ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. อนภิรติชาดก
ชาดกที่ ๑๘๕ · ทุกนิบาตชาดก · อสทิสวรรค

อนภิรติชาดก

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๙ · บรรทัด ๑๓๔๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากอนภิรติชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภกุมารพราหมณ์คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยโถทเก อาวิเล อปฺปสนฺเน ดังนี้.

ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถีมีกุมารพราหมณ์คนหนึ่ง เรียนจบไตรเพทสอนมนต์พวกกุมารกษัตริย์และกุมารพราหมณ์เป็นอันมาก. ต่อมาเขาอยู่ครอบครองเรือน ตกอยู่ในอำนาจ ราคะโทสะ โมหะ คิดแต่เรื่อง ผ้า เครื่องประดับ ทาส ทาสี นา สวนโค กระบือ บุตรและภรรยาเป็นต้น จึงมีจิตขุ่นมัว ไม่อาจสอบทานมนต์โดยลำดับได้. มนต์ทั้งหลาย เลอะเลือนไปทั้งข้างหน้าข้างหลัง. วันหนึ่งเขาถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นหลายอย่างไปพระเชตวันบูชาพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนหนึ่ง. พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเขาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนมาณพ เธอยังสอนมนต์อยู่หรือ มนต์ของเธอยังคล่องอยู่หรือ. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ เมื่อก่อนมนต์ของข้าพระองค์ยังคล่องดีอยู่ ตั้งแต่ข้าพระองค์ครองฆราวาส จิตของข้าพระองค์ขุ่นมัวด้วยเหตุนั้นมนต์ของข้าพระองค์จึงไม่คล่องแคล่ว. ลำดับนั้นพระศาสดาตรัสกะเขาว่า ดูก่อนมาณพ มิใช่แต่เวลานี้เท่านั้นแม้เมื่อก่อนมนต์ของเธอคล่องแคล่วในเวลาจิตของเธอไม่ขุ่นมัวแต่ในเวลาที่จิตขุ่นมัวด้วยราคะเป็นต้น มนต์ของเธอก็เลอะเลือนเมื่อเขาทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลครั้นเจริญวัย ได้ไปเรียนมนต์ในเมืองตักกศิลา เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สอนมนต์กะขัตติยกุมารและพรหมณกุมารเป็นอันมากในกรุงพาราณสี. พราหมณ์มาณพคนหนึ่งในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น ได้ศึกษาไตรเพทจนชำนาญ แม้แต่บทเดียวก็ไม่มีสงสัย ได้เป็นอาจารย์สอนมนต์. ต่อมาพราหมณ์มาณพอยู่ครองฆราวาส กลับมีจิตขุ่นมัว ไม่สามารถร่ายมนต์ได้ เพราะคิดแต่การครองเรือน. ครั้นอาจารย์ถามว่า มาณพ มนต์ของท่านยังคล่องแคล่วอยู่หรือ เมื่อเขาตอบว่า ตั้งแต่ครองฆราวาสจิตของข้าพเจ้าขุ่นมัว ไม่สามารถร่ายมนต์ได้ จึงกล่าวว่า เมื่อจิตขุ่นมัวแล้ว มนต์ที่เรียนแม้เชี่ยวชาญก็เลือนได้ แต่เมื่อจิตไม่ขุ่นมัว จะไม่มีเลอะเลือนเลย แล้วกล่าวคาถาสองคาถาว่า :-

เมื่อน้ำขุ่นมัว ไม่ใส บุคคลย่อมไม่แลเห็น หอยกาบ หอยโข่ง กรวด ทราย และฝูงปลา ฉันใด เมื่อจิตขุ่นมัวบุคคลก็ย่อมไม่เห็นประโยชน์ ตนและประโยชน์ผู้อื่นฉันนั้น. เมื่อน้ำไม่ขุ่น ใสบริสุทธิ์ บุคคลย่อมเห็น หอยกาบ หอยโข่ง กรวด ทรายและฝูงปลา ฉันใด เมื่อจิตไม่ขุ่นมัว บุคคลย่อมเห็นประโยชน์ ตนและประโยชน์ผู้อื่นฉันนั้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อาวิเล คือขุ่นด้วยเปือกตม. บทว่า อปฺปสนฺเน คือไม่ใสเพราะขุ่นนั่นเอง. บทว่า สิปฺปิกสมฺพุกํ ได้แก่ หอยกาบและหอยโข่ง. บทว่า มจฺฉคุมฺพํ ได้แก่ ฝูงปลา. บทว่า เอวํ อาวิลมุหิ ความว่า เมื่อจิตขุ่นมัวด้วยราคะเป็นต้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า อตฺตทตฺถํ ปรตฺถํ ได้แก่ ไม่เห็นประโยชน์ตน ไม่เห็นประโยชน์ผู้อื่น. บทว่า โส ปสฺสติ ความว่าเมื่อจิตไม่ขุ่นมัว บุรุษนั้นย่อมเห็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นฉันนั้นเหมือนกัน.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศอริยสัจ ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบอริยสัจ พราหมณ์กุมารตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. มาณพในครั้งนั้นได้เป็นมาณพนี้แล ในครั้งนี้ส่วนอาจารย์ คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาอนภิรติชาดกที่ ๕

