มณิโจรชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าอธรรมิกราช
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๗ · บรรทัด ๑๔๒๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัตผู้พยายามปลงพระชนม์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า น สนฺติ เทวา ปวสนฺติ ดังนี้.
พระศาสดาทรงสดับว่า พระเทวทัตพยายามปลงพระชนม์จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวทัตพยายามฆ่าเรา ใช่ว่าในครั้งนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ครั้งก่อนก็พยายามฆ่าเราเหมือนกันถึงแม้พยายามก็ไม่สามารถฆ่าเราได้ แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลคหบดี ที่หมู่บ้านไม่ไกลจากกรุงพาราณสี. ครั้นเจริญวัย มารดาบิดาจึงได้นำกุลธิดามาจากกรุงพาราณสี. นางเป็นที่รัก มีรูปสวย น่าดูดุจเทพอัปสร ดุจบุบผลดา (ดอกไม้เถา) และดุจกินรีเยื้องกรายปฏิบัติสามีดี ถึงพร้อมด้วยศีลาจารวัตร มีชื่อว่า สุชาดา. การปฏิบัติสามีก็ดี การปฏิบัติแม่ผัวก็ดี การปฏิบัติพ่อผัวก็ดี หญิงนี้ทำจนเสร็จสิ้น ตลอดกาลเป็นนิจ. นางจึงเป็นที่รัก เป็นที่โปรดปรานของพระโพธิสัตว์. ทั้งสองสามีภรรยามีใจชุ่มชื่นรักเดียวใจเดียว อยู่ร่วมกันด้วยความสมัครสมาน.
อยู่มาวันหนึ่ง นางสุชาดาบอกแก่พระโพธิสัตว์ว่า อยากจะไปเยี่ยมมารดาบิดา. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดีละน้อง จงเตรียมสะเบียงให้เพียงพอในการเดินทาง ให้ทอดของเคี้ยวต่างชนิดแล้วบรรทุกของเคี้ยวเป็นต้น ลงบนยานน้อย นั่งข้างหน้ายานขับไป ส่วนนางนั่งข้างหลัง. ทั้งสองไปใกล้พระนคร จึงปลดยานอาบน้ำบริโภคอาหาร. เสร็จแล้วพระโพธิสัตว์ก็เทียมยานนั่งไปข้างหน้า. นางสุชาดา ผลัดผ้าตกแต่งร่างกายนั่งอยู่ข้างหลัง.
ในเวลาที่ยานเข้าไปภายในพระนคร พระเจ้าพาราณสีประทับบนคอคชสารตัวประเสริฐ. กระทำทักษิณพระนคร ได้เสด็จมาถึงที่นั้น. นางสุชาดา ลงเดินด้วยเท้ามาข้างหลังยาน. พระราชาทอดพระเนตรเห็นนาง ถูกรูปสมบัติของนางรัดรึงพระทัย มีจิตปฏิพัทธ์ทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่งไปด้วยพระดำรัสว่าท่านจงไป จงรู้ว่า นางมีสามีหรือยังไม่มี. ครั้นอำมาตย์ไปก็รู้ว่า นางมีสามีแล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ นางมีสามีแล้วพระเจ้าข้า บุรุษที่นั่งอยู่บนยานเป็นสามีของนาง. พระราชา ไม่อาจทรงอดกลั้นความมีพระทัยปฏิพัทธ์ได้ ทรงเร่าร้อนไปด้วยกิเลส ทรงดำริว่า เราจักฆ่าเสียด้วยอุบายอย่างหนึ่ง แล้วยึดเอาหญิงนี้มา ทรงเรียกบุรุษคนหนึ่งมา แล้วตรัสว่าเจ้าจงไป จงเอาปิ่นมณีนี้ไป