คิริทัตตชาดก
ว่าด้วยการเอาอย่าง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๗ · บรรทัด ๑๓๓๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภภิกษุคบพวกผิดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่าทูสิโต คิริทตฺเตน ดังนี้. เรื่องราวกล่าวไว้แล้วในมหิลามุขชาดกในหนหลัง.
ในเรื่องนี้พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้คบพวกผิดมิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนภิกษุนี้ก็คบพวกผิดเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่าสามะ ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี. ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลอำมาตย์ ครั้นเจริญวัยก็ได้เป็นผู้สอนอรรถและธรรมของพระราชา. ก็พระราชามีม้ามงคลตัวหนึ่งชื่อ ปัณฑวะ. คนเลี้ยงม้าของพระองค์ชื่อ คิริทัต. เขามีขาพิการ. ม้าเห็นนายคิริทัตถือบังเหียนเดินไปข้างหน้า สำคัญว่าคนนี้สอนเราจึงเรียนตามเขากลายเป็นม้าขาพิการไป. นายคิริทัตจึงกราบทูลถึงความพิการของม้าให้พระราชาทรงทราบ. พระราชาจึงทรงส่งแพทย์ไปตรวจอาการ. พวกแพทย์ไปตรวจดูก็ไม่เห็นโรคในตัวม้า จึงกราบทูลพระราชาว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่พบโรคของม้าพระเจ้าข้า. พระราชาจึงทรงส่งพระโพธิสัตว์ไปว่า ท่านจงไปดูเหตุการณ์ของม้าในร่างกายนี้. พระโพธิสัตว์ไปตรวจดูก็รู้ว่าม้านั้นพิการเพราะเกี่ยวกับคนเลี้ยงม้าขาพิการ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา เมื่อจะแสดงให้เห็นว่าเป็นอย่างนี้ เพราะโทษที่เกี่ยวข้องกัน จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
ม้าชื่อปัณฑวะของพระเจ้าสามะถูกคน เลี้ยงชื่อคิริทัตประทุษร้าย จึงละปกติเดิมของตน ศึกษาเอาอย่างคนเลี้ยงม้านั่นเอง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า หโย สามสฺส ได้แก่ ม้ามงคลของพระเจ้าสามะ. บทว่า โปราณปกตึ หิตฺวา ได้แก่ละปกติเดิมอันเป็นสมบัติของตนเสีย. บทว่า ตสฺเสว อนุวิธิยฺยติ ได้แก่ศึกษาเอาอย่าง.
ลำดับนั้นพระราชาจึงรับสั่งถาม บัดนี้จะควรทำอย่างไรแก่ม้านั้น. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ได้คนเลี้ยงม้าที่ดีแล้วจักเป็นเหมือนเดิมพระพุทธเจ้าข้า แล้วกล่าวคาถาที่สองว่า :-
ถ้าบุรุษผู้บริบูรณ์ด้วยอาการอันงดงาม สมควรแก่ม้านั้น ตกแต่งร่างกายงดงาม จับจูง ม้านั้นที่บังเหียนพาเวียนไปรอบ ๆ สนามม้า ไม่ช้าเท่าไรม้าก็จะละความเป็นกระจอกเสีย ศึกษาเอาอย่างบุรุษนั้นทีเดียว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ตนุโช ได้แก่ เป็นผู้บังเกิดตาม คือสมควรแก่ม้านั้น บุรุษใดสมควรแก่ม้านั้น บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นตัวอย่างของม้านั้น. ข้อนี้ท่านอธิบายไว้ว่า ข้าแต่มหาราช หากมีบุรุษผู้สมควรแก่ม้าอันถึงพร้อมด้วยมารยาทอันน่ารักนั้นชื่อว่าถึงพร้อมด้วยมารยาทอันน่ารัก. บทว่า สิงฺคาราการกปฺปิโต ความว่า บุรุษนั้นตกแต่งผมและหนวดด้วยอาการอันน่ารัก คืองดงาม จะพึงจับม้านั้นที่บังเหียนจูงเดินเวียนไปในบริเวณของม้าม้านี้จักละความพิการนี้เสียทันที จะเอาอย่าง คือสำเหนียกคนเลี้ยงม้า คือจักตั้งอยู่ในความเป็นปกติโดยสำคัญว่า คนเลี้ยงม้าผู้น่ารักถึงพร้อมด้วยมารยาทนี้ให้เราเอาอย่าง.
