สังคามาวจรชาดก
ว่าด้วยช้างเข้าสงคราม
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๓ · บรรทัด ๑๓๑๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภพระนันทเถระ. ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สงฺคามาวจโร สูโร ดังนี้.
เรื่องพิสดารมีอยู่ว่า เมื่อพระศาสดาเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์โดยเสด็จไปเป็นครั้งแรก ทรงให้นันทกุมารพระกนิษฐภาดาทรงผนวชแล้วเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เสด็จไปประทับ ณกรุงสาวัตถีโดยลำดับ ท่านพระนันทะระลึกถึงวาจาที่นางชนปทกัลยาณี ผู้สดับข่าวในคราวที่ท่านนันทะถือบาตรออกจากพระตำหนักกับพระตถาคตว่า นับว่านันทกุมารเสด็จไปพร้อมกับพระศาสดา แล้วมองดูทางหน้าต่างทั้ง ๆ ที่เกล้าผมได้ครึ่งเดียวร้องขึ้นว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่กลับมาเร็ว ๆ จึงเกิดกระสัน ไม่มีความยินดี เกิดพระโรคผอมเหลืองมีพระกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น.
พระศาสดาทรงทราบเรื่องของพระนันทะแล้ว จึงทรงดำริว่า ถ้ากระไรเราจักให้นันทะดำรงอยู่ในอรหัตผล แล้วเสด็จไปยังที่อยู่ของพระนันทะ ประทับนั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดเตรียมไว้ ตรัสถามว่า ดูก่อนนันทะ เธอไม่ยินดีในศาสนานี้กระมัง. กราบทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์มีจิตปฏิพัทธ์นางชนปทกัลยาณี จึงไม่ยินดี. ตรัสถามว่า ดูก่อนนันทะ เธอเคยจาริกไปป่าหิมพานต์หรือเปล่า. กราบทูลว่าไม่เคยไปเลยพระพุทธเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนนันทะ ถ้าเช่นนั้นเราไปกัน. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีฤทธิ์จะไปได้อย่างไรพระพุทธเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนนันทะ เราจะพาเธอไปด้วยกำลังฤทธิ์ของเราเอง แล้วทรงจับมือพระนันทะเหาะขึ้นไปสู่อากาศ ทรงแสดงถึงนาที่ถูกไฟไหม้แห่งหนึ่งในระหว่างทางแล้วทรงแสดงถึงนางลิงตัวหนึ่งซึ่งมีจมูกและหางด้วน มีขนถูกไฟไหม้ มีผิวเป็นริ้วรอย หุ้มห่อไว้เพียงแต่หนัง นั่งจับเจ่าอยู่บนตอไฟไหม้ แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนนันทะ เธอเห็นลิงตัวนั้นไหม. กราบทูลว่า เห็นพระพุทธเจ้าข้า. ตรัสว่า เธอจงกำหนดไว้ให้ดี. ครั้นแล้วก็ทรงพาพระนันทะไปทรงชี้ให้ดูพื้นมโนสิลา ประมาณหกสิบโยชน์ สระใหญ่เจ็ดสระ มีสระอโนดาตเป็นต้น แม่น้ำใหญ่ห้าสาย และเขาหิมพานต์อันน่ารื่มรมย์หลายร้อยลูก ซึ่งเรียงรายไปด้วยเขาทอง เขาเงิน และเขาแก้วมณี แล้วตรัสถามว่าดูก่อนนันทะ เธอเคยเห็นภพดาวดึงส์หรือ กราบทูลว่า ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนนันทะ เธอจงมาเราจักแสดงภพดาวดึงส์แก่เธอ แล้วทรงพาไปถึงภพดาวดึงส์ ประทับนั่งเหนือมัณฑุกัมพลศิลาอาสน์. ท้าวสักกเทวราช พร้อมด้วยหมู่เทวดาในเทวโลกทั้งสอง ก็พากันเสด็จมาถวายบังคม ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนหนึ่ง. เหล่าเทพอัปสรประมาณ ๕๐๐ มีสีเท้าเหมือนสีเท้านกพิราบ ผู้เป็นนางบำเรอ นับได้สองร้อยห้าสิบโกฏิก็พากันมาถวายบังคมนั่งอยู่ข้างหนึ่ง.