ทำเป็นคนเดินถนน ซุกซ่อนไว้ในยานของชายนี้แล้วกลับมา ทรงส่งปิ่นมณีให้ไป. เขาทูลรับพระดำรัสจึงถือเอาปิ่นมณีนั้นไปวางไว้ในยานแล้วกลับมากราบทูลว่าเสร็จแล้วพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ปิ่นมณีของเราหายไป. พวกมนุษย์ ต่างพากันแตกตื่นเป็นโกลาหล. พระราชาตรัสว่าท่านทั้งหลายจงปิดประตูทุกด้าน ตัดการสัญจรไปมาค้นหาโจร. พวกราชบุรุษได้ทำตามพระราชโองการ. พระนครเกิดเกรียวกราวกันไปทั่ว. บุรุษคนหนึ่งพาพวกเจ้าหน้าที่ไปหาพระโพธิสัตว์ กล่าวว่า จงหยุดยานก่อนพ่อคุณ ปิ่นมณีของพระราชาหายไป เราจักตรวจยาน เมื่อตรวจยาน ยึดปิ่นมณีที่ตนซ่อนไว้จับพระโพธิสัตว์โบยด้วยมือและเท้า กล่าวหาว่าเป็นโจรลักปิ่นมณีแล้วมัดแขนไพล่หลัง นำไปมอบแด่พระราชา กราบทูลว่า ชายผู้นี้เป็นโจรลักปิ่นมณี พระเจ้าข้า. พระราชามีพระบัญชาว่าจงตัดศีรษะมันเสีย. พวกราชบุรุษเอาหวายเฆี่ยนพระโพธิสัตว์ยกละสี่ ๆ นําออกจากพระนครทางประตูขวา. แม้นางสุชาดาก็ทิ้งยานประคองแขนคร่ำครวญเดินรำพันตามไปข้างหลังว่าข้าแต่สามี ท่านได้รับทุกข์นี้เพราะอาศัยข้าพเจ้า. พวกราชบุรุษให้พระโพธิสัตว์นอนหงายด้วยหมายใจว่า จักตัดศีรษะของพระโพธิสัตว์นั้น. นางสุชาดาเห็นดังนั้น จึงรำลึกถึงคุณแห่งศีลของตน แล้วรำพันเป็นต้นว่า ชื่อว่า เทพเจ้าผู้สามารถห้ามเหล่ามนุษย์มีนิสัยชั่วช้าสาหัส ซึ่งเบียดเบียนผู้มีศีลทั้งหลายในโลกนี้ เห็นจะไม่มีแล้วหนอ จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
เทพเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่มีอยู่ในโลกนี้ เป็นแน่ หรือเมื่อกิจเห็นปานนี้เกิดขึ้น ย่อมพา กันไปค้างแรมเสียเป็นแน่ อนึ่ง สมณพราหมณ์ ทั้งหลายอันเขาสมมติว่า เป็นผู้รักษาโลก ไม่มี อยู่ในโลกนี้เป็นแน่ เมื่อชนทุศีลกระทำกรรม อันสาหัสบุคคลผู้ห้ามปรามไม่มีอยู่เป็นแน่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น สนฺติ เทวา ความว่า เทพเจ้าทั้งหลาย ผู้ดูแลผู้มีศีล และห้ามคนชั่วไม่มีอยู่ในโลกนี้เป็นแน่. บทว่า ปวสนฺติ นูน ความว่า หรือเมื่อกิจเห็นปานนี้เกิดขึ้น เทพเจ้าทั้งหลาย ก็พากันไปค้างแรมเสีย คือ ไปอยู่ที่อื่นหมดเป็นแน่. บทว่า อิธ โลกปาลา ความว่า แม้สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีศีล ผู้อนุเคราะห์ที่เขาสมมติว่าเป็นผู้รักษาโลก เห็นจะไม่มีอยู่ในโลกนี้เป็นแน่. บทว่า สหสา กโรนฺตานํ อสญฺตานํ ได้แก่คนทุศีล ผู้กระทำกรรมสาหัส คือกรรมหยาบช้า ไม่สอบสวนให้ถ่องแท้. บทว่า ปฏิเสธตาโร คือผู้ห้ามว่า ท่านทั้งหลายอย่าทำกรรมเห็นปานนี้ จะทำดังนี้ไม่ได้ ดังนี้คงไม่มีเลย.
