วลาหกัสสชาดก
ว่าด้วยความสวัสดี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๑ · บรรทัด ๑๔๔๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เย น กาหนฺติ โอวาทํ ดังนี้.
ความย่อมีอยู่ว่า ภิกษุนั้นเมื่อพระศาสดาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุเธอกระสันจริงหรือ กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าตรัสถามว่า เพราะเหตุไร กราบทูลว่า เพราะเห็นมาตุคามแต่งตัวงดงามคนหนึ่ง จึงกระสันด้วยอำนาจกิเลส. ลำดับนั้นพระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมดาหญิงเหล่านี้ เล้าโลมชายด้วย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และด้วยมารยาหญิงกระทำให้อยู่ในอำนาจของตน เขาเรียกว่านางยักษิณี เพราะเล้าโลมชายด้วยกรีดกราย ครั้นรู้ว่าชายนั้นตกอยู่ในอำนาจแล้วก็จะให้ถึงความพินาศแห่งศีล และความพินาศแห่งขนบประเพณีจริงอยู่ แม้แต่ก่อนพวกนางยักษิณีเข้าไปหาพวกผู้ชายหมู่หนึ่งด้วยมารยาหญิง แล้วเล้าโลมพวกพ่อค้าทำให้อยู่ในอำนาจของตน ครั้นเห็นชายอื่นอีก ก็ฆ่าพวกพ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดให้ถึงแก่ความตาย เคี้ยวกินหมุบ ๆ ทั้งมีเลือดไหลออกจากด้านคางทั้งสองข้าง แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลที่เกาะตามพปัณณิ มีเมืองยักษ์ชื่อ สิริสวัตถุ. พวกนางยักษิณีอาศัยอยู่ในเมืองนั้น. ในเวลาที่พวกพ่อค้าเรืออับปาง นางยักษิณีเหล่านั้น ก็พากันประดับตกแต่งร่างกายให้ถือของเคี้ยวของบริโภค มีหมู่ทาสีแวดล้อม อุ้มทารกเข้าไปหาพวกพ่อค้าเพื่อให้คนเหล่านั้นทราบว่า พวกเราก็มาที่อยู่ของมนุษย์ จึงแสดงกิจเป็นต้นว่า พวกมนุษย์ ฝูงโค สุนัข กำลังทำกสิกรรม โครักขกรรม เป็นต้นในที่นั้น ๆ แล้วเข้าไปหาพวกพ่อค้ากล่าวว่า เชิญดื่มข้าวยาคูนี้ เชิญบริโภคอาหารนี้เชิญเคี้ยวของเคี้ยวนี้. พวกพ่อค้าที่ไหวพริบ บริโภคอาหารที่นางยักษิณีเหล่านั้นให้แล้ว ๆ. ครั้นถึงเวลาที่พวกเขาเคี้ยวบริโภคดื่มเสร็จแล้วพักผ่อน ยักษิณีจึงถามว่า พวกท่านอยู่ที่ไหนมาจากไหน จะไปไหน มาทำอะไรที่นี่ เมื่อพวกพ่อค้าตอบว่าพวกเราเรืออับปาง จึงพากันมาที่นี่ นางยักษิณีกล่าวว่า ดีละพ่อคุณ แม้สามีของพวกเราก็ขึ้นเรือไป ล่วงไปสามเดือนแล้วชะรอยเขาจักตายกันหมด แม้พวกท่านก็เป็นพ่อค้าเหมือนกันพวกเราจะเป็นหญิงรับใช้พวกท่าน แล้วเล้าโลมพวกพ่อค้าเหล่านั้นด้วยมารยาหัวเราะและจริตของสตรี พาไปเมืองยักษ์หากมีพวกมนุษย์ที่ถูกจับไปไว้ก่อน ก็จองจำมนุษย์เหล่านั้นด้วยโซ่กายสิทธิ์ขังไว้ในห้องคุมขัง กระทำมนุษย์ที่จับได้ภายหลังให้เป็นสามีของตน แต่เมื่อไม่ได้มนุษย์เรืออับปางในที่พักของตน ก็เที่ยววนเวียนอยู่ฝั่งสมุทร คือเกาะไม้ขานางฝั่งโน้น เกาะไม้กากะทิงฝั่งนี้. นี่เป็นธรรมดาของพวกยักษิณี.
