อสทิสชาดก
ว่าด้วยอสทิสกุมาร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๑ · บรรทัด ๑๓๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภมหาภิเนกษกรม (การออกเพื่อคุณยิ่งใหญ่) ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธนุคฺคโห อสทิโส ดังนี้.
เรื่องพิสดารมีอยู่ว่าวันหนึ่งภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในโรงธรรมพรรณนามหาภิเนกขัมมบารมี. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกสู่มหาภิเนกษกรมมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อนตถาคตก็สละเศวตฉัตรออกบวชเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระองค์. เมื่อพระราชกุมารประสูติโดยสวัสดี ในวันขนานพระนาม พระชนกชนนีตั้งพระนามว่า อสทิสราชกุมาร. ครั้นถึงคราวที่พระโอรสเสด็จดำเนินไปมาได้ สัตว์ผู้มีบุญอื่นก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระราชเทวี. เมื่อพระโอรสนั้นประสูติโดยสวัสดี ในวันขนานพระนาม พระชนกชนนีตั้งพระนามว่า พรหมทัตกุมาร. ในพระราชกุมารทั้งสองพระองค์ พระโพธิสัตว์เมื่อมีพระชนม์ได้สิบหกพรรษา เสด็จไปเมืองตักกสิลา ทรงศึกษาไตรเพทและศิลปะทุกชนิด อันเป็นพื้นฐานของวิชาสิบแปดประการหาผู้เปรียบมิได้ในศิลปะยิงธนูแล้วเสด็จกลับกรุงพาราณสี.
พระราชาเมื่อจะเสด็จสวรรคต ได้มีพระราชโองการว่าให้มอบราชสมบัติแก่อสทิสราชกุมาร ให้ตำแหน่งอุปราชแก่พรหมทัตกุมาร. แล้วก็เสด็จสวรรคต. เมื่อพระราชาเสด็จสวรรคตแล้ว เมื่อเขาจะมอบราชสมบัติให้ พระโพธิสัตว์ทรงปฏิเสธว่า เราไม่ต้องการราชสมบัติ จึงอภิเษกพรหมทัตราชกุมารให้ครองราชสมบัติ. พระโพธิสัตว์รับสั่งว่า เราไม่ต้องการยศจึงไม่ทรงปรารถนาอะไรทั้งสิ้น. เมื่อพระเจ้าน้องยาเธอครองราชสมบัติ พระโพธิสัตว์ก็ทรงสถิตย์อยู่โดยอาการเหมือนพระราชาตามปกตินั่นเอง. พวกข้าทูลละอองธุลีพระบาท พากันกล่าวให้ร้ายพระโพธิสัตว์ในราชสำนักว่า อสทิสราชกุมารทรงปรารถนาราชสมบัติ. พรหมทัตราชาก็ทรงเชื่อคำของพวกเขา จึงมีพระทัยแตกแยก ทรงส่งราชบุรุษไปสำทับว่า พวกท่านจงจับพระเจ้าพี่ของเรา. ครั้งนั้น มีผู้หวังดีต่อพระโพธิสัตว์คนหนึ่ง แจ้งเหตุการณ์นั้นให้ทรงทราบ. พระโพธิสัตว์ทรงกริ้วพระกนิษฐภาดา เสด็จไปยังแคว้นอื่น แล้วให้คนกราบทูลแด่พระราชาว่ามีนักยิงธนูคนหนึ่งมายืนอยู่ที่ประตูพระราชวัง. พระราชารับสั่งถามว่า เขาต้องการค่าจ้างเท่าไร. กราบทูลว่าต้องการปีละหนึ่งแสนพระเจ้าข้า. รับสั่งว่า ดีแล้ว เข้ามาเถิด. พระราชาตรัสถามพระโพธิสัตว์ซึ่งมายืนอยู่ ณ ที่ใกล้ว่า เจ้าเป็นนักยิงธนูหรือ. กราบทูลว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า. รับสั่งว่าดีแล้ว จงรับราชการกับเรา. ตั้งแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์อยู่รับราชการกับพระราชา. พวกนักยิงธนูรุ่นเก่าเห็นค่าใช้จ่ายที่พระราชทานแก่พระโพธิสัตว์ จึงพากันยกโทษว่า ได้มากไป.