เมื่อนางผู้สมบูรณ์ด้วยศีลคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ อาสนะที่ประทับนั่งของท้าวสักกเทวราชก็แสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะทรงรำพึงว่า ใครหนอหวังจะให้เราเคลื่อนจากตำแหน่งสักกะครั้นทรงทราบเหตุนี้ว่า พระราชาพาราณสีทรงทำกรรมหยาบยิ่งนัก ทำให้นางสุชาดาผู้สมบูรณ์ด้วยศีลลำบาก เราควรจะไปในบัดนี้ จึงเสด็จลงจากเทวโลก บันดาลให้พระราชาลามกซึ่งประทับนั่งบนหลังคชสารเสต็จลงจากคชสาร ให้บรรทมหงายเหนือเขียงสัญญาณ แล้วทรงอุ้มพระโพธิสัตว์ให้ทรงเครื่องอลังการพร้อมสรรพ ทรงเพศเป็นพระราชาประทับนั่งเหนือคอคชสาร. เพชฌฆาตผู้ยืนเงื้อขวานคอยจะตัดศีรษะ ก็ตัดเอาพระเศียรของพระราชา. ในเวลาตัดนั่นเองจึงรู้ว่าเป็นพระเศียรของพระราชา. ท้าวสักกเทวราชทรงแสดงพระกายให้ปรากฏเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ทรงกระทำราชาภิเษกแก่พระราชาทรงตั้งตำแหน่งอัครมเหสีแก่นางสุชาดา.
พวกอำมาตย์ พราหมณ์ และคหบดีเป็นต้น เห็นท้าวสักกเทวราชแล้ว ต่างชื่นชมปรีดาว่า พระราชาผู้ปราศจากธรรมสิ้นพระชนม์แล้ว บัดนี้พวกเราได้พระราชาผู้ทรงธรรม ซึ่งท้าวสักกะทรงประทาน. ท้าวสักกะประทับอยู่บนอากาศ ทรงตรัสแก่บริษัททั้งหลายว่า พวกท่านได้พระราชาองค์นี้ที่ท้าวสักกะให้แล้ว. มีเทวดำรัสต่อไปว่า ดูก่อนมหาราช ตั้งแต่นี้ไปขอให้ท่านครองราชสมบัติโดยธรรมเถิด หากพระราชาไม่ประกอบด้วยธรรม ฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล ภัยสามอย่างเหล่านี้คือ ภัยเกิดจากความอดหยาก ๑ ภัยเกิดจากโรค ๑ ภัยเกิดจากศัตรู ๑ ก็จะบังเกิดขึ้นเมื่อจะถวายโอวาท จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
ในรัชสมัยของพระเจ้าอธรรมิกราช ฝน ย่อมตกในเวลาอันไม่ควรตก ในเวลาที่ควรตก ก็ไม่ตก พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น ใช่ว่า จะได้รับความยากเข็ญด้วยเหตุมีประมาณเท่านั้น ก็หามิได้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อกาเล ความว่า ในรัชสมัยของพระเจ้าอธรรมิกราช ฝนย่อมตกในกาลอันไม่ควร คือในเวลาข้าวสุกแล้วบ้าง ในเวลาเกี่ยวบ้าง ในเวลานวดเป็นต้นบ้าง. บทว่า กาเล ความว่า แต่ไม่ตก ในเวลาประกอบการงานและขวนขวายในการงาน ในเวลาหว่าน ในเวลาข้าวกล้า ข้าวอ่อนในเวลาข้าวตั้งท้อง. บทว่า สคฺคา จ จวติ านา ความว่า เคลื่อนจากฐานะอันได้แก่สวรรค์ คือจากเทวโลก. จริงอยู่พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมชื่อว่าเคลื่อนจากเทวโลก เพราะไม่ได้ลาภหรือเมื่อครองราชสมบัติอยู่บนสวรรค์ ก็ชื่อว่าเคลื่อนจากสวรรค์นั้น. บทว่า นนุ โส ตาวตา หโต ความว่า พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น จะถูกกำจัดด้วยเหตุเพียงนี้เป็นแท้. อีกอย่างหนึ่งจักเดือดร้อนในมหานรกแปดขุม และในอุสสทนรกสิบหกขุมนี้เป็นอธิบายในบทนี้.
