ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. มตกภัตตชาดก
ชาดกที่ ๑๘ · เอกกนิบาตชาดก · สีลวรรค

มตกภัตตชาดก

ว่าด้วยสัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๘ · บรรทัด ๑๑๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากมตกภัตตชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภมตกภัตจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอวญฺเจ สตฺตา ชาเนยฺยุํ ดังนี้.

ความพิสดารว่า ในกาลนั้น มนุษย์ทั้งหลาย ฆ่าแพะเเป็นต้น เป็นอันมาก ให้มตกภัตอุทิศญาติทั่งหลายที่ตายไปแล้ว ภิกษุทั้งหลายเห็นมนุษย์เหล่านั้นการทำอย่างนั้น จึงทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้มนุษย์ทั้งหลายทำสัตว์มีชีวิตเป็นอันมากให้ถึงความสิ้นชีวิต แล้วให้ชื่อว่ามตกภัต ความเจริญในการให้มตกภัตนี้มีอยู่หรือ พระเจ้าข้า ? พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าความเจริญอะไร ๆ ในปาณาติบาต แม้ที่เขากระทำด้วยคิดว่า พวกเราจักให้มตกภัต ดังนี้ ย่อมไม่มี แม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลายนั่งในอากาศ แสดงธรรมกล่าวโทษในการทำปาณาติบาตนี้ ให้ชนชาวชมพูทวีปทั้งสิ้นละกรรมนั่น แต่บัดนี้ กรรมนั่นกลับปรากฏขึ้นอีก เพราะสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น เป็นผู้อยู่ในสังเขปแห่งภพ แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสีมีอาจารย์ทิศาปาโมกข์ผู้สำเร็จไตรเพทคนหนึ่ง คิดว่าจักให้มตกภัต จึงให้จับแพะมาตัวหนึ่ง กล่าวกะอันเตวาสิกทั้งหลายว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านจงนำแพะตัวนี้ไปยังแม่น้ำ เอาระเบียบดอกไม้สวมคอ เจิมประดับประดาแล้วนำมาอันเตวาสิกทั้งหลายรับคำแล้ว พาแพะนั้นไปยังแม่น้ำ ให้อาบน้ำ ประดับแล้วพักไว้ที่ฝั่งแม่น้ำ แพะนั้นเห็นกรรมเก่าของตนเกิดความโสมนัสว่า เราจักพ้นจากทุกข์ชื่อเห็นปานนี้ในวันนี้ จึงหัวเราะลั่น ประดุจต่อยหม้อดิน กลับคิดว่าพราหมณ์นี้ฆ่าเราแล้วจักได้ความทุกข์ที่เราได้แล้ว เกิดความกรุณาพราหมณ์จึงร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง ลำดับนั้น มาณพเหล่านั้นจึงถามแพะนั้นว่า ดูก่อนแพะผู้สหาย ท่านหัวเราะและร้องไห้เสียงดังลั่น เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงหัวเราะ และเพราะเหตุไร ท่านจึงร้องไห้ ? แพะกล่าวว่า ท่านทั้งหลายพึงถามเหตุนี้กะเรา ในสำนักแห่งอาจารย์ของท่าน. มาณพเหล่านั้นจึงพาแพะนั้นไปแล้วบอกเหตุนี้แก่อาจารย์ อาจารย์ได้ฟังคำของมาณพเหล่านั้นแล้วถามแพะว่าดูก่อนแพะ เพราะเหตุไร ทานจึงหัวเราะ เพราะเหตุไรท่านจึงร้องไห้ ? แพะหวนระลึกถึงกรรมที่ตนกระทำด้วยญาณเครื่องระลึกชาติได้กล่าวแก่พราหมณ์ว่าดูก่อนพราหมณ์ เมื่อก่อน เราเป็นพราหมณ์ผู้สาธยายมนต์เช่นท่านนั่นแหละคิดว่าจักให้มตกภัต จึงได้ฆ่าแพะตัวหนึ่งแล้วให้มตกภัต เพราะเราฆ่าแพะตัวหนึ่ง เรานั้นจึงถึงการถูกตัดศีรษะใน ๔๙๙ อัตภาพ นี้เป็นอัตภาพที่ ๕๐๐ ของเราซึ่งตั้งอยู่ในที่สุด เรานั้นเกิดความโสมนัสว่า วันนี้ เราจักพ้นจากทุกข์เห็นปานนี้ ด้วยเห็นจึงหัวเราะ แต่เราเมื่อร้องไห้ ได้ร้องไห้เพราะความกรุณาท่าน ด้วยคิดว่าเบื้องต้น เราฆ่าแพะตัวหนึ่ง ถึงความทุกข์คือการถูกตัดศีรษะถึง ๕๐๐ ชาติ จักพ้นจากทุกข์นั้น ในวันนี้ ส่วนพราหมณ์ฆ่าเราแล้วจักได้ทุกข์คือการถูกตัดศีรษะถึง ๕๐๐ ชาติ เหมือนเรา. พราหมณ์กล่าวว่า ดูก่อนแพะท่านอย่ากลัวเลย เราจักไม่ฆ่าท่าน. แพะกล่าวว่า พราหมณ์ ท่านพูดอะไรเมื่อท่านจะฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดี วันนี้เราไม่อาจพ้นจากความตายไปได้. พราหมณ์กล่าวว่า ดูก่อนแพะ ท่านอย่ากลัว เราจักถือการอารักขาท่าน เที่ยวไปกับท่านเท่านั้น. แพะกล่าวว่า พราหมณ์ อารักขาของท่านมีประมาณน้อย ส่วนบาปที่เรากระทำมีกำลังมาก. พราหมณ์ให้ปล่อยแพะแล้วกล่าวว่า เราจักไม่ให้แม้ใครๆ ฆ่าแพะตัวนี้ จึงพาพวกอันเตวาสิกเที่ยวไปกับแพะนั่นแหละ แพะพอเขาปล่อยเท่านั้น ก็ชะเง้อคอเริ่มจะกินใบไม้ ซึ่งอาศัยหลังแผ่นหินแห่งหนึ่งเกิดอยู่ ทันใดนั้นเอง ฟ้าก็ผ่าลงที่หลังแผ่นหินนั้น สะเก็ดหินชิ้นหนึ่งแตกตกลงที่คอแพะซึ่งชะเง้ออยู่ ตัดศีรษะขาดไป มหาชนประชุมกัน ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในที่นั้น พระโพธิสัตว์นั้น เมื่อมหาชนเห็นอยู่นั่นแล นั่งขัดสมาธิในอากาศด้วยเทวานุภาพกล่าวว่า สัตว์เหล่านั้นรู้ผลของบาปอยู่อย่างนี้ชื่อแม้ไฉนไม่ควรกระทำปาณาติบาต เมื่อจะแสดงธรรมด้วยเสียงอันไพเราะ จึงกล่าวคาถานี้ว่า

ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า ชาติสมภพนี้เป็น ทุกข์ สัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์ เพราะว่าผู้มีปกติฆ่าสัตว์ ย่อมเศร้าโศก.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวญฺเจ สตฺตา ขาเนยฺยํ ความว่าสัตว์เหล่านี้ พึงรู้อย่างนี้. พึงรู้อย่างไร ? พึงรู้ว่า ชาติสมภพนี้เป็นทุกข์อธิบายว่า ถ้าว่า พึงรู้ว่าความเกิดในภพนั้น ๆ และความสมภพกล่าวคือความเจริญของผู้ที่เกิดโดยลำดับนี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นวัตถุที่ตั้งแห่งทุกข์ทั้งหลายมีชรา พยาธิ มรณะ ความประจวบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก และการถูกตัดมือตัดเท้าเป็นต้น. บทว่า น ปาโณ ปาณินํ หญฺเ ความว่า สัตว์ไร ๆ รู้อยู่ว่าชาติสมภพชื่อว่าเป็นทุกข์เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ว่า ผู้ทำสัตว์อื่นให้เจริญ ย่อมได้ความเจริญในชาติสมภพเมื่อเบียดเบียนสัตว์อื่น ย่อมได้รับการเบียดเบียนดังนี้ จึงไม่ควรฆ่าสัตว์อื่นอธิบายว่า สัตว์ไม่ควรฆ่าสัตว์เพราะเหตุไร ? เพราะผู้มีปกติฆ่าสัตว์ย่อมเศร้าโศก อธิบายว่า เพราะบุคคลผู้มีปกติฆ่าสัตว์ด้วยการเข้าไปตัดชีวิตินทรีย์ของสัตว์อื่น ด้วยประโยคอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาประโยคทั้ง ๖ มีสาหัตถิกประโยคเป็นต้น เสวยมหันตทุกข์อยู่ในอบายทั้ง ๔ นี้ คือในมหานรก ๘ ขุม ในอุสสทนรก ๑๖ ขุม ในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานมีประการต่าง ๆ ในเปรตวิสัยและในอสูรกาย ชื่อว่าย่อมเศร้าโศกด้วยความเศร้าโศกอันมีความเผาไหม้ในภายในเป็นลักษณะ ตลอดกาลนาน อีกอย่างหนึ่ง สัตว์รู้ว่า แพะนี้เศร้าโศกแล้ว เพราะมรณภัย ฉันใด ผู้มีปกติฆ่าสัตว์ย่อมเศร้าโศกตลอดกาลนานี้แม้ฉันนั้น ดังนี้แล้วไม่ควรฆ่าสัตว์ อธิบายว่าใคร ๆ ไม่ควรกระทำกรรมคือปาณาติบาต ก็บุคคลผู้หลงเพราะโมหะ เมื่ออวิชชากระทำให้เป็นคนบอดแล้วไม่เห็นโทษนี้ย่อมกระทำปาณาติบาต.