อยู่มาวันหนึ่งพระราชาเสด็จไปพระราชอุทยาน รับสั่งให้กั้นฉากม่านใกล้แผ่นศิลามงคล บรรทมเหนือราชอาสน์ใหญ่ใกล้ต้นมะม่วง ทอดพระเนตรดูเบื้องบนทรงเห็นมะม่วงพวงหนึ่งบนยอดไม้ ทรงดำริว่า ไม่มีใครสามารถขึ้นไปเอามะม่วงนี้ได้รับสั่งให้หาพวกนายขมังธนูมา มีพระดำรัสว่า พวกเจ้าสามารถใช้ลูกศรยิงมะม่วงพวงนี้ให้ตกได้หรือ. พวกนายขมังธนูกราบทูลว่า ขอเดชะข้อนี้ไม่เป็นการยากสําหรับพวกข้าพระองค์ ทั้งพระองค์ก็ได้ทรงเคยเห็นฝีมือของพวกข้าพระองค์มาหลายครั้งแล้ว แต่นายขมังธนูที่มาใหม่ได้ค่าใช้จ่ายมากกว่าพวกข้าพระองค์ขอได้ทรงโปรดให้เขายิงเถิดพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้หาพระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่า เจ้าสามารถยิงมะม่วงพวงนั้นให้ตกลงมาได้หรือ. กราบทูลว่า เมื่อได้ที่ว่างสักแห่งหนึ่งจักสามารถพระเจ้าข้า. รับสั่งถามว่า ที่ว่างตรงไหน. กราบทูลว่าที่ว่างภายในที่บรรทมของพระองค์พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้ย้ายที่พระบรรทมแล้วพระราชทานที่ว่างให้. พระโพธิสัตว์ไม่มีธนูในพระหัตถ์. พระองค์ทรงเหน็บธนูไว้ในระหว่างพระภูษาเสด็จเที่ยวไป เพราะฉะนั้นพระองค์จึงตรัสว่า ควรจะได้ผ้าม่านสักผืน. พระราชารับสั่งให้นำผ้าม่านมากั้น. พระโพธิสัตว์เข้าไปภายในม่าน เปลื้องผ้าทรงชั้นนอกออก ทรงนุ่งผ้าแดงผืนหนึ่งผูกผ้าเคียนพุง คาดผ้าแดงผืนหนึ่งที่พระอุทร ทรงหยิบพระขรรค์พร้อมทั้งฝักออกจากถุง ทรงเหน็บไว้ด้านซ้าย ทรงสวมเสื้อสีทองเหน็บกระบอกแล่งศรไว้ข้างหลัง ทรงถือเมณฑกมหาธนู พร้อมทั้งเครื่องประกอบ ทรงโก่งสายสีแก้วประพาฬทรงสวมพระอุณหิส ทรงกวัดแกว่งลูกศรอันคมด้วยพระนขาทรงแหวกม่านเสด็จออกไปยังที่แผลงศร ดุจนาคกุมารตกแต่งกายชำแรกแผ่นดินออกมาฉะนั้น ครั้นพาดลูกศรแล้วจึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จะให้มะม่วงพวงนี้ตกลงมาด้วยลูกศรตอนขึ้นหรือลูกศรตอนลง พระเจ้าข้า. รับสั่งว่าพ่อคุณเอ๋ย คนเป็นอันมากเขายิงลูกศรตอนขึ้น เราเคยเห็น แต่ยิงด้วยลูกศรตอนลงเราไม่เคยเห็น เจ้าจงยิงให้ตกด้วยลูกศรตอนลงเถิด. กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ลูกศรนี้จักขึ้นไปไกลจนกระทั่งถึงพิภพท้าวจาตุมหาราช แล้วจักลงมาเอง ขอพระองค์จงอดพระทัยรอจนกว่าลูกศรจะลงมาเถิดพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ดีละ. ต่อมาพระโพธิสัตว์จึงกราบทูลพระราชาอีกว่าข้าแต่มหาราช ลูกศรนี้เมื่อขึ้นจักแหวกขึ้นไประหว่างกลางขั้วพวงมะม่วง การขึ้นไปจักไม่ส่ายไปข้างโน้น มาข้างนี้แม้เพียงปลายเกศา จักตกลงมาตามแนวถูกพวงมะม่วงแล้วจึงหล่น ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรเถิดพระเจ้าข้า. พระโพธิสัตว์จึงออกกำลังผาดแผลงไป. ลูกศรนั้นทะลุผ่านหว่างกลางขั้วมะม่วงขึ้นไป. พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า บัดนี้ลูกศรนั้นเห็นจักถึงพิภพชั้นจาตุมหาราชแล้ว จึงทรงเร่งกำลังให้มากกว่าศรที่ยิงไปครั้งแรก แล้วทรงยิงไปอีกลูกหนึ่ง. ลูกศรนั้นจึงขึ้นไปกระทบท้ายลูกศรเดิม ปัดให้กลับลง แล้วศรลูกที่สองก็เลยขึ้นไปถึงภพดาวดึงส์. เทวดาทั้งหลายในภพนั้น