อยู่มาวันหนึ่ง พ่อค้าเรืออับปาง ๕๐๐ พากันขึ้นไปใกล้เมืองของยักษิณี. ยักษิณีเหล่านั้นจึงไปหาพวกพ่อค้าเล้าโลมแล้วนำมาเมืองยักษ์ ล่ามพวกมนุษย์ที่จับไว้ครั้งแรกด้วยโซ่กายสิทธิ์ขังไว้ในที่คุมขัง หัวหน้านางยักษิณีก็ให้หัวหน้าพ่อค้าเป็นสามี ยักษิณีที่เหลือก็ให้พ่อค้านอกนั้นเป็นสามี เป็นอันยักษิณี ๕๐๐ ได้ทำให้พ่อค้า ๕๐๐ เป็นสามีของตนด้วยประการฉะนี้.
ต่อมานางยักษิณีหัวหน้านั้น ครั้นเวลากลางคืน เมื่อพ่อค้าหลับ จึงลุกขึ้นไปฆ่ามนุษย์ทั้งหลายในเรือนคุมขัง กินเนื้อเสร็จแล้วก็กลับมา. แม้ยักษิณีที่เหลือก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน. ในเวลาที่หัวหน้ายักษิณีกินเนื้อมนุษย์แล้วกลับมาร่างกายมักเย็น. หัวหน้าพ่อค้าคอยสังเกตอยู่ ครั้นรู้ว่ามันเป็นยักษิณี จึงรำพึงต่อไปว่า หญิง ๕๐๐ เหล่านี้ น่าจะเป็นยักษิณี พวกเราควรจะหนีไปเสีย รุ่งเช้าเดินไปเพื่อล้างหน้า จึงบอกแก่พวกพ่อค้าว่าหญิงเหล่านี้เป็นยักษิณี มิใช่หญิงมนุษย์ ในเวลาที่พวกอื่นเรืออับปางมา พวกมันจะให้คนเหล่านั้นเป็นสามีมันแล้วก็กินพวกเราเสีย. มาเถิดพวกเราพากันหนีไปเถิด. ในพวกพ่อค้าเหล่านั้นพ่อค้าสองร้อยห้าสิบคนกล่าวว่า เราไม่อาจละทิ้งหญิงเหล่านี้ไปได้ดอก พวกท่านไปกันเถิด พวกเราจักไม่หนีไปละ. หัวหน้าพ่อค้าก็พาพวกพ่อค้าสองร้อยห้าสิบคน ซึ่งเชื่อฟังคำของตนกลัวยักษิณีเหล่านั้นหนีไป. ก็ในเวลานั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดม้าวลาหก. ม้านั้นมีสีขาวปลอด มีศีรษะเหมือนกาผมเป็นปอย มีฤทธิ์เหาะเหินได้. ม้าวลาหกนั้นเหาะมาจากเขาหิมพานต์ไปยังเกาะตามพปัณณิ บริโภคข้าวสาลีที่เกิดเองในเปือกตม ใกล้สระตามพปัณณินั้น แล้วกลับไป. อนึ่ง เมื่อเหาะไปนั้นก็พูดเป็นภาษามนุษย์ ซึ่งได้อบรมมาด้วยความกรุณาสามครั้งว่า มีผู้ประสงค์จะไปชนบทไหม มีผู้ประสงค์จะไปชนบทไหมมีผู้ประสงค์จะไปชนบทไหม. พวกพ่อค้าเหล่านั้นได้ยินคำของม้านั้น จึงพากันเข้าไปหาประคองอัญชลี กล่าวว่า พวกข้าพเจ้าจักไปชนบท. ม้าบอกว่า ถ้าเช่นนั้น จงขึ้นหลังเราเถิด. ครั้นแล้วพ่อค้าบางพวกก็ขึ้นหลัง. บางพวกก็จับหาง. บางพวกยืนประคองอัญชลี. พระโพธิสัตว์จึงพาพวกพ่อค้าทั้งหมด แม้ที่สุดพวกที่ยืนประคองอัญชลีไปสู่ชนบท ด้วยอานุภาพของตน ให้ทุกคนอยู่ในที่ของตน ๆ แล้วก็ไปที่อยู่ของตน. นางยักษิณีเหล่านั้นในเวลาที่พวกอื่นมาถึงก็ฆ่ามนุษย์สองร้อยห้าสิบคนที่ทิ้งไว้ในที่นั้นกินเสีย.
