มิตตามิตตชาดก
ว่าด้วยอาการของผู้เป็นมิตรและมิใช่มิตร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๓ · บรรทัด ๑๔๕๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น นํ อุมฺหยเต ทิสฺวา ดังนี้.
ภิกษุรูปหนึ่งถือเอาเศษผ้าผืนหนึ่งด้วยความวิสาสะที่พระอุปัชฌายะวางไว้ ด้วยคิดว่า เมื่อเราถือเอาแล้ว พระอุปัชฌายะของเราจะไม่โกรธ แล้วทำเป็นถุงใส่รองเท้า ภายหลังจึงบอกพระอุปัชฌายะ. ครั้นพระอุปัชฌายะถามภิกษุนั้นว่า เพราะเหตุใดท่านจึงถือเอา เมื่อภิกษุนั้นตอบว่า ถือเอาโดยวิสาสะของพระคุณท่านด้วยคิดว่า เมื่อเราถือเอาแล้ว พระอุปัชฌายะจักไม่โกรธขอรับ พระอุปัชฌายะจึงกล่าวว่า ชื่อว่าวิสาสะของคุณกับของผมเป็นอย่างไร แล้วโกรธลุกขึ้นตบ. การกระทำของพระอุปัชฌายะนั้นได้ปรากฏในพวกภิกษุ.
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินมาว่า ภิกษุหนุ่มรูปโน้น ได้ถือเอาเศษผ้าของพระอุปัชฌายะโดยวิสาสะ แล้วทำเป็นถุงใส่รองเท้าครั้นพระอุปัชฌายะถามว่า ชื่อว่าวิสาสะของคุณกับของผมเป็นอย่างไร แล้วโกรธลุกขึ้นตบ. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นไม่มีวิสาสะกับสัทธิวิหาริกของตน มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนก็ไม่มีวิสาสะเหมือนกัน แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นกาสี ครั้นเจริญวัยออกบวชเป็นฤๅษี ยังอภิญญาและสมาบัติ ให้เกิดเป็นครูประจําคณะอาศัยอยู่ ณ หิมวันตประเทศ. ในหมู่ฤๅษีนั้นมีดาบสรูปหนึ่งไม่เชื่อคำพระโพธิสัตว์ เลี้ยงลูกช้างกำพร้าไว้เชือกหนึ่ง. ครั้นลูกช้างเติบใหญ่ขึ้นได้ฆ่าดาบสนั้นเสีย แล้วหนีเข้าป่าไป. หมู่ฤๅษีครั้นทำการฌาปนกิจศพดาบสนั้นเสร็จแล้วจึงเข้าไปล้อมถามพระโพธิสัตว์ว่า พระคุณเจ้าขอรับ ความเป็นมิตรหรือความเป็นศัตรู จะสามารถรู้ได้ด้วยเหตุอะไร. พระโพธิสัตว์เมื่อจะบอกว่าด้วยเหตุนี้ ๆ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
ศัตรูเห็นเข้าแล้ว ไม่ยิ้มแย้ม ไม่แสดง ความยินดีตอบ สบตากันแล้วเบือนหน้าหนีไม่ แลดู ประพฤติตรงกันข้ามเสมอ. อาการเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในศัตรู เป็นเครื่องให้บัณฑิตเห็น และได้ฟังแล้วพึงรู้ได้ว่าศัตรู.
ในบทเหล่านั้น บทว่า น นํ อุมฺหยเต ทิสฺวา ความว่า ก็ผู้ได้เป็นศัตรูของคนใด ผู้นั้นเห็นคนนั้นแล้ว ย่อมไม่ยิ้มแย้ม คือไม่หัวเราะ ไม่แสดงอาการร่าเริง. บทว่า น จ นํ ปฏินนฺทติ ได้แก่ แม้ได้ยินคำของเขา ย่อมไม่ชื่นชมบุคคลนั้น คือไม่พลอยยินดีว่า คำพูดของผู้นั้นดี เป็นสุภาษิต. บทว่า จกฺขูนิ จสฺส น ททนฺติ ได้แก่ ตาต่อตา จ้องกันแล้วหลบหน้าเสียไม่มองดู คือเมินตาไปทางอื่นเสีย. บทว่า ปฏิโลมญฺจ วตฺตติ. ได้แก่ ไม่ชอบใจการกระทำทางกาย ทางวาจาของเขา คือถือตรงกันข้าม แสดงกิริยาเป็นข้าศึก. บทว่า อาการา ได้แก่เหตุ. บทว่า เยหิ อมิตฺตํ ความว่า เหตุที่บุคคลผู้เป็นบัณฑิตเห็นและได้ยินแล้ว พึงรู้ได้ว่าผู้นี้เป็นศัตรูของเรา. ส่วนความเป็นมิตรพึงรู้ได้จากอาการตรงกันข้ามกับศัตรูนั้น.
พระโพธิสัตว์ครั้นบอกเหตุแห่งความเป็นมิตรและเป็นศัตรูกันอย่างนี้แล้ว จึงเจริญพรหมวิหาร เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก. ดาบสผู้เลี้ยงช้างในครั้งนั้น ได้เป็นสัทธิวิหาริกในครั้งนี้ช้างได้เป็นพระอุปัชฌายะ หมู่บริษัทได้เป็นพุทธบริษัท ส่วนครูประจำคณะ คือ เราตถาคต.