พระโพธิสัตว์แสดงธรรมโดยเอาภัยในนรกมาขู่ด้วยประการอย่างนี้. มนุษย์ทั้งหลายพึงธรรมเทศนานั้นแล้ว กลัวภัยในนรก พากันงดเว้นจากปาณาติบาต ฝ่ายพระโพธิสัตว์ครั้นแสดงธรรมแล้ว ยังมหาชนให้ตั้งอยู่ในเบญจศีลแล้วไปตามยถากรรม ฝ่ายมหาชนตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์กระทำบุญมีทานเป็นต้น ทำเทพนครให้เต็มแล้ว.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบต่ออนุสนธิทรงประชุมชาดกว่า ภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้นเราได้เป็นรุกขเทวดาแล.

จบมตกภัตตชาดกที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๖๘–๒๗๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๘ มตกภตฺตชาตกํ

เอวญฺเจ สตฺตา ชาเนยฺยุนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต มตกภตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

ตสฺมึ หิ กาเล มนุสฺสา พหู อเชฬกาทโย มาเรตฺวา กาลกเต ญาตเก อุทฺทิสฺส มตกภตฺตํ นาม เทนฺติ ฯ ภิกฺขู เต มนุสฺเส ตถา กโรนฺเต ทิสฺวา สตฺถารํ ปุจฺฉึสุ เอตรหิ ภนฺเต มนุสฺสา พหู ปาเณ ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา มตกภตฺตํ นาม เทนฺติ อตฺถิ นุ โข เอตฺถ วุฑฺฒีติ ฯ สตฺถา น ภิกฺขเว มตกภตฺตํ ทสฺสามาติ กเตปิ ปาณาติปาเต กาจิ วุฑฺฒิ นาม อตฺถิ ปุพฺเพปิ ปณฺฑิตา อากาเส นิสชฺช ธมฺมํ เทเสตฺวา เอตฺถ อาทีนวํ กเถตฺวา สกล- ชมฺพูทีปวาสิเก เอตํ กมฺมํ ชหาเปสุํ อิทานิ ปน ภวสงฺเขปคตตฺตา ปุน ปาตุภูตนฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต เอโก ติณฺณํ เวทานํ ปารคู ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย พฺราหฺมโณ มตกภตฺตํ ทสฺสามีติ เอกํ เอฬกํ คาหาเปตฺวา อนฺเตวาสิเก อาห ตาตา อิทํ เอฬกํ นทึ เนตฺวา นฺหาเปตฺวา กณฺเฐ มาลํ ปริกฺขิปิตฺวา ปญฺจงฺคุลิกํ ทตฺวา มณฺเฑตฺวา อาเนถาติ ฯ เต สาธูติ ปฏิสฺสุณิตฺวา ตํ อาทาย นทึ คนฺตฺวา นฺหาเปตฺวา มณฺเฑตฺวา นทีตีเร ฐเปสุํ ฯ โส เอฬโก อตฺตโน ปุพฺพกมฺมํ ทิสฺวา เอวรูปา นาม ทุกฺขา อชฺช มุจฺจิสฺสามีติ โสมนสฺสชาโต มตฺติกฆฏํ ภินฺทนฺโต วิย มหาหสิตํ หสิตฺวา ปุน อยํ พฺราหฺมโณ มํ ฆาเฏตฺวา มยา ลทฺธํ ทุกฺขํ ลภิสฺสตีติ พฺราหฺมเณ การุญฺญํ อุปฺปาเทตฺวา มหนฺเตน สทฺเทน ปโรทิ ฯ อถ นํ เต มาณวกา ปุจฺฉึสุ สมฺม เอฬก ตฺวํ มหาสทฺเทน หสิ เจว โรทิ จ เกน นุ โข การเณน หสิ เกน การเณน โรทีติ ฯ ตุมฺเห มํ อิทํ การณํ อตฺตโน อาจริยสฺส สนฺติเก ปุจฺเฉยฺยาถาติ ฯ เต ตํ อาทาย คนฺตฺวา อิทํ การณํ อาจริยสฺส อาโรเจสุํ ฯ อาจริโย เตสํ วจนํ สุตฺวา เอฬกํ ปุจฺฉิ กสฺมา ตฺวํ เอฬก หสิ กสฺมา โรทีติ ฯ เอฬโก อตฺตนา กตกมฺมํ ชาติสฺสรญาเณน อนุสฺสริตฺวา พฺราหฺมณสฺส กเถสิ อหํ พฺราหฺมณ ปุพฺเพ ตาทิโสว มนฺตชฺฌายกพฺราหฺมโณ หุตฺวา มตกภตฺตํ ทสฺสามีติ เอกํ เอฬกํ มาเรตฺวา อทาสึ สฺวาหํ เอกสฺส เอฬกสฺส ฆาติตตฺตา เอเกนูเนสุ ปญฺจสุ อตฺตภาวสเตสุ สีสจฺเฉทํ ปาปุณึ อยํ เม โกฏิยํ ฐิโต ปญฺจสติโม อตฺตภาโว สฺวาหํ อชฺช เอวรูปา ทุกฺขา มุจฺจิสฺสามีติ โสมนสฺสชาโต อิมินา การเณน หสึ โรทนฺโต ปน อหํ ตาว เอกํ เอฬกํ มาเรตฺวา ปญฺจ ชาติสตานิ สีสจฺเฉทนทุกฺขํ ปตฺวา อชฺช ตมฺหา ทุกฺขา มุจฺจิสฺสามิ อยมฺปน พฺราหฺมโณ มํ มาเรตฺวา อหํ วิย ปญฺจ ชาติสตานิ สีสจฺเฉทนทุกฺขํ ลภิสฺสตีติ ตยิ การุญฺเญน โรทินฺติ ฯ เอฬก มา ภายิ นาหํ ตํ มาเรสฺสามีติ ฯ พฺราหฺมณ กึ วเทสิ ตยิ มาเรนฺเตปิ อมาเรนฺเตปิ น สกฺกา อชฺช มยา มรณา มุจฺจิตุนฺติ ฯ เอฬก มา ภายิ อหนฺเต อารกฺขํ คเหตฺวา ตยา สทฺธึเยว วิจริสฺสามีติ ฯ พฺราหฺมณ อปฺปมตฺตโก ตว อารกฺโข มยา ปกตํ ปาปํ ปน มหนฺตํ พลวนฺติ ฯ พฺราหฺมโณ เอฬกํ โมเจตฺวา อิทํ เอฬกํ กสฺสจิปิ มาเรตุํ น ทสฺสามีติ อนฺเตวาสิเก อาทาย เอฬเกเนว สทฺธึ วิจริ ฯ เอฬโก วิสฺสฏฺฐมตฺโตว เอกํ ปาสาณปิฏฺฐึ นิสฺสาย ชาเต คุมฺเพ คีวํ อุกฺขิปิตฺวา ปณฺณานิ ขาทิตุํ อารทฺโธ ฯ ตํ ขณญฺเญว ตสฺมึ ปาสาณปิฏฺเฐ อสนี ปติตา ฯ เอกา ปาสาณสกลิกา ฉิชฺชิตฺวา เอฬกสฺส ปสาริตคีวายํ ปติตฺวา สีสํ ฉินฺทิ ฯ มหาชโน สนฺนิปติ ฯ ตทา โพธิสตฺโต ตสฺมึ ฐาเน รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺโต ฯ โส ปสฺสนฺตสฺเสว มหาชนสฺส เทวตานุภาเวน อากาเส ปลฺลงฺเกน นิสีทิตฺวา อิเม สตฺตา เอวํ ปาปสฺส ผลํ ชานมานา อปฺเปว นาม ปาณาติปาตํ น กเรยฺยุนฺติ มธุเรน สเรน ธมฺมํ เทเสนฺโต อิทํ คาถมาห