พระศาสดา ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกพ่อค้าที่ตกอยู่ในอำนาจของยักษิณีได้สิ้นชีวิตลง พวกที่เชื่อคำของพญาม้าวลาหก ก็กลับไปอยู่ในที่ของตน ๆฉันใด. ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งไม่ทำตามโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมถึงความทุกข์ใหญ่ในอบายสี่ เป็นต้นว่า เครื่องจองจำห้าประการ และเครื่องกรรมกรณ์ ส่วนผู้ที่เชื่อฟังโอวาทย่อมบรรลุฐานะเหล่านี้ คือกุลสมบัติ ๓ สวรรค์ชั้นกามาพจร ๖ พรหมโลก ๒๐ แล้วทำให้แจ้งอมตมหานฤพาน เสวยสุขเป็นอันมาก ครั้นพระองค์ตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณแล้ว จึงตรัสคาถาเหล่านี้ว่า :-
นรชนเหล่าใดไม่ทำตามโอวาทที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นรชนเหล่านั้นจักต้องถึงความ พินาศ เหมือนพ่อค้าทั้งหลายถูกนางผีเสื้อหลอก ลวงให้อยู่ในอำนาจฉะนั้น. นรชนเหล่าใด ทำตามโอวาทอันพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว นรชนเหล่านั้นจักถึงฝั่ง สวัสดี ดุจพ่อค้าทั้งหลาย ทำตามถ้อยคำที่ม้าวลาหกกล่าวแล้ว ฉะนั้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เย น กาหนฺติ คือ ชนเหล่าใดไม่เชื่อคำสอน. บทว่า พฺยสนํ เต คมิสฺสนฺติ ได้แก่ ชนเหล่านั้นจักถึงมหาพินาศ. บทว่า รกฺขสีหิว วาณิชา ได้แก่ เหมือนพ่อค้าที่ถูกนางยักษิณีเล้าโลมฉะนั้น. บทว่า โสตฺถิปารํ คมิสฺสนฺติ ได้แก่ จักถึงพระนิพพานโดยไม่มีอันตราย. บทว่า วลาเหเนววาณิชา ได้แก่ เหมือนพ่อค้าที่ม้าวลาหกกล่าวว่า จงมาเถิดก็เชื่อฟังม้านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอายอดแห่งพระธรรมเทศนาด้วยอมตมหานฤพานว่า ชนทั้งหลายผู้เชื่อฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมถึงนิพพานอันเป็นฝั่งแห่งสงสารเหมือนพ่อค้าเหล่านั้น ไปถึงฝั่งแห่งมหาสมุทรแล้วก็ได้ไปในที่ของตน ๆ.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ภิกษุอื่นหลายรูปได้บรรลุโสดาปัตติผลสกิทาคามิผล อนาคามิผลและอรหัตผล. พ่อค้าสองร้อยห้าสิบคนที่เชื่อฟังคำของม้าวลาหกในครั้งนั้นได้เป็นพุทธบริษัทในครั้งนี้. ส่วนพญาม้าวลาหก คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาวลาหกัสสชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๕๑–๒๕๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๖ วลาหกสฺสชาตกํ