พระศาสดาทรงให้พระนันทะดูนางอัปสร ๕๐๐ เหล่านั้นบ่อย ๆ ด้วยอำนาจกิเลส ตรัสถามว่า นันทะ เธอเห็นนางอัปสรสีเท้านกพิราบเหล่านี้ไหมเล่า. กราบทูลว่า เห็นพระพุทธเจ้าข้า. ตรัสถามว่า นางอัปสรเหล่านี้งาม หรือนางชนปทกัลยาณีงาม. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ นางลิงขนเกรียนเทียบกับนางนางชนปทกัลยาณีฉันใด นางชนปทกัลยาณีก็ฉันนั้น เมื่อเทียบกับนางอัปสรเหล่านี้ (ก็เทียบได้เพียงนางลิง). ตรัสถามว่า นันทะบัดนี้เธอจักทำอย่างไรเล่า. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ทำกรรมอะไรจึงจะได้นางอัปสรเหล่านี้. ตรัสว่า บำเพ็ญสมณธรรมซิ. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ หากพระผู้มีพระภาคเป็นผู้รับรองเพื่อให้นางเหล่านี้ ข้าพระพุทธเจ้าจักบำเพ็ญสมณธรรม. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนนันทะ จงบำเพ็ญสมณธรรมเถิด เราจะเป็นผู้รับรองเธอ. พระเถระถือพระตถาคตเป็นผู้รับรองในท่ามกลางหมู่เทวดาแล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์อย่าทำให้เนิ่นช้านัก เชิญเสด็จมา ไปกันเถิด ข้าพระองค์จักบำเพ็ญสมณธรรมพระศาสดาพาพระนันทะไป กลับไปสู่พระเชตวันอย่างเดิม. พระเถระเริ่มบำเพ็ญสมณธรรม. พระศาสดาตรัสเรียกพระธรรมเสนาบดีมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร นันทะน้องชายของเรา ได้ยึดเราเป็นผู้รับรอง เพราะเรื่องนางเทพอัปสรทั้งหลายในท่ามกลางหมู่เทวดาในดาวดึงส์เทวโลก. โดยอุบายนี้แหละพระองค์ทรงแจ้งแก่ภิกษุที่เหลือโดยมากแก่อสีติมหาสาวกเป็นต้นว่า พระมหาโมคคัลลานะเถระ พระมหากัสสปเถระพระอนุรุทธเถระ พระอานนท์ผู้เป็นคลังพระธรรม. พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเข้าไปหาพระนันทเถระกล่าวว่า ท่านนันทะนัยว่าท่านยึดเอาพระทศพลเป็นผู้รับรอง ณ ท่ามกลางหมู่เทวดาในดาวดึงส์เทวโลกว่า เมื่อได้นางเทพอัปสรจักบำเพ็ญสมณธรรมจริงหรือ แล้วย้ำว่าเมื่อเป็นอย่างนี้การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของท่าน ก็เกี่ยวข้องด้วยมาตุคาม มิใช่หรือ ท่านนั้นไม่ต่างอะไรกับกรรมกรผู้รับจ้างทำการงานเพื่อต้องการสตรี ได้ทำให้พระเถระละอายยอมจำนน. พระอสิติมหาสาวกและภิกษุที่เหลือทั้งสิ้นได้ทำให้ท่านพระนันทะละอายโดยอุบายนี้. พระนันทะรำพึงว่า เราทำกรรมอันไม่สมควรหนอ แล้วประคองความเพียรให้มั่นคงด้วย หิริและโอตตัปปะ เจริญวิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัต เข้าไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญข้าพระพุทธเจ้าขอถอนคำรับรองของพระองค์ แม้พระศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนนันทะก็เธอบรรลุพระอรหัตเมื่อใด เมื่อนั้นเราก็พ้นจากคำรับรอง.