เอวญฺเจ สตฺตา ชาเนยฺยุํ ทุกฺขายํ ชาติสมฺภโว

น ปาโณ ปาณินํ หญฺเญ ปาณฆาตี หิ โสจตีติ ฯ

ตตฺถ เอวญฺเจ สตฺตา ชาเนยฺยุนฺติ อิเม สตฺตา เอวํ ชาเนยฺยุํ ฯ กถํ ฯ ทุกฺขายํ ชาติสมฺภโวติ อยํ ตตฺถ ตตฺถ ชาติ จ ชาตสฺส อนุกฺกเมน วุฑฺฒิสงฺขาโต สมฺภโว จ ชราพฺยาธิมรณอปฺปิยสมฺปโยคปิย- วิปฺปโยคหตฺถปาทจฺเฉทาทีนํ ทุกฺขานํ วตฺถุภูตตฺตา ทุกฺโขติ ยทิ ชาเนยฺยุํ ฯ น ปาโณ ปาณินํ หญฺเญติ ปรํ วฑฺเฒนฺโต ชาติสมฺภเว วฑฺฒึ ลภติ ปีเฬนฺโต ปีฬํ ลภตีติ ชาติสมฺภวสฺส ทุกฺขวตฺถุตาย ทุกฺขภาวํ ชานนฺโต โกจิ ปาโณ อญฺญํ ปาณินํ น หญฺเญ สตฺโต สตฺตํ น หเนยฺยาติ อตฺโถ ฯ กึการณา ฯ ปาณฆาตี หิ โสจตีติ ยสฺมา สาหตฺถิกาทีสุ ฉสุ ปโยเคสุ เยนเกนจิ ปโยเคน ปรสฺส ชีวิตินฺทฺริยุปจฺเฉทเนน ปาณฆาตี ปุคฺคโล อฏฺฐสุ มหานิรเยสุ โสฬสสุ อุสฺสทนิรเยสุ นานปฺปการาย ติรจฺฉานโยนิยา เปตฺติวิสเย อสุรกาเยติ อิเมสุ จตูสุ อปาเยสุ มหาทุกฺขํ อนุภวมาโน ทีฆรตฺตํ อนฺโตนิชฺฌายนลกฺขเณน โสเกน โสจติ ฯ ยถา วายํ เอฬโก มรณภเยน โสจิ เอวมฺปิ ทีฆรตฺตํ โสจตีติ ญตฺวา น ปาโณ ปาณินํ หญฺเญ โกจิ ปาณาติปาตกมฺมํ นาม น กเรยฺย โมเหน ปน มูฬฺโห อวิชฺชาย อนฺธีกตาย อิทํ อาทีนวํ อปสฺสนฺโต ปาณาติปาตํ กโรตีติ ฯ

เอวํ มหาสตฺโต นิรยภเยน ตชฺเชตฺวา ธมฺมํ เทเสสิ ฯ มนุสฺสา ตํ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา นิรยภเยน ภีตา ปาณาติปาตา วิรมึสุ ฯ โพธิสตฺโตปิ ธมฺมํ เทเสตฺวา มหาชนํ ปญฺจสีเลสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา ยถากมฺมงฺคโต ฯ มหาชโนปิ โพธิสตฺตสฺส โอวาเท ฐตฺวา ทานาทีนิ ปุญฺญานิ กตฺวา เทวนครํ ปูเรสิ ฯ

สตฺถา อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ภิกฺขเว อหนฺเตน สมเยน รุกฺขเทวตา อโหสินฺติ ฯ

มตกภตฺตชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๗. มาลุตชาดกชาดกถัดไป๑๙. อายาจิตภัตตชาดก