เย น กาหนฺติ โอวาทนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส หิ ภิกฺขุ สตฺถารา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ อุกฺกณฺฐิโตติ ปุฏฺโฐ สจฺจนฺติ วตฺวา กึการณาติ วุตฺเต เอกํ อลงฺกตมาตุคามํ ทิสฺวา กิเลสวเสนาติ อาห ฯ อถ นํ สตฺถา อิตฺถิโย นาเมตา ภิกฺขุ อตฺตโน รูปสทฺทคนฺธรสโผฏฺฐพฺเพหิ เจว อิตฺถิกูเฏน จ ปุริเส อุปโลเภตฺวา อตฺตโน วเส กตฺวา วิลาเสหิปิ ปุริเส อุปโลเภตฺวา วสํ อุปคตภาวํ ญตฺวา สีลวินาสญฺเจว วตฺตวินาสญฺจ ปาปนฏฺเฐน ยกฺขินิโยติ วุจฺจนฺติ, ปุพฺเพปิ หิ ยกฺขินิโย อิตฺถิกูเฏน เอกํ ปุริสสตฺถํ อุปสงฺกมิตฺวา วาณิชเก อุปโลเภตฺวา อตฺตโน วเส กตฺวา ปุน อญฺเญ ปุริเส ทิสฺวา เต สพฺเพปิ ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา อุโภหิ หนุกปสฺเสหิ โลหิเตน ปคฺฆรนฺเตน มุรุมุราเปตฺวา ขาทึสูติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต ตามฺพปณฺณิทีเป สิริสวตฺถุํ นาม ยกฺขนครํ อโหสิ ฯ ตตฺถ ยกฺขินิโย วสึสุ ฯ ตา ภินฺนนาวานํ วาณิชานํ อาคตกาเล อลงฺกตปฏิยตฺตา ขาทนียํ โภชนียํ คาหาเปตฺวา ทาสิคณปริวุตา ทารเก องเกนาทาย วาณิเช อุปสงฺกมิตฺวา เตสํ มนุสฺสา วาสํ อาคตมฺหาติ สญฺชานนตฺถํ ตตฺถ ตตฺถ กสิโครกฺขาทีนิ กโรนฺเต มนุสฺเส โคคเณ สุนเขติ เอวมาทีนิ ทสฺเสนฺติ, วาณิชานํ สนฺติกํ คนฺตฺวา อิมํ ยาคุํ ปิวถ, อิมํ ภตฺตํ ภุญฺชถ, อิมํ ขาทนียํ ขาทถาติ วทนฺติ ฯ วาณิชา อชานนฺตา ตาหิ ทินฺนํ ทินฺนํ ปริภุญฺชนฺติ ฯ อถ เตสํ ขาทิตฺวา ภุญฺชิตฺวา ปิวิตฺวา วิสฺสมิตกาเล ปฏิสนฺถารํ กโรนฺติ ตุมฺเห กตฺถ วาสิกา, กุโต อาคตา, กหํ คจฺฉิสฺสถ, เกน กมฺเมน อิธาคตตฺถาติ ปุจฺฉนฺติ ภินฺนนาวา หุตฺวา อิธาคตมฺหาติ วุตฺเต สาธุ อยฺยา อมฺหากมฺปิ สามิกานํ นาวํ อภิรูหิตฺวา คตานํ ตีณิ สงฺวจฺฉรานิ อติกฺกนฺตานิ, เต มตา ภวิสฺสนฺติ, ตุมฺเหปิ วาณิชา เยว, มยํ ตุมฺหากํ ปาทปริจาริกา ภวิสฺสามาติ วตฺวา เต วาณิเช อิตฺถิกูฏหาสวิลาเสหิ ปโลเภตฺวา ยกฺขนครํ เนตฺวา สเจ ปฐมํ คหิตา มนุสฺสา อตฺถิ, เต เทวสงฺขลิกาย พนฺธิตฺวา การณฆเร ปกฺขิปิตฺวา ปจฺฉาคหิเต อตฺตโน สามิเก กโรนฺติ, อตฺตโน วสนฏฺฐาเน ภินฺนนาเว มนุสฺเส อลภนฺติโย ปน ปรโต กลฺยาณิทีปํ โอรโต นาคทีปนฺติ เอวํ สมุทฺทตีรํ อนุวิจรนฺติ ฯ อยํ ตาสํ ธมฺมตา ฯ อเถกทิวสํ ปญฺจสตา ภินฺนนาวา วาณิชา ตาสํ นครสมีเป อุตฺตรึสุ ฯ ตา เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ปโลเภตฺวา ยกฺขนครํ อาเนตฺวา ปฐมํ คหิตมนุสฺเส เทวสงฺขลิกาหิ พนฺธิตฺวา การณฆเร ปกฺขิปิตฺวา เชฏฺฐยกฺขินี เชฏฺฐวาณิชํ เสสา เสเสติ ปญฺจสตา ยกฺขินิโย เต ปญฺจสเต วาณิเช อตฺตโน สามิเก อกํสุ ฯ อถ สา เชฏฺฐยกฺขินี รตฺติภาเค วาณิเช นิทฺทํ อุปคเต อุฏฺฐาย คนฺตฺวา การณฆเร มนุสฺเส มาเรตฺวา มํสํ ขาทิตฺวา อาคจฺฉติ ฯ เสสาปิ ตเถว กโรนฺติ ฯ เชฏฺฐยกฺขินิยา มนุสฺสมํสํ ขาทิตฺวา อาคตกาเล สรีรํ สีตลํ โหติ ฯ เชฏฺฐวาณิโช ปริคฺคณฺหนฺโต ตสฺสา ยกฺขินิภาวํ ญตฺวา อิมา ปญฺจสตาปิ ยกฺขินิโย ภวิสฺสนฺติ, อมฺเหหิ ปลายิตุํ วฏฺฏตีติ ปุนทิวเส ปาโต ว มุขโธวนตฺถาย คนฺตฺวา เสสวาณิชานํ อาโรเจสิ อิมา ยกฺขินิโย น มนุสฺสิตฺถิโย, อญฺเญสํ ภินฺนนาวานํ อาคตกาเล เต สามิเก กตฺวา อมฺเห ขาทิสฺสนฺติ, เอถ, มยํ ปลายามาติ ฯ เตสุ อฑฺฒเตยฺยสตา มยํ เอตา วิชหิตุํ น สกฺขิสฺสาม, ตุมฺเห คจฺฉถ, มยํ น ปลายิสฺสามาติ อาหํสุ ฯ เชฏฺฐวาณิโช อตฺตโน วจนกเร อฑฺฒเตยฺยสเต คเหตฺวา ตาสํ ภีโต ปลายิ ฯ ตสฺมึ ปน กาเล โพธิสตฺโต วลาหกอสฺสโยนิยํ นิพฺพตฺติ ฯ สพฺพเสโต กากสีโส มุญฺชเกโส อิทฺธิมา เวหาสงฺคโม อโหสิ ฯ โส หิมวนฺตโต อากาเส อุปฺปติตฺวา ตามฺพปณฺณิทีปํ คนฺตฺวา ตตฺถ ตามฺพปณฺณิสเร ปลฺลเล สยํชาตสาลึ ขาทิตฺวา คจฺฉติ ฯ เอวํ คจฺฉนฺโต จ ชนปทํ คนฺตุกาโม อตฺถิ, ชนปทํ คนฺตุกาโม อตฺถิ, ชนปทํ คนฺตุกาโม อตฺถีติ ติกฺขตฺตุํ กรุณาย ปริภาวิตํ มานุสิวาจํ ภาสติ ฯ เต ตสฺส วจนํ สุตฺวา อุปสงฺกมิตฺวา อญฺชลึ ปคฺคยฺห สามิ มยํ ชนปทํ คมิสฺสามาติ อาหํสุ ฯ เตน หิ มยฺหํ ปิฏฺฐึ อภิรุยฺหถาติ ฯ อเถกจฺเจ ปิฏฺฐึ อภิรูหึสุ ฯ เอกจฺเจ พาลธึ คณฺหึสุ ฯ เอกจฺเจ อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา อฏฺฐํสุ เยว ฯ โพธิสตฺโต อนฺตมโสปิ อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวา ฐิเต สพฺเพปิ อฑฺฒเตยฺยสเต วาณิเช อตฺตโน อานุภาเวน ชนปทํ เนตฺวา สกสกฏฺฐาเนสุ ปติฏฺฐาเปตฺวา อตฺตโน วสนฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ ตาปิ โข ยกฺขินิโย อญฺเญสํ อาคตกาเล เต ตตฺถ โอหีนเก อฑฺฒเตยฺยสเต มนุสฺเส วธิตฺวา ขาทึสุ ฯ
สตฺถา ภิกฺขู อามฺนเตตฺวา ภิกฺขเว ยถา เต ยกฺขินีนํ วสํ คตา วาณิชา ชีวิตกฺขยํ ปตฺตา, วลาหกสฺสราชสฺส วจนกรา สกสกฏฺฐาเนสุ ปติฏฺฐิตา, เอวเมว พุทฺธานํ โอวาทํ อกโรนฺตา ภิกฺขูปิ ภิกฺขุนิโยปิ อุปาสกาปิ อุปาสิกาโยปิ จตูสุ อปาเยสุ ปญฺจวิธพนฺธนกมฺมกรณฏฺฐานาทีสุ มหาทุกฺขํ ปาปุณนฺติ, โอวาทกรา ปน ติสฺโส กุลสมฺปตฺติโย ฉกามสคฺเค วีสติพฺรหฺมโลเกติ อิมานิ เจว ฐานานิ ปตฺวา อมตมหานิพฺพานํ สจฺฉิกตฺวา มหนฺตํ สุขํ อนุภวนฺตีติ วตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมา คาถา อโวจ
เย น กาหนฺติ โอวาทํ นรา พุทฺเธน เทสิตํ
พฺยสนํ เต คมิสฺสนฺติ รกฺขสีหิว วาณิชา,
เย จ กาหนฺติ โอวาทํ นรา พุทฺเธน เทสิตํ
โสตฺถิปารํ คมิสฺสนฺติ วลาเหเนว วาณิชาติ ฯ
ตตฺถ เย น กาหนฺตีติ เย น กริสฺสนฺติ ฯ พฺยสนํ เต คมิสฺสนฺตีติ เต มหาวินาสํ ปาปุณิสฺสนฺติ ฯ รกฺขสีหิว วาณิชาติ รกฺขสีหิ ปโลภิตา วาณิชา วิย ฯ โสตฺถิปารํ คมิสฺสนฺตีติ อนนฺตราเยน นิพฺพานํ ปาปุณิสฺสนฺติ ฯ วลาเหเนว วาณิชาติ วลาเหเนว อาคจฺฉถาติ วุตฺตา ตสฺส วจนกรา วาณิชา วิย ฯ ยถา หิ เต สมุทฺทปารํ คนฺตฺวา สกสกฏฺฐานานิ อคมํสุ, เอวํ พุทฺธานํ โอวาทกรา สํสารปารํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อมตมหานิพฺพาเนน ธมฺมเทสนาย กูฏํ คณฺหิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุกฺกณฺฐิตภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ อญฺเญ พหู โสตาปตฺติผลสกิทาคามิผลอนาคามิผลอรหตฺตผลานิ ปาปุณึสุ ฯ ตทา วลาหกสฺสราชสฺส วจนกรา อฑฺฒเตยฺยสตา วาณิชา พุทฺธปริสา อเหสุํ, วลาหกสฺสราชา ปน อหเมวาติ ฯ
วลาหกสฺสราชชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