ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. จตุมัฏฐชาดก
ชาดกที่ ๑๘๗ · ทุกนิบาตชาดก · อสทิสวรรค

จตุมัฏฐชาดก

ว่าด้วยผู้เลวทราม ๔ อย่าง

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๓ · บรรทัด ๑๓๖๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากจตุมัฏฐชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุจฺเจ วิฏภิมารุยฺห ดังนี้.

มีเรื่องได้ยินว่าวันหนึ่ง เมื่อพระอัครสาวกสองรูป นั่งสนทนาปรารภการถามและการแก้ปัญหากัน พระแก่รูปหนึ่งไปหาท่านนั่งเป็นรูปที่สาม กล่าวว่า นี่ท่าน ผมจะถามปัญหากะท่าน แม้ท่านก็จงถามข้อสงสัยของตนกะผมบ้าง. พระเถระรังเกียจพระแก่นั้น ลุกหลีกไป. พวกบริษัทที่นั่งเพื่อจะฟังธรรมของพระเถระ จึงพากันไปเฝ้าพระศาสดา ในเวลาที่การประชุมล้มเลิกไป เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า ทำไมพวกเธอมาผิดเวลาจึงกราบทูลเหตุนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรและโมคคัลลานะรังเกียจพระแก่นั้น ใช่พูดจาด้วยแล้วหลีกไป มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้แต่ก่อนก็พากันหลีกไป แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า.

ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตวได้ถือกำเนิดเป็นรุกขเทวดา อยู่ในราวป่า. ครั้งนั้นลูกหงส์สองตัวออกจากภูเขาคิชฌกูฏ จับที่ต้นไม้นั้นแล้วไปหาอาหาร เมื่อบินกลับก็พักอยู่ที่ต้นไม้นั้นเองแล้วกลับไปภูเขาคิชฌกูฏ. เมื่อเวลาผ่านไป หงส์สองตัวก็มีความคุ้นเคยกับพระโพธิสัตว์. เมื่อบินผ่านไปมาต่างก็ชื่นชมสนทนาธรรมกันและกันแล้วก็หลีกไป. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อหงส์ทั้งสองจับอยู่บนยอดไม้สนทนากับพระโพธิสัตว์. สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งยืนอยู่ใต้ต้นไม้นั้น เมื่อจะสนทนากับลูกหงส์เหล่านั้นจึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

ท่านทั้งสองพากันขึ้นไปบนค่าคบไม้อัน สูง อยู่ในที่ลับแล้วปรึกษากัน เชิญท่านลงมา ปรึกษากันในที่ต่ำเถิด พญาเนื้อจักได้ฟังบ้าง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺเจ วิฏภิมารุยฺห ความว่า พากันขึ้นไปบนค่าคบไม้อันสูงตามปกติ คือ สูงกว่าบนต้นไม้นี้. บทว่า มนฺตยวฺโห ได้แก่ ปรึกษากัน คือคุยกัน. บทว่า นีเจ โอรุยฺห ได้แก่ เชิญลงมายืนปรึกษากันในที่ต่ำเถิด. บทว่า มิคราชาปิ โสสฺสติ ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกพูดยกตนเป็น พญาเนื้อ.

ลูกหงส์ทั้งสองรังเกียจ จึงพากันบินไปภูเขาคิชฌกูฏ. ในเวลาที่หงส์สองตัวกลับไป พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาที่ ๒แก่สุนัขจิ้งจอกว่า :-

ครุฑกับครุฑเขาปรึกษากัน เทวดากับ เทวดาเขาพูดกันในเรื่องนี้ จะมีประโยชน์อะไร แก่สุนัขจิ้งจอก ผู้เลวทราม ๔ อย่าง (สรีระ ๑ ชาติ ๑ เสียง ๑ คุณ ๑) เล่า แน่ะสุนัขจิ้งจอกผู้ ชาติชั่ว เจ้าจงเข้าโพรงไปเถิด.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สุปณฺโณ แปลว่า สัตว์ผู้มีปีกงาม. บทว่า สุปณฺเณน ได้แก่ ลูกหงส์ตัวที่สอง. บทว่า เทโว เทเวนได้แก่ สมมติลูกหงส์ทั้งสองนั้นเป็นเทวดาปรึกษากัน. บทว่า จตุมุฏฺสฺส อธิบายตามตัวอักษรว่า สุนัขจิ้งจอกผู้เลวทราม คือบริสุทธิ์ด้วยเหตุ ๔ อย่าง คือ สรีระ ๑ ชาติ ๑ เสียง ๑ คุณ ๑. พระโพธิสัตว์เมื่อจะติเตียนความไม่บริสุทธิ์ด้วยคำสรรเสริญจึงกล่าวอย่างนี้. ในบทนี้มีอธิบายดังนี้ว่า สุนัขจิ้งจอกชั่วช้าคือ ลามกด้วยเหตุ ๔ ประการคืออะไร. บทว่า วิลํ ปวิส คือพระโพธิสัตว์แสดงอารมณ์อันน่ากลัวนี้ เมื่อจะไล่สุนัขจิ้งจอกให้หนีไปจึงกล่าว.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ภิกษุแก่ในครั้งนั้นได้เป็นสุนัขจิ้งจอกในครั้งนี้ ลูกหงส์สองตัวได้เป็นสารีบุตรและโมคคัลลานะ ส่วนรุกขเทวดา คือเราตถาคตนี้แล.

จบ อรรถกถาจตุมัฏฐชาดกที่ ๗

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๐๙–๒๑๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

ทุกนิบาตชาดก · ๑๓ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๗ จตุมฏฺฐชาตกํ

อุจฺเจ วิฏภิมารุยฺหาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ มหลฺลกภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

เอกทิวสํ กิร ทฺวีสุ อคฺคสาวเกสุ อญฺญมญฺญํ ปญฺหาปุจฺฉน- วิสฺสชฺชนกถาย นิสินฺเนสุ เอโก มหลฺลโก เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตติโย หุตฺวา นิสีทิตฺวา ภนฺเต มยมฺปิ ตุมฺเห ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสาม, ตุมฺเหปิ อตฺตโน กงฺขํ อมฺเหปิ ปุจฺฉถาติ อาห ฯ เถรา ตํ ชิคุจฺฉิตฺวา อุฏฺฐาย ปกฺกมึสุ ฯ เถรานํ ธมฺมํ โสตุํ สนฺนิสินฺนปริสา สมาคมสฺส ภินฺนกาเล สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา กึ อกาเล อาคตตฺถาติ วุตฺเต ตํ การณํ อาโรจยึสุ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว อิทาเนว สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา เอตํ ชิคุจฺฉิตฺวา อกเถตฺวา ว ปกฺกมนฺติ, ปุพฺเพปิ ปกฺกมึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อรญฺญายตเน รุกฺขเทวตา อโหสิ ฯ อถ เทฺว หํสโปตกา จิตฺตกูฏปพฺพตา นิกฺขมิตฺวา ตสฺมึ รุกฺเข นิสีทิตฺวา โคจราย คนฺตฺวา นิวตฺตนฺตาปิ ตสฺมึ เยว วิสฺสมิตฺวา จิตฺตกูฏํ คจฺฉนฺติ ฯ คจฺฉนฺเต คจฺฉนฺเต กาเล เตสํ โพธิสตฺเตน สทฺธึ วิสฺสาโส อโหสิ ฯ คจฺฉนฺตา จ อาคจฺฉนฺตา จ อญฺญมญฺญํ สมฺโมทิตฺวา ธมฺมกถํ กเถตฺวา ปกฺกมึสุ ฯ อเถกทิวสํ เตสุ รุกฺขคฺเคสุ นิสีทิตฺวา โพธิสตฺเตน สทฺธึ กเถนฺเตสุ เอโก สิคาโล ตสฺส รุกฺขสฺส เหฏฺฐา ฐตฺวา เตหิ หํสโปตเกหิ สทฺธึ มนฺเตนฺโต ปฐมํ คาถมาห

อุจฺเจ วิฏภิมารุยฺห มนฺตยวฺโห รโหคตา,

นีเจ โอรุยฺห มนฺตยวฺโห, มิคราชาปิ โสสฺสตีติ ฯ

ตตฺถ อุจฺเจ วิฏภิมารุยฺหาติ ปกติยาปิ อุจฺเจ อิมสฺมึ รุกฺเข อุจฺจตรํ เอกวิฏปํ อภิรูหิตฺวา ฯ มนฺตยวฺโหติ มนฺเตถ กเถถ ฯ นีเจ โอรุยฺหาติ โอตริตฺวา นีเจ ฐาเน ฐตฺวา มนฺตยิตฺถ ฯ มิคราชาปิ โสสฺสตีติ อตฺตานํ มิคราชานํ กตฺวา อาห ฯ

หํสโปตกา ชิคุจฺฉิตฺวา อุฏฺฐาย จิตฺตกูฏเมว คตา ฯ เตสํ คตกาเล โพธิสตฺโต สิคาลสฺส ทุติยคาถมาห

ยํ สุปณฺโณ สุปณฺเณน เทโว เทเวน มนฺตเย,

กึ ตตฺถ จตุมฏฺฐสฺส วิลํ ปวิส ชมฺพุกาติ ฯ

ตตฺถ สุปณฺโณติ สุนฺทรปณฺโณ ฯ สุปณฺเณนาติ ทุติเยน หํสโปตเกน ฯ เทโว เทเวนาติ เต เยว เทฺว เทเว กตฺวา กเถติ ฯ จตุมฏฺฐสฺสาติ สรีเรน ชาติยา สเรน คุเณนาติ อิเมหิ จตูหิ มฏฺฐสฺส สุทฺธสฺสาติ อกฺขรตฺโถ ฯ อสุทฺธํ เยว ปน ปสํสาวจเนน นินฺทนฺโต เอวมาห ฯ จตูหิ มฏฺฐสฺส ลามกสฺส กึ เอตฺถ สิคาลสฺสาติ อยเมตฺถ อธิปฺปาโย ฯ วิลํ ปวิสาติ อิทํ โพธิสตฺโต เภรวารมฺมณํ ทสฺเสตฺวา ตํ ปลาเปนฺโต อาห ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา มหลฺลโก สิคาโล อโหสิ, เทฺว หํสโปตกา สาริปุตฺตโมคฺคลฺลานา, รุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ

จตุมฏฺฐชาตกํ สตฺตมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๘๖. ทธิวาหนชาดกชาดกถัดไป๑๘๘. สีหโกตถุกชาดก