ภิกษุทั้งหลาย ครั้นทราบความนี้แล้วจึงประชุมกันในโรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านพระนันทะรูปนี้ อดทนต่อคำสอนตั้งมั่นหิริและโอตตัปปะไว้ด้วยโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น แล้วบำเพ็ญสมณธรรมบรรลุพระอรหัต. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าภิกษุทั้งหลายพวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อกราบทูลให้ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นันทะอดทนต่อคำสอนมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อน ก็อดทนต่อคำสอนเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลคนฝึกช้าง ครั้นเจริญวัยสำเร็จศิลปะฝึกช้าง แล้วรับราชการกับพระราชาผู้เป็นศัตรูของพระเจ้าพาราณสีพระองค์หนึ่ง. พระโพธิสัตว์ฝึกหัดช้างมงคลของพระราชานั้นไว้แล้วเป็นอย่างดี. พระราชานั้นทรงดำริว่า จักยึดราชสมบัติในกรุงพาราณสี จึงชวนพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นช้างมงคล เสด็จไปล้อมกรุงพาราณสีด้วยกองทัพใหญ่ แล้วทรงส่งสาส์นถึงพระราชาพรหมทัตว่า จะยกราชสมบัติถวายหรือจะรบ. พระราชาพรหมทัตตอบว่า เราจักรบแล้วรับสั่งให้พลนิกายประจำที่ประตูกำแพงและป้อมค่ายเตรียมรบ. พระราชาผู้มีศัตรู เอาเกราะหนังสวมช้างมงคล แม้พระองค์เองก็สวมหนังเสด็จขึ้นคอช้าง ทรงพระแสงขอคม ทรงไสช้างมุ่งสู่พระนครด้วยทรงหมายพระทัยว่า จักทำลายล้างพระนครปราบปัจจามิตรให้ถึงสิ้นชีวิต และยึดเอาราชสมบัติให้จนได้. ช้างมงคลเห็นทหารซัดทรายอันร้อนเป็นต้น ปล่อยหินยนต์และเครื่องประหารหลาย ๆ อย่าง ก็หวาดกลัวต่อความตายไม่อาจเข้าใกล้ได้จึงหลีกไป. ครั้งนั้นนายหัตถาจารย์เข้าไปหาช้างมงคลพูดปลอบว่า เจ้าก็กล้าหาญเข้าสงคราม ชื่อว่าการล่าถอยอย่างนี้ไม่สมควร เมื่อจะสอนช้างจึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ดูก่อนกุญชร ท่านปรากฏว่าเป็นผู้เคย เข้าสงคราม มีความแกล้วกล้า มีกำลังมาก เข้า มาใกล้เขื่อนประตูแล้ว เหตุไรจึงถอยกลับเสีย เล่า. ดูก่อนกุญชร ท่านจงหักลิ่มกลอนถอน เสาระเนียดและทำลายเขื่อนทั้งหลายแล้วเข้า ประตูให้ได้โดยเร็วเถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิติ วิสฺสุโต ความว่า ท่านเป็นผู้ปรากฏ คือ รู้กันทั่วไปอย่างนี้ว่า ชื่อว่าเคยเข้าสู่สงคราม เพราะเข้าสงครามย่ำยีประหัตประหารต่อสู้กัน ชื่อว่า กล้าหาญ เพราะมีใจบึกบึน และชื่อว่ามีกำลัง เพราะสมบูรณ์ด้วยกำลัง. บทว่า โตรณมาสชฺช ได้แก่ ถึงค่ายอันยันประตูเมืองแล้ว. บทว่า ปฏิกฺกมสิ คือ นายหัตถาจารย์พูดว่า ไฉนจึงท้อถอย คือ เพราะเหตุไรจึงกลับ. บทว่า โอมทฺท ได้แก่จงบุกเข้าไป คือ จงรุดหน้าเข้าไป. บทว่า เอสิกานิ จ อุพฺพห ความว่า เสาระเนียดที่เขาปักไว้มั่นคง ลึกลงไปในแผ่นดิน ๑๖ ศอก ๘ ศอก ที่ประตูเมืองมีอยู่ เจ้าจงขุด คือจงถอนเสาระเนียดนั้นโดยเร็วเถิด นายหัตถาจารย์ได้สั่งไว้. บทว่า โตรณานิ จ มทฺทิตฺวา คือ จงทำลายบานประตูนครเสีย. บทว่า ขิปฺปิ ปวิส คือ เจ้าจงรีบเข้าประตูเมือง. เรียกช้างว่า กุญฺชร.