ท้าวสักกะประทานโอวาทแก่มหาชนอย่างนี้แล้ว ได้เสด็จกลับไปยังเทวสถานของพระองค์. แม้พระโพธิสัตว์ก็ครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงบำเพ็ญทางไปสวรรค์ให้บริบูรณ์.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้ ท้าวสักกะได้เป็นอนุรุทธ นางสุชาดาได้เป็นมารดาราหุล ส่วนพระราชาที่ท้าวสักกะประทาน คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถามณิโจรชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๓๙–๒๔๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔ มณิโจรชาตกํ
น สนฺติ เทวา ปวสนฺติ นูนาติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต วธาย ปริสกฺกนฺตํ เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
เทวทตฺโต วธาย ปริสกฺกตีติ สุตฺวา น ภิกฺขเว อิทาเนว ปุพฺเพปิ เทวทตฺโต มยฺหํ วธาย ปริสกฺกติ เยว, ปริสกฺกนฺโตปิ มํ วธิตุํ นาสกฺขีติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พาราณสิโต อวิทูเร คามเก คหปติกุเล นิพฺพตฺติ ฯ อถสฺส วยปฺปตฺตสฺส พาราณสิโต กุลธีตรํ อาเนสุํ ฯ สา ปิยา อโหสิ อภิรูปา ทสฺสนียา เทวจฺฉรา วิย ปุปฺผลตา วิย วิลาสมานา มตฺตกินฺนรี วิย จ สุชาตาติ นาเมน ปติพฺพตา สีลาจารสมฺปนฺนา วตฺตสมฺปนฺนา ฯ นิจฺจกาลมฺปิสฺสา ปติวตฺตํ สสฺสุวตฺตํ สสุรวตฺตญฺจ กตเมว โหติ ฯ สา โพธิสตฺตสฺส ปิยา อโหสิ มนาปา ฯ อิติ เต อุโภปิ สมฺโมทมานา เอกคฺคจิตฺตา สมคฺคสํวาสํ วสึสุ ฯ อเถกทิวสํ สุชาตา มาตาปิตโร ทฏฺฐุกามมฺหีติ โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสิ ฯ โส สาธุ ภทฺเท มคฺเค ปาเถยฺยํ ปโหนกํ ปฏิยาเทหีติ ขชฺชกวิกตึ ปจาเปตฺวา ขชฺชกาทีนิ ยานเก ฐเปตฺวา ยานกํ ปาเชนฺโต ยานกสฺส ปุรโต อโหสิ, อิตรา ปจฺฉโต ฯ เต นครสมีปํ คนฺตฺวา ยานกํ โมเจตฺวา นฺหาตฺวา ภุญฺชึสุ ฯ ปุน โพธิสตฺโต ยานกํ โยเชตฺวา ปุรโต นิสีทิ ฯ สุชาตา วตฺถานิ ปริวตฺเตตฺวา อลงฺกริตฺวา ปจฺฉโต นิสีทิ ฯ ยานกสฺส อนฺโตนครํ ปวิฏฺฐกาเล พาราณสีราชา หตฺถิกฺขนฺธวรคโต นครํ ปทกฺขิณํ กโรนฺโต ตํ ปเทสํ อคมาสิ ฯ สุชาตา โอตริตฺวา ยานกสฺส ปจฺฉโต ปทสา ว ปายาสิ ฯ ราชา ตํ ทิสฺวา ตสฺสา รูปสมฺปตฺติยา อากฑฺฒิยมานโส ปฏิพทฺธจิตฺโต หุตฺวา เอกํ อมจฺจํ คจฺฉ เอติสฺสา สสฺสามิกภาวํ วา อสฺสามิกภาวํ วา ชานาหีติ เปเสสิ ฯ โส คนฺตฺวา ตสฺสา สสฺสามิกภาวํ ญตฺวา สสฺสามิกา กิร เทว ยานเก นิสินฺโน ปุริโส เอติสฺสา สามิโกติ อาห ฯ ราชา ปฏิพทฺธจิตฺตตํ วิโนเทตุํ อสกฺโกนฺโต กิเลสาตุโร หุตฺวา เอเกน อุปาเยน มาเรตฺวา อิตฺถึ คเหสฺสามีติ จินฺเตตฺวา เอกํ ปุริสํ อามนฺเตตฺวา คจฺฉ โภ อิมํ จุฬามณึ อาทาย วีถึ คจฺฉนฺโต วิย เอตสฺส ปุริสสฺส ยานเก ปกฺขิปิตฺวา เอหีติ จุฬามณึ ทตฺวา อุยฺโยเชสิ ฯ โส สาธูติ ตํ คเหตฺวา คนฺตฺวา ยานเก ฐเปตฺวา ฐปิโต เม เทวาติ อาคนฺตฺวา อาโรเจสิ ฯ ราชา จุฬามณิ เม นฏฺโฐติ อาห ฯ มนุสฺสา เอกโกลาหลํ อกํสุ ฯ ราชา สพฺพทฺวารานิ ปิทหิตฺวา สญฺจารํ ฉินฺทิตฺวา โจรํ ปริเยสถาติ อาห ฯ ราชปุริสา ตถา อกํสุ ฯ นครํ เอกสงฺโขภิตํ อโหสิ ฯ อิตโร ปุริโส มนุสฺเส คเหตฺวา โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา โภ ยานกํ ฐเปหิ, รญฺโญ จุฬามณิ นฏฺโฐ, ยานกํ โสเธสฺสามีติ ยานกํ โสเธนฺโต อตฺตนา ฐปิตมณึ คเหตฺวา โพธิสตฺตํ คเหตฺวา มณิโจโรสีติ หตฺเถหิ จ ปาเทหิ จ โปเถตฺวา คเหตฺวา ตํ ปจฺฉาพาหุํ พนฺธิตฺวา เนตฺวา อยํ มณิโจโรติ รญฺโญ ทสฺเสติ ฯ ราชา สีสมสฺส ฉินฺทถาติ อาณาเปสิ ฯ อถ นํ ราชปุริสา จตุกฺเก จตุกฺเก กสาหิ ตาเฬนฺตา ทกฺขิณทฺวาเรน นครา นิกฺขมึสุ ฯ สุชาตาปิ ยานกํ ปหาย พาหา ปคฺคยฺห ปริเทวมานา สามิ มํ นิสฺสาย อิมํ ทุกฺขํ ปตฺโตสีติ ปริเทวมานา ปจฺฉโต อคมาสิ ฯ ราชปุริสา สีสมสฺส ฉินฺทิสฺสามาติ โพธิสตฺตํ อุตฺตานํ นิปชฺชาเปสุํ ฯ ตํ ทิสฺวา สุชาตา อตฺตโน สีลคุณํ อาวชฺชิตฺวา นตฺถิ วต มญฺเญ อิมสฺมึ โลเก สีลวนฺตานํ วิเหฐนเก ปาปสาหสิกมนุสฺเส นิเสเธตุํ สมตฺถา เทวา นามาติ อาทีนิ ปริเทวมานา ปฐมํ คาถมาห
น สนฺติ เทวา ปวสนฺติ นูน,
น หิ นูน สนฺติ อิธ โลกปาลา,
สหสา กโรนฺตานํ ๑- อสญฺญตานํ
น หิ นูน สนฺติ ปฏิเสธิตาโรติ ฯ
ตตฺถ น สนฺติ เทวาติ อิมสฺมึ โลเก สีลวนฺตานํ โอโลกนกา ปาปานญฺจ นิเสธนกา น สนฺติ นูน เทวา ฯ ปวสนฺติ นูนาติ เอวรูเปสุ วา กิจฺเจสุ อุปฺปนฺเนสุ นูน ปวสนฺติ ปวาสํ คจฺฉนฺติ ฯ อิธ โลกปาลาติ อิมสฺมึ โลเก โลกปาลสมฺมตา สมณพฺราหฺมณาปิ สีลวนฺตา อนุคฺคหนกา น หิ นูน สนฺติ ฯ สหสา กโรนฺตานํ อสญฺญตานนฺติ สหสา อวิมํสิตฺวา สาหสิกํ ทารุณกมฺมํ กโรนฺตานํ ทุสฺสีลานํ ฯ ปฏิเสธิตาโรติ เอวรูปํ กมฺมํ มา กริตฺถ, น ลพฺภา
@เชิงอรรถ: ๑ กโรนฺตานมสญฺญตานนฺติ ยุตฺตตรํ ฯ เอตํ กาตุนฺติ ปฏิเสเธนฺตา นตฺถีติ อตฺโถ ฯ
