สาธุสีลชาดก
ว่าด้วยเลือกเอาผู้มีศีล
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๙ · บรรทัด ๑๔๗๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพราหมณ์คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สรีรทพฺยํ วุฑฺฒพฺยํ ดังนี้.
ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นมีลูกสาวสี่คน. มีชายสี่คนต้องการลูกสาวเหล่านั้น. ในชายสี่คนนั้น คนหนึ่งรูปงามร่างกายสมบูรณ์ คนหนึ่งอายุมากเป็นผู้ใหญ่ คนหนึ่งสมบูรณ์ด้วยชาติ คนหนึ่งมีศีล. พราหมณ์คิดว่า เมื่อจะปลูกฝังลูกสาวควรจะให้แก่ใครหนอ ควรให้แก่คนรูปงามหรือ คนมีอายุ คนสมบูรณ์ด้วยชาติ และคนมีศีล คนใดคนหนึ่งดี. แม้เขาจะพยายามคิดก็ไม่รู้แน่ จึงคิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจักทรงทราบเหตุนี้ เราจักทูลถามพระองค์แล้วยกลูกสาวให้แก่ผู้ที่สมควรในระหว่างคนเหล่านั้น จึงได้ถือของหอมดอกไม้เป็นต้น ไปวิหารถวายบังคมพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนหนึ่ง กราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าตั้งแต่ต้น แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ควรจะให้แก่ใครในชายทั้งสี่เหล่านี้. พระศาสดาตรัสว่า แต่ปางก่อนบัณฑิตทั้งหลายก็ยังถามปัญหานี้แก่พระองค์ แต่เพราะยังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อของภพ จึงไม่อาจจดจำได้ เมื่อพราหมณ์ทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
ในอดีตกาลครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์เรียนศิลปะในเมืองตักกสิลา แล้วได้มาเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในกรุงตักกสิลา. ครั้งนั้นพราหมณ์มีลูกสาวสี่คน. มีชายสี่คนต้องการลูกสาวเหล่านั้น. พราหมณ์รำพึงว่า จะควรให้แก่ใคร เมื่อไม่แน่ใจจึงคิดว่า เราจะต้องถามอาจารย์ แล้วให้แก่ผู้ที่ควรให้จึงไปหาอาจารย์ เมื่อจะถามเรื่องนั้น จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-
เราขอถามท่านพราหมณ์ว่า ๑. คนมีรูป งาม ๒. คนอายุมาก ๓. คนมีชาติสูง ๔. คนมี ศีล สี่คนนั้น ท่านจะเลือกเอาคนไหน.
ในบทเหล่านั้น พราหมณ์ประกาศคุณที่มีอยู่แก่ชายสี่คนเหล่านั้น. ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ชายสี่คนต้องการลูกสาวสี่คนของข้าพเจ้า ในชายสี่คนนั้น คนหนึ่งมีรูปงาม คือมีร่างกายสมบูรณ์ มีความสง่า คนหนึ่งอายุมาก คือเป็นผู้ใหญ่ เจริญวัยคนหนึ่งมีชาติสูง คือสมบูรณ์ด้วยชาติ เพราะเกิดมาดี คนหนึ่งมีศีล คืองดงามด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยศีล. บทว่า พฺราหฺมณนฺเต ว ปุจฺฉาม ความว่า ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะให้ลูกสาวเหล่านี้แก่ชายคนหนึ่งในสี่คนเหล่านั้น จึงขอถามท่านพราหมณ์. บทว่า กินฺนุ เตสํ วณิมฺหเส ความว่า ชายสี่คนเหล่านั้น ข้าพเจ้าจะเลือก คือต้องการคนไหนดี. คือพราหมณ์ถามอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าจะให้ลูกสาวเหล่านั้นแก่ใคร.