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๑๙๖–๑๙๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๘ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๕ อนภิรติชาตกํ

ยโถทเก อาวิเล อปฺปสนฺเนติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ พฺราหฺมณกุมารํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ กิเรโก พฺราหฺมณกุมาโร ติณฺณํ เวทานํ ปารคู พหู ขตฺติยกุมาเร จ พฺราหฺมณกุมาเร จ มนฺเต วาเจสิ ฯ โส อปรภาเค ฆราวาสํ สณฺฐเปตฺวา วตฺถาลงฺการทาสทาสีเขตฺต- วตฺถุโคมหิสปุตฺตทาราทีนํ อตฺถาย จินฺตยมาโน ราคโทสโมหวสิโก หุตฺวา อาวิลจิตฺโต อโหสิ, มนฺเต ปฏิปาฏิยา ปริวตฺเตตุํ นาสกฺขิ ฯ อิโต จิโต จ มนฺตา น ปฏิภึสุ ฯ โส เอกทิวสํ พหุคนฺธมาลาทีนิ คเหตฺวา เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ ปูเชตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ สตฺถา เตน สทฺธึ ปฏิสนฺถารํ กตฺวา กึ มาณว มนฺเต วาเจสิ, ปคุณา เต มนฺตาติ ปุจฺฉิ ฯ ปุพฺเพ เม ภนฺเต มนฺตา ปคุณา, ฆราวาสสฺส ปน คหิตกาลโต ปฏฺฐาย จิตฺตํ เม อาวิลชาตํ, เตน เม มนฺตา น ปคุณาติ ฯ อถ นํ สตฺถา น โข มาณว อิทาเนว, ปุพฺเพปิ เต จิตฺตสฺส อนาวิลกาเล ตว มนฺตา ปคุณา อเหสุํ, ราคาทีหิ ปน อาวิลกาเล ตว มนฺตา น ปฏิภึสูติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณมหาสาลกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ คนฺตฺวา มนฺเต อุคฺคณฺหิตฺวา ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย หุตฺวา พาราณสิยํ พหู ขตฺติยพฺราหฺมณกุมาเร มนฺเต วาเจสิ ฯ ตสฺส สนฺติเก เอโก พฺราหฺมณมาณโว ตโย เวเท ปคุเณ อกาสิ, เอกปเทปิ นิกฺกงฺโข อาจริโย หุตฺวา มนฺเต วาเจสิ ฯ โส อปเรน สมเยน ฆราวาสํ คเหตฺวา ฆราวาสจินฺตาย อาวิลจิตฺโต มนฺเต ปริวตฺเตตุํ นาสกฺขิ ฯ อถ นํ อาจริโย อตฺตโน สนฺติกํ อาคตํ กึ มาณว ปคุณา เต มนฺตาติ ปุจฺฉิตฺวา ฆราวาสสฺส คหิตกาลโต ปฏฺฐาย เม จิตฺตํ อาวิลํ ชาตํ, มนฺเต ปริวตฺเตตุํ น สกฺโกมีติ วุตฺเต ตาต อาวิลจิตฺตมฺหิ ปคุณาปิ มนฺตา น ปฏิภนฺติ, อนาวิเล ปน อปฺปฏิภาณนฺนาม นตฺถีติ วตฺวา อิมา เทฺว คาถา อาห

ยโถทเก อาวิเล อปฺปสนฺเน

น ปสฺสติ สิปฺปิกสมฺพุกญฺจ

สกฺขรํ วาลุกํ มจฺฉคุมฺพํ

เอวํ อาวิลมฺหิ จิตฺเต

น โส ปสฺสติ อตฺตทตฺถํ ปรตฺถํ,

ยโถทเก อจฺเฉ วิปฺปสนฺเน

โส ปสฺสติ สิปฺปิกสมฺพุกญฺจ

สกฺขรํ วาลุกํ มจฺฉคุมฺพํ

เอวํ อนาวิลมฺหิ จิตฺเต

โส ปสฺสติ อตฺตทตฺถํ ปรตฺถนฺติ ฯ

ตตฺถ อาวิเลติ กทฺทมาลุลิเต ฯ อปฺปสนฺเนติ ตาย เอว อาวิลตาย อวิปฺปสนฺเน ฯ สิปฺปิกสมฺพุกนฺติ สิปฺปิกญฺจ สมฺพุกญฺจ ฯ มจฺฉคุมฺพนฺติ มจฺฉฆฏํ ฯ เอวํ อาวิเลติ ๑- เอวเมว ราคาทีหิ อาวิเล จิตฺเต ฯ อตฺตทตฺถํ ปรตฺถนฺติ เนว อตฺตทตฺถํ น ปรตฺถํ ปสฺสตีติ อตฺโถ ฯ โส ปสฺสตีติ เอวเมวํ อนาวิเล จิตฺเต โส ปุริโส อตฺตทตฺถญฺจ ปรตฺถญฺจ ปสฺสตีติ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน พฺราหฺมณกุมาโร โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา มาณโว อยเมว มาณโว อโหสิ, อาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ

อนภิรติชาตกํ ปญฺจมํ ฯ

@เชิงอรรถ: ๑ เอวํ อาวิลมฺหีติ ยุตฺตตรํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๘๔. คิริทัตตชาดกชาดกถัดไป๑๘๖. ทธิวาหนชาดก