ได้จับลูกศรนั้นไว้. เสียงแหวกอากาศของลูกศรที่กลับ คล้ายกับเสียงสายฟ้า. เมื่อประชาชนพูดกันว่า นั่นเสียงอะไร พระโพธิสัตว์จึงบอกว่าเสียงลูกศรกลับจึงปลอบมหาชนที่สะดุ้งกลัว เพราะเกรงว่าลูกศรจะตกลงถูกร่างกายของตน ๆ ว่าอย่ากลัวเลย แล้วพูดต่อไปว่า เราจักไม่ให้ลูกศรตกถึงพื้นดิน. ลูกศรเมื่อขณะลงก็ไม่ส่ายไปข้างโน้นส่ายมาข้างนี้ ตกลงตามแนวตัดพวงมะม่วง. พระโพธิสัตว์ไม่ให้พวงมะม่วงและลูกศรตกถึงพื้นดิน รับไว้บนอากาศ มือหนึ่งรับพวงมะม่วง มือหนึ่งรับลูกศร. มหาชนได้เห็นความอัศจรรย์นั้นจึงพากันกล่าวว่า อย่างนี้พวกเราไม่เคยเห็น พากันสรรเสริญส่งเสียงปรบมือ ดีดนิ้ว โบกผ้าเป็นจำนวนพัน. ทรัพย์ที่ราชบริษัทยินดีร่าเริงมอบให้แก่พระโพธิสัตว์ประมาณหนึ่งโกฏิ. แม้พระราชาก็ได้พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก พระราชทานยศอันยิ่งใหญ่ แก่พระโพธิสัตว์ ราวกับลูกเห็บตก. เมื่อพระราชาพระองค์นั้นสักการะเคารพพระโพธิสัตว์ ซึ่งพำนัก ณ ที่นั้นอย่างนี้. พระราชาเจ็ดพระนครครั้นทรงทราบว่า ข่าวว่าอสทิสราชกุมารมิได้อยู่ในกรุงพาราณสี จึงพากันยกพลมาล้อมกรุงพาราณสี แล้วส่งสาส์นถวายพระราชาว่า จะมอบราชสมบัติให้ หรือจะรบ. พระราชาทรงกลัวมรณภัย ตรัสถามว่า พระเจ้าพี่ของเราประทับอยู่ที่ไหน ครั้นทรงสดับว่า พระเจ้าพี่รับราชการอยู่กับกษัตริย์สามนตราชพระองค์หนึ่ง จึงทรงส่งทูตไปรับพร้อมกับมีพระดำรัสว่า เมื่อพระเจ้าพี่ของเราไม่เสด็จกลับมาเราก็จะไม่มีชีวิตอยู่ได้ พวกเจ้าจงไป จงไปถวายบังคมแทบพระบาท แล้วขอให้ทรงยกโทษตามคำของเรา เชิญเสด็จกลับมาเถิด. พวกทูตพากันไปกราบทูลเรื่องราวถวายพระโพธิสัตว์ให้ทรงทราบ. พระโพธิสัตว์กราบถวายบังคมลาพระราชาพระองค์นั้น เสด็จกลับไปกรุงพาราณสี ทรงปลอบพระราชาว่าอย่ากลัวเลย แล้วทรงจารึกอักขระลงที่ลูกศร ใจความว่า เราชื่อว่า อสทิสราชกุมารกลับมาแล้ว จะยิงศรอีกลูกหนึ่งมาล้างชีวิตของพวกท่านทั้งหมดเสีย ผู้ต้องการรอดชีวิตจงหนีไป เราจะไม่ให้เกิดโลหิตแม้แต่แมลงวันตัวเล็กดื่ม เสร็จแล้วจึงเสด็จประทับที่ป้อมปราการ แผลงศรให้ตกลงบนสุวรรณภาชนะประมาณ ๑ ศอกกำ ขณะที่พระราชาเจ็ดพระนครกำลังเสวยอยู่. พระราชาเหล่านั้น ครั้นทอดพระเนตรเห็นอักขระที่ลูกศรแล้วก็พากันตกพระทัยกลัวต่อมรณภัย ต่างพระองค์ก็เสด็จหนีไปสิ้น. พระโพธิสัตว์ทรงขับพระราชาเจ็ดพระองค์ให้หนีไป โดยมิได้ทรงทำให้เกิดโลหิตแม้แต่เพียงแมลงวันตัวเล็กดื่มอย่างนี้แล้วจึงลาพระกนิษฐภาดา สละกามบวชเป็นฤาษียังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด เมื่อสิ้นพระชนม์ก็เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสทิสราชกุมารทรงขับพระราชาเจ็ดพระนครให้หนีไป ทรงได้ชัยชนะสงครามแล้วทรงผนวชเป็นฤาษีอย่างนี้ เมื่อทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้ว ได้ตรัสพระคาถาว่า :-
เจ้าชายพระนามว่าอสทิสราชกุมารเป็น นักธนู มีกำลังมาก ยิงธนูให้ไปตกในที่ไกล ๆ ได้ ยิงไม่พลาด สามารถทำลายของกองใหญ่ ๆ ได้. พระองค์ทรงทำการรบให้ข้าศึกทั้งปวง หนีไป แต่มิได้เบียดเบียนใคร ๆ เลย ทรงทำ พระกนิษฐภาดาให้มีความปลอดภัย แล้วก็เข้า ถึงความสำรวม.