อาจารย์ฟังพราหมณ์นั้นแล้ว จึงตอบว่า คนมีศีลวิบัติแล้วแม้เมื่อมีรูปสมบัติก็น่าตำหนิ เพราะฉะนั้น รูปสมบัติหาเป็นประมาณไม่ เราชอบความเป็นผู้มีศีล เมื่อจะประกาศความนี้จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ประโยชน์ในร่างกายก็มีอยู่ ข้าพเจ้าขอ ทำความนอบน้อมต่อท่านผู้เจริญวัย ประโยชน์ ในชาติดีก็มีอยู่ แต่เราชอบใจศีล.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺโถ อตฺถิ สรีรสฺมึ ความว่า ความต้องการ คือความวิเศษ ความเจริญในร่างกายที่สมบูรณ์ด้วยรูป มีเหมือนกัน มิใช่เราว่าไม่มี. บทว่า วุฑฺฒพฺยสฺส นโม กเรความว่า แต่เราทำความนอบน้อมแก่ผู้เจริญวัย เพราะผู้เจริญวัยย่อมได้การกราบไหว้นับถือ. บทว่า อตฺโถ อตฺถิ สุชาตสฺมึ ความว่า ความเจริญในคนที่เกิดมาดีก็มี เพราะชาติสมบัติก็ควรปรารถนาเหมือนกัน. บทว่า สีลํ อสฺมาก รุจฺจติ ได้แก่แต่เราชอบใจคนมีศีลเท่านั้น. เพราะคนมีศีล สมบูรณ์ด้วยมารยาท แม้จะขาด สรีรสมบัติ ก็ยังน่าบูชา น่าสรรเสริญ.
พราหมณ์ฟังคำของอาจารย์แล้วก็ยกลูกสาวให้แก่คนมีศีลอย่างเดียว.
พระศาสดานำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ทรงประชุมชาดก. เมื่อจบสัจธรรม พราหมณ์ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พราหมณ์ในครั้งนั้นได้เป็นพราหมณ์ผู้นี้แหละ ส่วนอาจารย์ทิศาปาโมกข์ คือเราตถาคตนี้แล.
จบ อรรถกถาสาธุสีลชาดกที่ ๑๐
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. รุหกชาดก ๒. สิริกาฬกัณณิชาดก ๓. จุลลปทุมชาดก๔. มณิโจรชาดก ๕. ปัพพตูปัตถรชาดก ๖. วลาหกัสสชาดก๗. มิตตามิตตชาดก ๘. ราธชาดก ๙. คหปติชาดก ๑๐. สาธุศีลชาดก.
จบ รุหกวรรคที่ ๕ ๖. นตังทัฬหวรรค
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๗ หน้า ๒๗๑–๒๗๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทุกนิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๑๐ สาธุสีลชาตกํ
สรีรทพฺยํ วุฑฺฒพฺยนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ พฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺส กิร จตสฺโส ธีตโร อเหสุํ ฯ ตา จตฺตาโร ชนา ปตฺเถนฺติ, เตสุ เอโก อภิรูโป สรีรสมฺปนฺโน, เอโก วยปฺปตฺโต มหลฺลโก, เอโก ชาติสมฺปนฺโน, เอโก สีลวา ฯ พฺราหฺมโณ จินฺเตสิ ธีตโร นิเวสนฺเตน กสฺส นุ โข ทาตพฺพา, กึ รูปสมฺปนฺนสฺส อุทาหุ วยปฺปตฺตชาติสมฺปนฺนสีลวนฺตานํ อญฺญตรสฺสาติ ฯ โส จินฺเตนฺโตปิ อชานิตฺวา อิมํ การณํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ชานิสฺสติ, ตํ ปุจฺฉิตฺวา เอเตสํ อนฺตเร อนุจฺฉวิกสฺส ทสฺสามีติ คนฺธมาลาทีนิ คาหาเปตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ภควโต อาทิโต ปฏฺฐาย ตมตฺถํ อาโรเจตฺวา ภนฺเต อิเมสุ จตูสุ ชเนสุ กสฺส ทาตุํ วฏฺฏตีติ ปุจฺฉิ ฯ สตฺถา ปุพฺเพปิ เต ปณฺฑิตา เอตํ ปญฺหํ กถยึสุ, ภวสงฺเขปคตตฺตา ปน สลฺลกฺเขตุํ น สกฺโกสีติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สิปฺปํ อุคฺคณฺหิตฺวา อาคนฺตฺวา พาราณสิยํ ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย อโหสิ ฯ อเถกสฺส พฺราหฺมณสฺส จตสฺโส ธีตโร อเหสุํ ฯ ตา เอวเมว จตฺตาโร ชนา ปตฺถยึสุ ฯ พฺราหฺมโณ กสฺส นุ โข ทาตพฺพาติ อชานนฺโต อาจริยํ ปุจฺฉิตฺวา ทาตพฺพยุตฺตกสฺส ทสฺสามีติ ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา ตมตฺถํ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห
สรีรทพฺยํ วุฑฺฒพฺยํ โสชจฺจํ สาธุสีลิยํ
พฺราหฺมณนฺเต ว ปุจฺฉามิ กินฺนุ ๑- เตสํ วณิมฺหเสติ ฯ
ตตฺถ สรีรทพฺยนฺติ อาทีหิ เตสํ จตุนฺนํ วิชฺชมาเน คุเณ ปกาเสติ ฯ อยเมตฺถ อธิปฺปาโย ธีตโร เม จตฺตาโรเม ชนา ปตฺเถนฺติ, เตสุ เอกสฺส สรีรทพฺยํ อตฺถิ สรีรสมฺปทา ๒- อภิรูปภาโว สํวิชฺชติ, เอกสฺส วุฑฺฒพฺยํ วุฑฺฒภาโว มหลฺลกตา อตฺถิ, เอกสฺส โสชจฺจํ สุชาตตา ชาติสมฺปทา อตฺถิ ฯ สุชจฺจนฺติปิ ปาโฐ ฯ เอกสฺส สาธุสีลิยํ สุนฺทรสีลภาโว สีลสมฺปทา อตฺถิ ฯ พฺราหฺมณนฺเต ว ปุจฺฉามาติ เตสุ เอกสฺส นาเมตา ทาตพฺพาติ อชานนฺตา มยํ ภวนฺตํ พฺราหฺมณญฺเญว ปุจฺฉาม ฯ กินฺนุ เตสํ วณิมฺหเสติ เตสํ จตุนฺนํ ชนานํ กถํ ๓- วณิมฺหเส อิจฺฉาม, กสฺส ตา กุมาริกา ททามาติ ปุจฺฉตีติ ฯ
@เชิงอรรถ: ๑ กนฺนูติปิ ฯ ๒ สรีรสมฺปทายาติปิ ฯ ๓ กนฺติปิ ฯ
ตํ สุตฺวา อาจริโย รูปสมฺปทาทีสุ วิชฺชมานาสุปิ วิปนฺนสีโล คารยฺโห, ตสฺมา ตํ อปฺปมาณํ, อมฺหากํ สีลวนฺตภาโว รุจฺจตีติ อิมมตฺถํ ปกาเสนฺโต ทุติยํ คาถมาห
อตฺโถ อตฺถิ สรีรสฺมึ วุฑฺฒพฺยสฺส นโม กเร
อตฺโถ อตฺถิ สุชาตสฺมึ สีลํ อสฺมาก รุจฺจตีติ ฯ
ตตฺถ อตฺโถ อตฺถิ สรีรสฺมินฺติ รูปสมฺปนฺเน สรีเร อตฺโถ วิเสโส วุฑฺฒิ อตฺถิ เยว นตฺถีติ น วทามิ ฯ วุฑฺฒพฺยสฺส นโม กเรติ วุฑฺฒภาวสฺส ปน นมการเมว กโรมิ, วุฑฺฒภาโว หิ วนฺทนมานนํ ลภติ ฯ อตฺโถ อตฺถิ สุชาตสฺมินฺติ สุชาเตปิ ปุริเส วุฑฺฒิ อตฺถิ, ชาติสมฺปตฺติ หิ อิจฺฉิตพฺพา เยว ฯ สีลํ อสฺมาก รุจฺจตีติ อมฺหากํ ปน สีลเมว รุจฺจติ ฯ สีลวา หิ อาจารสมฺปนฺโน สรีรทพฺยวิรหิโตปิ ปุชฺโช ปาสํโสติ ฯ
พฺราหฺมโณ ตสฺส วจนํ สุตฺวา สีลวนฺตสฺเสว ธีตโร อทาสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน พฺราหฺมโณ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา พฺราหฺมโณ อยเมว อโหสิ, ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ
สาธุสีลชาตกํ ทสมํ ฯ
รุหกวคฺโค ปญฺจโม ฯ
@เชิงอรรถ:
@*** หน้านี้ไม่มีข้อมูล ***
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