เอวํ ตาย สีลสมฺปนฺนาย ปริเทวมานาย สกฺกสฺส เทวรญฺโญ นิสินฺนาสนํ อุณฺหาการํ ทสฺเสสิ ฯ สกฺโก โก นุ โข มํ สกฺกฏฺฐานโต จาเวตุกาโมติ อาวชฺเชนฺโต อิมํ การณํ ญตฺวา พาราณสีราชา อติผรุสํ กมฺมํ กโรติ, สีลสมฺปนฺนํ สุชาตํ กิลเมติ, คนฺตุํ อิทานิ เม วฏฺฏตีติ เทวโลกา โอรุยฺห อตฺตโน อานุภาเวน หตฺถิปิฏฺเฐ นิสีทิตฺวา คจฺฉนฺตํ ปาปราชานํ หตฺถิโต โอตาเรตฺวา ธมฺมคณฺฑิกาย อุตฺตานํ นิปชฺชาเปตฺวา โพธิสตฺตํ อุกฺขิปิตฺวา สพฺพาลงฺกาเรหิ อลงฺกริตฺวา ราชเวสํ คาหาเปตฺวา หตฺถิกฺขนฺเธ นิสีทาเปสิ ฯ ผรสุํ อุกฺขิปิตฺวา ฐิตา สีสํ ฉินฺทนฺตา รญฺโญ สีสํ ฉินฺทึสุ ฯ ฉินฺทนกาเล เยว จสฺส รญฺโญ สีสภาวํ ชานึสุ ฯ สกฺโก เทวราชา ทิสฺสมานกสรีเรเนว โพธิสตฺตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา โพธิสตฺตสฺส ราชาภิเสกํ กตฺวา สุชาตาเยว อคฺคมเหสิฏฺฐานํ ทาเปสิ ฯ อมจฺจา เจว พฺราหฺมณคหปติกาทโย จ สกฺกํ เทวราชานํ ทิสฺวา อธมฺมิกราชา มาริโต, อิทานิ อมฺเหหิ สกฺกทตฺติโก ธมฺมิกราชา ลทฺโธติ โสมนสฺสปฺปตฺตา อเหสุํ ฯ สกฺโกปิ อากาเส ฐตฺวา อยํ โว สกฺกทตฺติโก ราชา ลทฺโธติ ปริสานํ อาโรเจสิ ฯ มหาราช ตุมฺเหปิ อิโต ปฏฺฐาย ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสฺสถ, ๑- สเจ หิ ราชา อธมฺมิโก โหติ, เทโว อกาเล วสฺสติ, กาเล น วสฺสติ, ฉาตกภยํ โรคภยํ สตฺตุภยนฺติ อิมานิ ตีณิ ภยานิ อุปคตาเนว โหนฺตีติ
@เชิงอรรถ: ๑ กาเรถาติปิ ฯ โอวทนฺโต ทุติยํ คาถมาห
อกาเล วสฺสตี ตสฺส, กาเล ตสฺส น วสฺสติ,
สคฺคา จ จวติ ฐานา นนุ โส ตาวตา หโตติ ฯ
ตตฺถ อกาเลติ อธมฺมิกสฺส รญฺโญ รชฺเช อยุตฺเต กาเล จ สสฺสานํ ปกฺกกาเล วา ลายนกาเล วา มทฺทนาทิกาเล วา เทโว วสฺสติ ฯ กาเลติ ยุตฺตปฺปยุตฺตกาเล วปนกาเล ตรุณสสฺสกาเล คพฺภคฺคหณกาเล ปน น วสฺสติ ฯ สคฺคา จ จวติ ฐานาติ สคฺคสงฺขาตา ฐานา เทวโลกาติ อตฺโถ ฯ อธมฺมิกราชา หิ อปฺปฏิลาภวเสน เทวโลกา จวติ นาม, สคฺเคปิ วา รชฺชํ กาเรนฺโต อธมฺมิกราชา ตโต จวตีติปิ อตฺโถ ฯ นนุ โส ตาวตา หโตติ นนุ โส อธมฺมิกราชา เอตฺตเกน หโต โหติ ฯ อถ วา เอกํสวาจี เอตฺถ นุกาโร เนโส เอกํเสน เอตฺตาวตา หโต, อฏฺฐสุ ปน มหานิรเยสุ โสฬสสุ จ อุสฺสทนิรเยสุ ทีฆรตฺตํ โส หญฺญิสฺสตีติ อยเมตฺถ อตฺโถ ฯ
เอวํ สกฺโก มหาชนสฺส โอวาทํ ทตฺวา อตฺตโน เทวฏฺฐานเมว อคมาสิ ฯ โพธิสตฺโตปิ ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา สคฺคปูรํ ๑- ปูรยิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา อธมฺมิกราชา เทวทตฺโต อโหสิ, สกฺโก อนุรุทฺโธ, สุชาตา ราหุลมาตา, สกฺกทตฺติยราชา ปน อหเมวาติ ฯ
มณิโจรชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ สคฺคปทนฺติปิ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