บทว่า อสทิโส ความว่า มิใช่ไม่เสมอเหมือนโดยพระนามเท่านั้น แม้พระกำลัง พระวิริยะและพระปัญญาก็ไม่มีผู้เสมอเหมือน. บทว่า มหพฺพโล คือทรงกำลังกายมาก. บทว่า ทูเรปาเหติ ความว่า ชื่อว่ายิงได้ไกล เพราะสามารถส่งลูกศรไปจากภพจาตุมหาราชจนถึงภพดาวดึงส์ได้. บทว่า อกฺขณเวธี คือ ยิงไม่ผิด. อีกอย่างหนึ่งสายฟ้าเรียกว่าอักขณะ. อธิบายว่าชั่วฟ้าแลบคราวหนึ่ง ยิงได้เจ็ดแปดครั้งด้วยแสงนั้น เพราะเหตุนั้นจึงเรียกว่ายิงได้เร็ว. บทว่า มหากายปฺปพาลิโน ได้แก่ ทำลายของกองใหญ่ ๆ ได้. กองใหญ่มีเจ็ดอย่าง คือ กองหนัง กองไม้กองโลหะ กองเหล็ก กองทราย กองน้ำ กองแผ่นกระดาน. ในกองเหล่านั้น คนอื่นเมื่อจะทำลายกองหนัง แม้หนังกระบือก็ยิงทะลุ แต่พระโพธิสัตว์นั้นยิงหนังกระบือซ้อนกันตั้งร้อยแผ่นให้ทะลุได้. คนอื่นยิงกระดานไม้มะเดื่อหนาแปดนิ้ว ยิงกระดานไม้ประดู่หนาสี่นิ้วทะลุได้ แต่พระโพธิสัตว์ยิงกระดานเหล่านั้นมัดรวมกันหนาตั้งร้อยนิ้วทะลุได้ แผ่นทองหนาสองนิ้ว แผ่นเหล็กหนาหนึ่งนิ้ว ก็เช่นเดียวกัน เกวียนบรรทุกทราย บรรทุกกระดาน พระโพธิสัตว์ยิงเข้าส่วนหลังให้ทะลุออกได้ทางส่วนหน้า. ตามปกติในน้ำ พระโพธิสัตว์ยิงศรแหวกได้ไกลสี่อุสุภะ. บนบกไกลแปดอุสุภะ พระโพธิสัตว์ทำลายของกองใหญ่ ๆ เหล่านี้ได้จึงชื่อว่า ผู้ทำลายของกองใหญ่ได้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า สพฺพามิตฺเต ได้แก่ข้าศึกทั้งหมด. บทว่า รณํ กตฺวา ได้แก่ทำการรบให้ข้าศึกหนีไป. บทว่า น จ กิญฺจิ วิเหยิ คือ ไม่เบียดเบียนใคร ๆ เลย. แต่ทรงต่อสู้กับข้าศึกเหล่านั้นด้วยใช้ศรนั้นเอง ไม่ให้ลำบาก. บทว่า สญฺมํ อชฺฌุปาคมิ ได้แก่เข้าถึงความสำรวมด้วยศีล คือ บรรพชา.