ช้างมงคลได้ฟังดังนั้น ก็หันกลับเพราะคำสอนของพระโพธิสัตว์เพียงคำเดียวเท่านั้น แล้วใช้งวงพันเสาระเนียดถอนขึ้นเหมือนดังถอนเห็ดฉะนั้น แล้วทำลายเสาค่าย ถอดกกลอน พังประตูเมือง เข้าพระนครยึดราชสมบัติถวายพระราชา.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ช้างในครั้งนั้น ได้เป็นนันทะในครั้งนี้ พระราชาได้เป็นพระนันทะ ส่วนนายหัตถาจารย์ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสังคามาวจรชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๘๐–๑๘๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ สงฺคามาวจรชาตกํ
สงฺคามาวจโร สูโรติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต นนฺทตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
สตฺถริ หิ ปฐมคมเนน กปิลวตฺถุปุรํ คนฺตฺวา กนิฏฺฐภาติกํ นนฺทกุมารํ ปพฺพาเชตฺวา กปิลวตฺถุปุรา นิกฺขมฺม อนุปุพฺเพน สาวตฺถิยํ คนฺตฺวา วิหรนฺเต อายสฺมา นนฺโท ปตฺตํ อาทาย ตถาคเตน สทฺธึ เคหา นิกฺขมนกาเล นนฺทกุมาโร กิร สตฺถารา สทฺธึ คจฺฉตีติ สุตฺวา อฑฺฒลิกฺขิเตหิ เกเสหิ วาตปานนฺตเรน โอโลเกตฺวา ตุวฏํ โข อยฺยปุตฺต อาคจฺเฉยฺยาสีติ อิทํ ชนปทกลฺยาณิยา วุตฺตวจนมนุสฺสรนฺโต อุกฺกณฺฐิโต อนภิรโต อุปฺปณฺฑุปฺปณฺฑุกชาโต ธมนิสนฺถตคตฺโต อโหสิ ฯ สตฺถา ตสฺส ปวตฺตึ ญตฺวา ยนฺนูนาหํ นนฺทํ อรหตฺเต ปติฏฺฐเปสฺสามีติ จินฺเตตฺวา ตสฺส วสนปริเวณํ คนฺตฺวา ปญฺญตฺตาสเน นิสินฺโน กจฺจิ นนฺท อิมสฺมึ สาสเน น อภิรมสีติ ปุจฺฉิ ฯ ภนฺเต ชนปทกลฺยาณิยา ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา นาภิรมามีติ ฯ หิมวนฺตจาริกคตปุพฺโพ นนฺทาติ ฯ น คตปุพฺโพ ภนฺเตติ ฯ เตน หิ นนฺท คจฺฉามาติ ฯ นตฺถิ เม ภนฺเต อิทฺธิ, กถาหํ คมิสฺสามีติ ฯ สตฺถา อหํ ตํ นนฺท มม อิทฺธิพเลน เนสฺสามีติ นนฺทตฺเถรํ หตฺเถ คเหตฺวา อากาสํ ปกฺขนฺทิตฺวา อนฺตรามคฺเค เอกํ ฌามกฺเขตฺตํ ทสฺเสตฺวา ฌามขาณุเก นิสินฺนํ ฉินฺนนาสนงฺคุฏฺฐํ ฌามโลมฉินฺนฉวึ จมฺมมตฺตํ ปลิคุณฺฐิตํ เอกํ มกฺกฏึ ทสฺเสตฺวา ปสฺสสิ ตฺวํ นนฺท เอตํ มกฺกฏินฺติ ฯ อาม ภนฺเตติ ฯ สุฏฺฐุ ปจฺจกฺขํ กโรหีติ ฯ อถ นํ คเหตฺวา สฏฺฐิโยชนิกํ มโนสิลาตลํ อโนตตฺตทหาทโย สตฺต มหาสเร ปญฺจ มหานทิโย สุวณฺณปพฺพตรชฏปพฺพตมณิปพฺพตปฏิมณฺฑิตํ อเนกสตรามเนยฺยกํ หิมวนฺตปพฺพตญฺจ ทสฺเสตฺวา ตาวตึสภวนนฺเต นนฺท ทิฏฺฐปุพฺพนฺติ ปุจฺฉิตฺวา น ทิฏฺฐปุพฺพํ ภนฺเตติ วุตฺเต เอหิ นนฺท ตาวตึสภวนํ เต ทสฺเสสฺสามีติ ตตฺถ เนตฺวา ปณฺฑุกมฺพลสิลาสเน นิสีทิ ฯ สกฺโก เทวราชา ทฺวีสุ เทวโลเกสุ เทวสงฺเฆน สทฺธึ อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อฑฺฒเตยฺยโกฏิสํขาตา ปริจาริกา ปญฺจสตา กุกฺกุฏปาทา เทวจฺฉรา อาคนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อายสฺมนฺตํ นนฺทํ ตา ปญฺจสตา อจฺฉรา กิเลสวเสน ปุนปฺปุนํ โอโลกาเปสิ, ปสฺสสิ นนฺท อิมา กุกฺกุฏปาทานิโย อจฺฉราโยติ ฯ อาม ภนฺเตติ ฯ กินฺนุ โข ตา เอตา โสภนฺติ อุทาหุ ชนปทกลฺยาณีติ ฯ เสยฺยถาปิ ภนฺเต ชนปทกลฺยาณิยา อุปนิธาย สา ปลุทฺธมกฺกฏี เอวเมว อิมาสํ อุปนิธาย ชนปทกลฺยาณีติ ฯ อิทานิ กึ กริสฺสสิ นนฺทาติ ฯ กึ กมฺมํ กตฺวา ภนฺเต อิมา อจฺฉรา ลภนฺตีติ ฯ สมณธมฺมํ กตฺวาติ ฯ สเจ เม ภนฺเต อิมาสํ ปฏิลาภตฺถาย ภควา ปาฏิโภโค โหติ, อหํ สมณธมฺมํ กริสฺสามีติ อาห ฯ สตฺถา กโรหิ นนฺท อหนฺเต ปาฏิโภโคติ ฯ เอวํ เถโร เทวสงฺฆมชฺเฌ ตถาคตํ ปาฏิโภคํ คเหตฺวา มา ภนฺเต อติปปญฺจํ กโรถ เอถ, คจฺฉาม, อหํ สมณธมฺมํ กริสฺสามีติ อาห ฯ สตฺถา ตํ อาทาย เชตวนเมว ปจฺจาคมิ ฯ เถโร สมณธมฺมํ กาตุํ อารภิ ฯ สตฺถา ธมฺมเสนาปตึ อามนฺเตตฺวา สาริปุตฺต มยฺหํ กนิฏฺฐภาตา นนฺโท ตาวตึสเทวโลเก เทวสงฺฆสฺส มชฺเฌ เทวจฺฉรานํ การณา มํ ปาฏิโภคํ อคฺคเหสีติ อาห ฯ เอเตเนว อุปาเยน มหาโมคฺคลฺลานตฺเถรสฺส มหากสฺสปตฺเถรสฺส อนุรุทฺธตฺเถรสฺส ธมฺมภณฺฑาคาริกานนฺทตฺเถรสฺสาติ อสีติมหาสาวกานํ เยภุยฺเยน เสสภิกฺขูนํ อาจิกฺขิ ฯ ธมฺมเสนาปติสาริปุตฺตตฺเถโร นนฺทตฺเถรํ อุปสงฺกมิตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ อาวุโส นนฺท ตาวตึสเทวโลเก เทวสงฺฆสฺส มชฺเฌ เทวจฺฉรา ลภนฺโต สมณธมฺมํ กริสฺสามีติ ทสพลํ ปาฏิโภคํ คณฺหีติ วตฺวา นนุ เอวํ สนฺเต ตว พฺรหฺมจริยาวาโส มาตุคามสนฺนิสฺสิโต, ตสฺส เต อิตฺถีนํ อตฺถาย ภติยา กมฺมํ กโรนฺเตน กมฺมกาเรน สทฺธึ กึ นานากรณนฺติ เถรํ ลชฺชาเปสิ นิตฺเตชํ อกาสิ ฯ เอเตนุปาเยน สพฺเพปิ อสีติมหาสาวกา อวเสสภิกฺขู จ ตํ อายสฺมนฺตํ ลชฺชาเปสุํ ฯ โส อยุตฺตํ วต เม กตนฺติ หิริยา จ โอตฺตปฺเปน จ วิริยํ ทฬฺหํ ปคฺคณฺหิตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒนฺโต อรหตฺตํ ปตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา สฺวาหํ ภนฺเต ภควโต ปฏิสฺสวา มุญฺจามีติ อาห ฯ สตฺถาปิ ยทา ปน ตฺวํ นนฺท อรหตฺตํ ปตฺโต, ตทา เยวาหํ ปฏิสฺสวา มุตฺโตติ อาห ฯ เอตมตฺถํ วิทิตฺวา ธมฺมสภายํ ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ยาว โอวาทกฺขโม วายํ อาวุโส นนฺทตฺเถโร เอโกวาเทเนว หิโรตฺตปฺปํ ปจฺจุปฏฺฐเปตฺวา สมณธมฺมํ กตฺวา อรหตฺตํ ปตฺโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กายนุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ นนฺโท โอวาทกฺขโม เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หตฺถาจริยกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต หตฺถาจริยสิปฺเป นิปฺผตฺตึ ปตฺโต เอกํ พาราณสีรญฺโญ สปตฺตราชานํ อุปฏฺฐาสิ ฯ โส ตสฺส มงฺคลหตฺถึ สุสิกฺขิตํ กตฺวา สิกฺขาเปสิ ฯ โส ราชา พาราณสีรชฺชํ คณฺหิสฺสามีติ โพธิสตฺตํ คเหตฺวา มงฺคลหตฺถึ อารุยฺห มหติยา เสนาย พาราณสึ คนฺตฺวา ปริวาเรตฺวา รชฺชํ วา เทตุ ยุทฺธํ วาติ รญฺโญ ปณฺณํ เปเสสิ ฯ พฺรหฺมทตฺโต ยุทฺธํ ทสฺสามีติ ปาการทฺวารฏฺฏาลกโคปุเรสุ พลนิกายํ อาโรเปตฺวา ยุทฺธํ อทาสิ ฯ สปตฺตราชา มงฺคลหตฺถึ จมฺเมน วมฺเมตฺวา สยมฺปิ จมฺมํ ปฏิมุญฺจิตฺวา หตฺถิกฺขนฺธคโต ติขิณองฺกุสํ อาทาย นครํ ภินฺทิตฺวา ปจฺจามิตฺตํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา รชฺชํ หตฺถคตํ กริสฺสามีติ หตฺถึ นคราภิมุขํ เปเสสิ ฯ โส อุณฺหกลลาทีนิ เจว ยนฺตปาสาณานิ จ นานปฺปการานิ จ ปหรณานิ วิสฺสชฺเชนฺเต ทิสฺวา มรณภยภีโต อุปสงฺกมิตุํ อสกฺโกนฺโต ปฏิกฺกมิ ฯ อถ นํ หตฺถาจริโย อุปสงฺกมิตฺวา ตาต ตฺวํ สูโร สงฺคามาวจโร, เอวรูเป ฐาเน ปฏิกฺกมนนฺนาม นานุจฺฉวิกนฺติ วตฺวา หตฺถึ โอวทนฺโต อิมา คาถา อโวจ
สงฺคามาวจโร สูโร พลวา อิติ วิสฺสุโต
กินฺนุ โตรณมาสชฺช ปฏิกฺกมสิ กุญฺชร,
โอมทฺท ขิปฺปํ ปลีฆํ เอสิกานิ จ อุพฺพห,
โตรณานิ จ มทฺทิตฺวา ขิปฺปํ ปวิส กุญฺชราติ ฯ
ตตฺถ อิติ วิสฺสุโตติ ตาต ตฺวํ ปวตฺตสมฺปหารํ สงฺคามํ มทฺทิตฺวา อวจรณโต สงฺคามาวจโร ถิรหทยตาย สูโร ถามสมฺปตฺติยา จ พลวาติ เอวํ วิสฺสุโต ปญฺญาโต ปากโฏ ฯ โตรณมาสชฺชาติ นครทฺวารสงฺฆฏฺฏโตรณํ ปตฺวา ฯ ปฏิกฺกมสีติ กินฺนุ โข โอสกฺกสิ เกน การเณน นิวตฺเตสีติ วทติ ฯ โอมทฺทาติ อวมทฺท อโธปาเตยฺย ฯ เอสิกานิ จ อุพฺพหาติ นครทฺวาเร โสฬสรตนํ อฏฺฐรตนํ ภูมิยํ ปเวเสตฺวา นิจฺจลํ กตฺวา นิขาตา เอสิกา ถมฺภา โหนฺติ, เต ขิปฺปํ อุทฺธร ลุญฺจาติ อาณาเปสิ ฯ โตรณานิ จ มทฺทิตฺวาติ นครทฺวารสฺส ปิฏฺฐิสงฺฆาเฏ มทฺทิตฺวา ฯ ขิปฺปํ ปวิสาติ สีฆํ นครทฺวารํ ปวิส ฯ กุญฺชราติ นาคํ อาลปติ ฯ
ตํ สุตฺวา นาโค โพธิสตฺตสฺส เอโกวาเทเนว นิวตฺติตฺวา เอสิกตฺถมฺเภ โสณฺฑาย ปลิเวเฐตฺวา อหิฉตฺตกานิ วิย ลุญฺจิตฺวา โตรณํ มทฺทิตฺวา ปลีฆํ โอสาเรตฺวา นครทฺวารํ ภินฺทิตฺวา นครํ ปวิสิตฺวา รชฺชํ คเหตฺวา อทาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา หตฺถี นนฺโท อโหสิ, ราชา อานนฺโท, หตฺถาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ
สงฺคามาวจรชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