จบ อรรถกถามิตตามิตตชาดกที่ ๗
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๕๘–๒๖๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๗ มิตฺตามิตฺตชาตกํ
น นํ อุมฺหยเต ทิสฺวาติ อิทํ สตฺถา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
อญฺญตโร ภิกฺขุ มยา คหิเต มยฺหํ อุปชฺฌาโย น กุชฺฌิสฺสตีติ อุปชฺฌาเยน ฐปิตํ วิสฺสาเสน เอกํ วตฺถขณฺฑํ คเหตฺวา อุปาหนตฺถวิกํ กตฺวา ปจฺฉา อุปชฺฌายํ อาปุจฺฉิ ฯ อถ นํ อุปชฺฌาโย กึการณา คณฺหีติ วตฺวา มยา คหิเต น กุชฺฌิสฺสตีติ ตุมฺหากํ วิสฺสาเสนาติ วุตฺเต โก มยา สทฺธึ ตุยฺหํ วิสฺสาโส นามาติ วตฺวา กุทฺโธ อุฏฺฐหิตฺวา ปหริ ฯ ตสฺส สา กิริยา ภิกฺขูสุ ปากฏา ชาตา ฯ อเถกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุโก กิร ทหโร ภิกฺขุ อุปชฺฌายสฺส วิสฺสาเสน วตฺถขณฺฑํ คเหตฺวา อุปาหนตฺถวิกํ อกาสิ, อถ นํ อุปชฺฌาโย โก มยา สทฺธึ ตุยฺหํ วิสฺสาโส นามาติ วตฺวา กุทฺโธ อุฏฺฐหิตฺวา ปหรีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว เอส ภิกฺขุ อตฺตโน สทฺธิวิหาริเกน สทฺธึ อวิสฺสาสิโก, ปุพฺเพปิ อวิสฺสาสิโก เยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต
กาสิกรฏฺเฐ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพตฺเตตฺวา คณสตฺถา หุตฺวา หิมวนฺตปฺปเทเส วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตสฺมึ อิสิคเณ เอโก ตาปโส โพธิสตฺตสฺส วจนํ อกตฺวา เอกํ มตมาติกํ หตฺถิโปตกํ ปฏิชคฺคิ ฯ อถ นํ โส วุฑฺฒิปฺปตฺโต มาเรตฺวา อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ ตสฺส สรีรกิจฺจํ กตฺวา อิสิคโณ โพธิสตฺตํ ปริวาเรตฺวา ภนฺเต เกน นุ โข การเณน มิตฺตภาโว วา อมิตฺตภาโว วา สกฺกา ชานิตุนฺติ ปุจฺฉิ ฯ โพธิสตฺโต อิมินา จ อิมินา จ การเณนาติ อาจิกฺขนฺโต อิมา คาถา อโวจ
น นํ อุมฺหยเต ทิสฺวา น จ นํ ปฏินนฺทติ
จกฺขูนิ จสฺส น ททาติ ปฏิโลมญฺจ วตฺตติ,
เอเต ภวนฺติ อาการา อมิตฺตสฺมึ ปติฏฺฐิตา
เยหิ อมิตฺตํ ชาเนยฺย ทิสฺวา สุตฺวา จ ปณฺฑิโตติ ฯ
ตตฺถ น นํ อุมฺหยเต ทิสฺวาติ โย หิ ยสฺส อมิตฺโต โหติ, โส ตํ ทิสฺวา น อุมฺหยเต หสติ สิตํ น กโรติ ปหฏฺฐาการํ น ทสฺเสติ ฯ น จ นํ ปฏินนฺทตีติ ตสฺส วจนํ สุตฺวาปิ ตํ ปุคฺคลํ น ปฏินนฺทติ สาธุ สุภาสิตนฺติ นาพฺภนุโมทติ ฯ จกฺขูนิ จสฺส น ททาตีติ จกฺขุนา จกฺขุํ อาหจฺจ ปฏิมุโข หุตฺวา น โอโลเกติ อญฺญโต ว จกฺขูนิ หรติ ฯ ปฏิโลมญฺจ วตฺตตีติ ตสฺส กายกมฺมํ วจีกมฺมมฺปิ น โรเจติ ปฏิโลมคาหํ คณฺหาติ ปจฺจนิกคาหํ ฯ อาการาติ การณานิ ฯ เยหิ อมิตฺตนฺติ เยหิ การเณหิ, ตานิ การณานิ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ ปณฺฑิโต ปุคฺคโล อยํ เม อมิตฺโตติ ชาเนยฺย ฯ ตโต วิปรีเตหิ ปน มิตฺตภาโว ชานิตพฺโพติ ฯ
เอวํ โพธิสตฺโต มิตฺตามิตฺตภาวการณานิ อาจิกฺขิตฺวา พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ ตทา หตฺถิโปสกตาปโส สทฺธิวิหาริโก อโหสิ, หตฺถี อุปชฺฌาโย, อิสิคณา พุทฺธปริสา, คณสตฺถา ปน อหเมวาติ ฯ
มิตฺตามิตฺตชาตกํ สตฺตมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