พระศาสดาครั้นทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ อย่างนี้แล้ว ทรงประชุมชาดก. พระกนิษฐภาดาในครั้งนั้นได้เป็นอานนท์ในครั้งนี้ ส่วนอสทิสกุมาร คือ เราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาอสทิสชาดกที่ ๑
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๗๑–๑๗๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔ อสทิสวคฺควณฺณนา
๑ อสทิสชาตกํ ฯ
ธนุคฺคโห อสทิโสติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มหาภินิกฺขมนํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เอกทิวสํ หิ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิสินฺนา ภควโต มหาภิเนกฺขมฺมปารมึ วณฺเณนฺตา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว ตถาคโต อิทาเนว มหาภินิกฺขมนํ นิกฺขมนฺโต ปุพฺเพปิ เสตจฺฉตฺตํ ปหาย นิกฺขมนฺโต เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ตสฺส อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ตสฺส โสตฺถินา ชาตสฺส นามคฺคหณทิวเส อสทิสกุมาโรติ นามํ กรึสุ ฯ อถสฺส อาธาวิตฺวา ปริธาวิตฺวา วิจรณกาเล อญฺโญ ปุญฺญวา สตฺโต เทวิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ ฯ ตสฺส โสตฺถินา ชาตสฺส นามคฺคหณทิวเส พฺรหฺมทตฺตกุมาโรติ นามํ กรึสุ ฯ เตสุ โพธิสตฺโต โสฬสวสฺสิกกาเล ตกฺกสิลายํ คนฺตฺวา ทิสาปาโมกฺขสฺส อาจริยสฺส สนฺติเก ตโย เวเท อฏฺฐารส จ วิชฺชุฏฺฐานานิ สพฺพสิปฺปานิ จ อุคฺคณฺหิตฺวา อิสฺสาสสิปฺเป อสทิโส หุตฺวา พาราณสึ ปจฺจาคมิ ฯ ราชา กาลํ กุรุมาโน อสทิสกุมารสฺส รชฺชํ ทตฺวา พฺรหฺมทตฺตสฺส อุปรชฺชํ เทถาติ วตฺวา กาลมกาสิ ฯ ตสฺมึ กาลกเต โพธิสตฺโต อตฺตโน รชฺเช ทิยมาเน มยฺหํ รชฺเชน อตฺโถ นตฺถีติ ปฏิกฺขิปิ ฯ พฺรหฺมทตฺตํ รชฺเช อภิสิญฺจึสุ ฯ โพธิสตฺโต มยฺหํ ยเสน อตฺโถ นตฺถีติ กิญฺจิปิ น อิจฺฉิ ฯ กนิฏฺเฐ รชฺชํ กาเรนฺเต ปกติยา ว ราชากาเรเนว วสิ ฯ ราชปาทมูลิกา อสทิสกุมาโร รชฺชํ ปตฺเถตีติ วตฺวา รญฺโญ สนฺติเก โพธิสตฺตํ ปริภินฺทึสุ ฯ โสปิ เตสํ วจนํ คเหตฺวา ปริภินฺนจิตฺโต ภาตรํ เม คณฺหถาติ มนุสฺเส อุยฺโยเชสิ ฯ อเถโก โพธิสตฺตสฺส อตฺถจรโก ตํ การณํ อาโรเจสิ ฯ โพธิสตฺโต กนิฏฺฐภาติกสฺส กุปฺปิตฺวา อญฺญํ รฏฺฐํ คนฺตฺวา เอโก ธนุคฺคโห อาคนฺตฺวา ราชทฺวาเร ฐิโตติ รญฺโญ อาโรจาเปสิ ฯ ราชา กิตฺตกํ โภคํ อิจฺฉตีติ ปุจฺฉิ ฯ เอกสํวจฺฉเร สตสหสฺสนฺติ ฯ สาธุ อาคจฺฉตูติ ฯ อถ นํ อาคนฺตฺวา สมีเป ฐิตํ ปุจฺฉิ ตฺวํ ธนุคฺคโหติ ฯ อาม เทวาติ ฯ สาธุ มํ อุปฏฺฐหีติ ฯ โส ตโต ปฏฺฐาย ราชานํ อุปฏฺฐหิ ฯ ตสฺส ปริพฺพยํ ทิยมานํ ทิสฺวา อติพหุํ ลภตีติ โปราณธนุคฺคหา อุชฺฌายึสุ ฯ อเถกทิวสํ ราชา อุยฺยานํ คนฺตฺวา มงฺคลสิลาปฏฺฏสมีเป สาณิปาการํ ปริกฺขิปาเปตฺวา อมฺพรุกฺขมูเล มหาสยเน นิปนฺโน อุทฺธํ โอโลเกนฺโต รุกฺขคฺเค เอกํ อมฺพปิณฺฑึ ทิสฺวา อิมํ น สกฺกา อภิรูหิตฺวา คณฺหิตุนฺติ ธนุคฺคเห ปกฺโกสาเปตฺวา อิมํ อมฺพปิณฺฑึ สเรน ฉินฺทิตฺวา ปาเตตุํ สกฺขิสฺสถาติ อาห ฯ น เอตํ เทว อมฺหากํ ครุ, เทเวน ปน โน พหุวาเร กมฺมํ ทิฏฺฐปุพฺพํ, อธุนาคโต ธนุคฺคโห อมฺเหหิ พหุตรํ ลภติ, ตํ ปาตาเปถาติ ฯ ราชา โพธิสตฺตํ ปกฺโกสาเปตฺวา สกฺขิสฺสสิ ตาต เอตํ ปาเตตุนฺติ ปุจฺฉิ ฯ เอกํ โอกาสํ ลภมาโน สกฺขิสฺสามีติ ฯ กตรํ โอกาสนฺติ ฯ ตุมฺหากํ สยนสฺส อนฺโตกาสนฺติ ฯ ราชา สยนํ หราเปตฺวา โอกาสํ กาเรสิ ฯ โพธิสตฺตสฺส หตฺเถ ธนุ นตฺถิ, นิวาสนนฺตเร ธนุํ สนฺนยฺหิตฺวา วิจรติ, ตสฺมา สาณึ ลทฺธุํ วฏฺฏตีติ อาห ฯ ราชา สาณึ อาหราเปตฺวา ปริกฺขิปาเปสิ ฯ โพธิสตฺโต อนฺโตสาณึ ปวิสิตฺวา อุปรินิวตฺถวตฺถํ ๑- นีหริตฺวา เอกํ รตฺตวตฺถํ นิวาเสตฺวา กจฺฉํ พนฺธิตฺวา เอกํ รตฺตวตฺถํ อุทเร พนฺธิตฺวา ปสิพฺพกโต สนฺธิยุตฺตํ ขคฺคํ นีหริตฺวา วามปสฺเส สนฺนยฺหิตฺวา สุวณฺณกญฺจุกํ ปฏิมุญฺจิตฺวา จาปนาลึ ปิฏฺฐิยํ สนฺนยฺหิตฺวา สนฺธิยุตฺตํ เมณฺฑกมหาธนุํ อาทาย ปวาฬวณฺณชิยํ อาโรเปตฺวา อุณฺหีสํ สีเส ปฏิมุญฺจิตฺวา ติขิณขุรปฺปํ นเขหิ ปริวตฺตยมาโน สาณึ ทฺวิธา กตฺวา ปฐวึ ผาเลตฺวา อลงฺกตนาคกุมาโร วิย นิกฺขมิตฺวา สรขิปนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ขุรปฺปํ สนฺนยฺหิตฺวา ราชานํ อาห กึ มหาราช เอตํ อมฺพปิณฺฑึ อุทฺธํ อาโรหณกณฺเฑน ปาเตมิ อุทาหุ โอโรหณกณฺเฑนาติ ๒- ฯ ตาต พหู มยา อาโรหณกณฺเฑน ปาเตนฺตา ทิฏฺฐปุพฺพา, โอโรหณกณฺเฑน ปาเตนฺตา มยา น ทิฏฺฐปุพฺพา, โอโรหณกณฺเฑน ปาเตหีติ ฯ มหาราช อิทํ กณฺฑํ ทูรํ อาโรหิสฺสติ, ยาว จาตุมฺมหาราชิกภวนํ ตาว คนฺตฺวา สยํ โอโรหิสฺสติ, ยาวสฺส โอโรหณํ ตาว ตุมฺเหหิ อธิวาเสตุํ วฏฺฏตีติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ อุปรินิวตฺถเสตวตฺถนฺติปิ ฯ ๒ อโธ โอโรหณกณฺเฑนาตีติปิ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิ ฯ อถ นํ ปุน อาห มหาราช อิทํ กณฺฑํ อาโรหมานํ อมฺพปิณฺฑิวณฺฏํ ยาวมชฺฌํ กนฺตมานํ อาโรหิสฺสติ, โอโรหณํ เกสคฺคมตฺตมฺปิ อิโต วา เอตฺโต วา อคนฺตฺวา โอธิยญฺเญว ปติตฺวา อมฺพปิณฺฑึ คเหตฺวา โอตริสฺสติ, ปสฺส มหาราชาติ ฯ เวคํ ชเนตฺวา กณฺฑํ ขิปิ ฯ ตํ กณฺฑํ อมฺพปิณฺฑิวณฺฏํ ยาวมชฺฌํ กนฺตมานํ อภิรูหิ ฯ โพธิสตฺโต อิทานิ ตํ กณฺฑํ ยาว จาตุมฺมหาราชิกภวนํ คตํ ภวิสฺสตีติ ญตฺวา ปฐมขิตฺตกณฺฑโต อธิกตรํ เวคํ ชเนตฺวา อญฺญํ กณฺฑํ ขิปิ ฯ ตํ คนฺตฺวา ปุริมกณฺฑํ ปุงฺเข ปหริตฺวา นิวตฺตาเปตฺวา สยํ ตาวตึสภวนํ อภิรูหิ ฯ ตตฺถ นํ เทวตา อคฺคเหสุํ ฯ นิวตฺตนกณฺฑสฺส วาตจฺฉินฺนสทฺโท อสนิสทฺโท วิย อโหสิ ฯ มหาชเนน กึสทฺโท เอโสติ วุตฺเต โพธิสตฺโต นิวตฺตนกณฺฑสฺส สทฺโทติ วตฺวา อตฺตโน อตฺตโน สรีเร กณฺฑสฺส ปตนภเยน ภีตตสิตํ มหาชนํ มา ภายิตฺถาติ อสฺสาเสตฺวา กณฺฑสฺส ภูมิยํ ปติตุํ น ทสฺสามีติ อาห ฯ กณฺฑํ โอตรมานํ เกสคฺคมตฺตมฺปิ อิโต วา เอตฺโต วา อคนฺตฺวา โอธิยญฺเญว ปติตฺวา อมฺพปิณฺฑึ ฉินฺทิ ฯ โพธิสตฺโต อมฺพปิณฺฑิยา จ กณฺฑสฺส จ ภูมิยํ ปติตุํ อทตฺวา อากาเส เยว สมฺปฏิจฺฉนฺโต เอเกน หตฺเถน อมฺพปิณฺฑึ เอเกน หตฺเถน กณฺฑํ อคฺคเหสิ ฯ มหาชโน ตํ อจฺฉริยํ ทิสฺวา น โน เอวรูปํ ทิฏฺฐปุพฺพนฺติ มหาปุริสํ ปสํสติ อุนฺนทติ อปฺโผเฏติ ๑- องฺคุลิโย วิธุนติ เจลุกฺเขปสหสฺสานิ ปวตฺเตติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ อปฺโปเฐตีติปิ ฯ ราชปริสาย ตุฏฺฐหฏฺฐาย โพธิสตฺตสฺส ทินฺนํ ธนโกฏิมตฺตํ อโหสิ ฯ ราชาปิสฺส ฆนวสฺสํ วสฺสนฺโต วิย พหุธนํ มหนฺตํ ยสํ อทาสิ ฯ เอวํ โพธิสตฺเต เตน รญฺญา สกฺกเต ครุกเต ตตฺถ วสนฺเต, อสทิสกุมาโร กิร พาราณสิยํ นตฺถีติ สตฺต ราชาโน อาคนฺตฺวา พาราณสึ ปริวาเรตฺวา รชฺชํ วา เทตุ ยุทฺธํ วาติ รญฺโญ ปณฺณํ เปเสสุํ ฯ ราชา มรณภยภีโต กุหึ เม ภาตา วสตีติ ปุจฺฉิตฺวา เอกํ สามนฺตราชานํ อุปฏฺฐาสีติ สุตฺวา มม ภาติเก อนาคจฺฉนฺเต มยฺหํ ชีวิตํ นตฺถิ, คจฺฉถ อสฺส มม วจเนน ปาเท วนฺทิตฺวา ขมาเปตฺวา คณฺหิตฺวา อาคจฺฉถาติ ทูเต ปาเหสิ ฯ เต คนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส ปวตฺตึ อาโรเจสุํ ฯ โพธิสตฺโต ตํ ราชานํ อาปุจฺฉิตฺวา พาราณสึ ปจฺจาคนฺตฺวา ราชานํ มา ภายีติ สมสฺสาเสตฺวา กณฺเฑ อกฺขรานิ ฉินฺทิตฺวา อหํ อสทิสกุมาโร อาคโต อญฺญํ เอกกณฺฑํ ขิปนฺโต สพฺเพสํ โว ชีวิตํ มาเรสฺสามิ, ชีวิเตน อตฺถิกา ปลายนฺตุ, ขุทฺทกมกฺขิกาย ปิวนมตฺตมฺปิ โลหิตํ อนุปฺปาเทมีติ อฏฺฏาลเก ฐตฺวา สตฺตนฺนํ ราชูนํ ภุญฺชนฺตานํ กาญฺจนปาฏิมกุเล เยว กณฺฑํ ปาเตสิ ฯ เต อกฺขรานิ ทิสฺวา มรณภยภีตา สพฺเพ ปลายึสุ ฯ เอวํ โพธิสตฺโต ขุทฺทกมกฺขิกาย ปิวนมตฺตมฺปิ โลหิตํ อนุปฺปาเทตฺวา สตฺต ราชาโน ปลาเปตฺวา กนิฏฺฐภาตรํ อวโลเกตฺวา กาเม ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา ชีวิตปริโยสาเน พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ
สตฺถา เอวํ ภิกฺขเว อสทิสกุมาโร สตฺต ราชาโน ปลาเปตฺวา ชิตสงฺคาโม อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิโตติ วตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมา คาถา อโวจ
ธนุคฺคโห อสทิโส ราชปุตฺโต มหพฺพโล
ทูเร ปาเหติ อกฺขณเวธี มหากายปฺปทาลิโน
สพฺพามิตฺเต รณํ กตฺวา น จ กิญฺจิ วิเหฐยิ
ภาตรํ โสตฺถึ กตฺวาน สญฺญมํ อชฺฌุปาคมีติ ฯ
ตตฺถ อสทิโสติ น เกวลํ นาเมเนว พลวิริยปญฺญาหิปิ อสทิโส ว ฯ มหพฺพโลติ กายพเลนปิ มหพฺพโล ฯ ทูเร ปาเหตีติ ยาว จาตุมฺมหาราชิกภวนา ตาวตึสภวนา กณฺฑํ เปเสตุํ สมตฺถตาย ทูเร ปาเหติ ฯ อกฺขณเวธีติ อวิราธิกเวธี ฯ อถ วา อกฺขณํ วุจฺจติ วิชฺชุ, ยาว เอกา วิชฺชุ นิจฺฉรติ ตาว เตโนภาเสน สตฺตฏฺฐวาเร กณฺฑานิ คเหตฺวา วิชฺฌตีติ อกฺขณเวธี ฯ มหากายปฺปทาลิโนติ มหนฺเต กาเย ปทาเลติ ฯ จมฺมกาโย ทารุกาโย โลหกาโย อยกาโย วาลิกกาโย อุทกกาโย ผลกกาโยติ อิเม สตฺตกายา นาม ฯ ตตฺถ อญฺโญ จมฺมกายํ ปทาเลนฺโต มหิสจมฺมมฺปิ วินิวิชฺฌติ ฯ โส ปน สตมฺปิ มหิสจมฺมานิ วินิวิชฺฌติ เยว ฯ อญฺโญ อฏฺฐงฺคุลพหลํ อุทุมฺพรปทรํ จตุรงฺคุลพหลํ อสนปทรํ วินิวิชฺฌติ, โส ปน ผลกสตมฺปิ เอกโต พทฺธํ วินิวิชฺฌติ, ตถา ทฺวงฺคุลพหลํ ตมฺพโลหปฏฺฏํ องฺคุลพหลํ อยปฏฺฏํ วาลิกสกฏสฺส ปทรสกฏสฺส วา ปจฺฉาภาเค กณฺฑํ ปเวเสตฺวา ปุรภาเคน อติปาเตติ ฯ ปกติยา อุทเก จตุอุสุภฏฺฐานํ กณฺฑํ ปเวเสสิ ถเล อฏฺฐุสุภนฺติ เอวํ อิเมสํ สตฺตนฺนํ มหากายานํ ปทาลนโต มหากายปฺปทาลิโน ฯ สพฺพามิตฺเตติ สพฺเพ อมิตฺเต ฯ รณํ กตฺวาติ ยุทฺธํ กตฺวา ปลาเปสีติ อตฺโถ ฯ น จ กิญฺจิ วิเหฐยีติ เอกมฺปิ น วิเหเฐยฺย ฯ อวิเหฐยนฺโต ปน เตหิ สทฺธึ กณฺฑเปสเนน รณํ กตฺวา ฯ สญฺญมํ อชฺฌุปาคมีติ สีลสญฺญมํ ปพฺพชฺชํ อุปคโตติ ฯ
เอวํ สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ เทเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา กนิฏฺฐภาตา อานนฺโท อโหสิ, อสทิสกุมาโร ปน อหเมวาติ ฯ
อสทิสชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