พระราชารับสั่งให้ทำอย่างนั้น. ม้าก็ตั้งอยู่ในความปกติ. พระราชาทรงโปรดปรานว่า ท่านผู้นี้รู้อัธยาศัยแม้กระทั่งสัตว์เดียรัจฉาน จึงได้พระราชทานยศแก่พระโพธิสัตว์เป็นอันมาก.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. คิริทัตในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ ม้าได้เป็นภิกษุผู้คบพวกผิด พระราชาได้เป็นอานนท์ ส่วนอำมาตย์บัณฑิต คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาคิริทัตตชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๙๒–๑๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
4 Giridattajātakaṃ
dūsito giridattenāti idaṃ satthā veḷuvane viharanto ekaṃ vipakkhaseviṃ ārabbha kathesi. Vatthu heṭṭhā mahilāmukhajātake kathitameva.
Satthā pana na bhikkhave ayaṃ bhikkhu idāneva vipakkhaṃ sevati, pubbepesa vipakkhaṃ sevanto yevāti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ sāmarājā nāma rajjaṃ kāresi. Tadā bodhisatto amaccakule nibbattitvā vayappatto tassa atthadhammānusāsako ahosi. Rañño pana paṇḍavo nāma maṅgalaasso. Tassa giridatto nāma assabandho, so khañjo ahosi. Asso mukharajjukaṃ gahetvā taṃ purato purato gacchantaṃ disvā maṃ esa sikkhāpetīti saññāya tassa anusikkhanto khañjo ahosi. Tassa khañjabhāvaṃ rañño ārocesi. Rājā vejje pesesi. Te gantvā assasarīre rogaṃ apassantā rogamassa na passāmāti rañño kathayiṃsu. Rājā bodhisattaṃ pesesi gaccha vayassa ettha Kāraṇaṃ jānāhīti. So gantvā khañjaassabandhasaṃsaggena tassa khañjabhūtabhāvaṃ ñatvā rañño tamatthaṃ ārocetvā saṃsaggadosena nāma evaṃ hotīti dassento paṭhamaṃ gāthamāha
dūsito giridattena hayo sāmassa paṇḍavo
porāṇapakatiṃ hitvā tasseva anuvidhiyyatīti.
Tattha hayo sāmassāti sāmassa rañño maṅgalaasso. Porāṇapakatiṃ hitvāti attano pubbapakatiṃ siṅgārabhāvaṃ pahāya. Tasseva anuvidhiyyatīti anusikkhatīti attho.
Atha naṃ rājā idāni vayassa kiṃ kattabbanti pucchi. Bodhisatto sundaraṃ assabandhaṃ labhitvā yathāporāṇo bhavissatīti vatvā dutiyaṃ gāthamāha
sace va tanujo poso siṅgārākārakappito
ānane taṃ gahetvāna maṇḍale parivattaye,
khippameva pahantvāna tasseva anuvidhiyyatīti.
Tattha tanujoti tassa anujo anurūpajātoti anujo tassa anujo tanujo. Idaṃ vuttaṃ hoti sace hi mahārāja tassa siṅgārassa ācārasampannassassa anurūpajāto siṅgārācārasampanno poso. Siṅgārākārakappitoti siṅgārena sundarena ākārena kappitakesamassu taṃ assaṃ ānane gahetvā assamaṇḍale parivatteyya, khippamevesa taṃ khañjabhāvaṃ pahāya ayaṃ siṅgāro ācārasampanno assagopako maṃ sikkhāpetīti saññāya khippameva tassa anuvidhiyyati anusikkhati Pakatibhāve yeva ṭhassatīti attho.
Rājā tathā kāresi. Asso pakatibhāve patiṭṭhāsi. Rājā tiracchānānampi nāma āsayaṃ jānātīti tuṭṭhacitto bodhisattassa mahantaṃ yasaṃ adāsi.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi. Tadā giridatto devadatto ahosi, asso vipakkhasevako bhikkhu yeva, rājā ānando ahosi, amaccapaṇḍito pana ahamevāti.
Giridattajātakaṃ catutthaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