสือโคร่งในครั้งนั้น ได้เป็นพระกาฬะ ราชสีห์ในครั้งนั้น ได้เป็นพระชุณหะ ส่วนดาบสผู้แก้ปัญหาในครั้งนั้น ได้เป็นเราแล.

จบมาลุตชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๖๕–๒๖๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๙ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๗ มาลุตชาตกํ

กาเฬ วา ยทิ วา ชุณฺเหติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เทฺว วุฑฺฒปพฺพชิเต อารพฺภ กเถสิ ฯ

เต กิร โกสลชนปเท เอกสฺมึ อรญฺญวาเส วสนฺติ เอโก กาฬตฺเถโร นาม เอโก ชุณฺหตฺเถโร นาม ฯ อเถกทิวสํ ชุณฺโห กาฬํ ปุจฺฉิ ภนฺเต กาฬ สีตนฺนาม กิสฺมึ กาเล โหตีติ ฯ โส กาเฬ สีตํ โหตีติ อาห ฯ อเถกทิวสํ กาโฬ ชุณฺหํ ปุจฺฉิ ภนฺเต ชุณฺห สีตํ นาม กิสฺมึ กาเล โหตีติ ฯ โส ชุณฺเห โหตีติ อาห ฯ เต อุโภปิ อตฺตโน กงฺขํ ฉินฺทิตุํ อสกฺโกนฺตา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ภนฺเต สีตํ นาม กิสฺมึ กาเล โหตีติ ปุจฺฉึสุ ฯ สตฺถา เตสํ กถํ สุตฺวา ปุพฺเพปาหํ ภิกฺขเว ตุมฺหากํ อิทํ ปญฺหํ กเถสึ ภวสงฺเขปคตตฺตา ปน น สลฺลกฺขยิตฺถาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต เอกสฺมึ ปพฺพตปาเท สีโห จ พฺยคฺโฆ จ เทฺว สหายกา เอกิสฺสาเยว คุหาย วสนฺติ ฯ ตทา โพธิสตฺโตปิ อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ตสฺมึเยว ปพฺพตปาเท วสติ ฯ อเถกทิวสํ เตสํ สหายานํ สีตํ นิสฺสาย วิวาโท อุทปาทิ ฯ พฺยคฺโฆ กาเฬเยว สีตํ โหตีติ อาห ฯ สีโห ชุณฺเหเยวาติ ฯ เต อุโภปิ อตฺตโน กงฺขํ ฉินฺทิตุํ อสกฺโกนฺตา โพธิสตฺตํ ปุจฺฉึสุ ฯ โพธิสตฺโต อิทํ คาถมาห

กาเฬ วา ยทิ วา ชุณฺเห ยทา วายติ มาลุโต

วาตชานิ หิ สีตานิ อุโภตฺถมปราชิตาติ ฯ

ตตฺถ กาเฬ วา ยทิ วา ชุณฺเหติ กาฬปกฺเข วา ชุณฺหปกฺเข วา ฯ ยทา วายติ มาลุโตติ ยสฺมึ สมเย ปุรตฺถิมาทิเภโท วาโต วายติ ตสฺมึ สมเย สีตํ โหติ ฯ กึการณา ฯ วาตชานิ หิ สีตานิ ยสฺมา วาเต วิชฺชนฺเตเยว สีตานิ โหนฺติ กาฬปกฺโข วา ชุณฺหปกฺโข วา เอตฺถ อปฺปมาณนฺติ วุตฺตํ โหติ ฯ อุโภตฺถมปราชิตาติ อุโภปิ ตุมฺเห อิมสฺมึ ปญฺเห อปราชิตาติ ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต เต สหายเก สญฺญาเปสิ ฯ สตฺถาปิ ภิกฺขเว ปุพฺเพปิ มยา ตุมฺหากํ อยํ ปญฺโห กถิโตติ อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน เทฺวปิ เต เถรา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหึสุ ฯ สตฺถาปิ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา พฺยคฺโฆ กาโฬ อโหสิ สีโห ชุณฺโห อโหสิ ปญฺหํ วิสฺสชฺชนกตาปโส ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

มาลุตชาตกํ สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๖. ติปัลลัตถมิคชาดกชาดกถัดไป๑๘. มตกภัตตชาดก